Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

การทำลายสินค้าคงเหลือ ที่มียุติการซื้อและมีเงื่อนไขห้ามขายให้ใคร / การปรับราคาของวัตถุดิบหลังการขาย


เรื่อง การทำลายสินค้าคงเหลือ ที่มียุติการซื้อและมีเงื่อนไขห้ามขายให้ใคร / การปรับราคาของวัตถุดิบหลังการขาย
แหล่งที่มา Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วันที่ วันที่ถาม 27/02/2023 - วันที่ตอบ 28/02/2023
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 79/2541ฯ, มาตรา 65 ตรี (9), มาตรา 82/9 (1) แห่งประมวลรัษฎากร
ปุจฉา
ขอคำแนะนำ เพื่อปฎิบัติให้ถูกต้อง

1. กรณีการทำลายสินค้าคงเหลือ
    ดิฉันทำงานบริษัทที่ประกอบธุรกิจ Trading ที่มีหน้าที่จัดหาอะไหล่และวัตถุดิบเพื่อขายให้กับโรงงานผู้ผลิตรถยนต์แห่งหนึ่ง โดยบริษัทของดิฉันมีหน้าที่ตามสัญญาในการจัดหาอะไหล่และวัตถุดิบตามยอดประมาณการของทางบริษัทผู้ผลิต และจัดส่งสินค้าตามที่บริษัทผู้ผลิตมีการเรียกใช้ โดยในสัญญานั้นได้มีการระบุไว้ว่า “ไม่สามารถนำสินค้าภายใต้ยี่ห้อ XXX ไปขายให้ผู้อื่นได้ และหากบริษัทผู้ผลิตไม่มีการเรียกสินค้า หรือมีการหยุดผลิต ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายกับบริษัทของดิฉัน จะมีการพูดคุยและตกลงกันเรื่องของการเคลมค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น และบริษัทผู้ผลิตจะไม่ทำการซื้อสินค้าที่เหลืออยู่ใน Stock แต่อย่างใด”
    ในกรณีนี้เมื่อบริษัทผู้ผลิตรถยนต์หยุดผลิตรถยนต์รุ่นต่างๆ และได้มีการประกาศ ซึ่งมีผลกระทบต่อสินค้าคงคลังของบริษัทดิฉัน และได้ตกลงเรียกร้องค่าเสียหายกันจนสิ้นสุดแล้ว ดิฉันจึงได้ทำเรื่องขอทำลายสินค้าคงเหลือดังกล่าวตาม ป. 79/2541 โดยระบุสาเหตุการทำลายว่า “สินค้าหมดสมัยนิยม” เพราะทางผู้ผลิตรถยนต์ยุติการผลิต และทางบริษัทฯ ก็ไม่สามารถนำสินค้า (อะไหล่และวัตถุดิบ) ที่มีอยู่ในสินค้าคงคลังออกไปขายให้ผู้อื่นได้ หากทาง บริษัทฯ เก็บสินค้าไว้ก็จะมีค่าใช้จ่ายในเรื่องของสถานที่เก็บสินค้า และค่าดูแลรักษา ต่อมาทางสรรพากรพื้นที่แจ้งว่า ไม่สามารถทำลายได้ เนื่องจากพบว่า ยังมีรถยนต์รุ่นที่ทางผู้ผลิตรถยนต์ได้ทำการยุติการผลิตวิ่งอยู่ตามท้องถนน ดังนั้น สินค้า (อะไหล่และวัตถุดิบ) ที่ขอทำลายจึงยังไม่หมดสมัยนิยม จึงไม่อนุมัติให้มีการทำลายสินค้าดังกล่าว หากทางบริษัทต้องการทำลายสินค้าดังกล่าวก็สามารถทำได้ แต่จะต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มจากต้นทุนของสินค้าดังกล่าวที่ทำลาย
    คำถาม
    ทางบริษัทฯ ของดิฉันสามารถยื่นเรื่องเพื่อขอทำลายสินค้าคงเหลือตาม ป. 79/2541 ได้หรือไม่อย่างไร
    ขอคำแนะนำด้วยค่ะ หากไม่สามารถทำลายได้ เพราะหากต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจะทำให้ทางบริษัทฯ ขาดทุน และหากเก็บสินค้าต่อไปก็จะมีต้นทุนในการจัดเก็บและดูแลสินค้า

2. กรณีการปรับราคาของวัตถุดิบหลังการขาย
    บริษัทฯ ซื้อสินค้าประเภทเหล็กจากบริษัทในประเทศไทย โดยมีการตั้งราคากลางในการซื้อขาย หากราคาในตลาดต่ำกว่าราคากลางที่ตั้งไว้ ผู้ขายจะไม่ทำการปรับราคาขาย แต่หากราคาในตลาดสูงกว่าราคากลางที่ตั้งไว้ ผู้ขายจะเรียกร้องส่วนต่างของราคาดังกล่าว โดยมีการทำข้อตกลงกันไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งเราจะทราบว่ามีส่วนต่างราคาที่ต้องคืนกันนั้นเมื่อข้ามรอบระยะเวลาบัญชีที่มีการซื้อขายกันไปแล้ว เช่น ซื้อขายปี 2564 แต่ทราบว่ามีส่วนต่างจากการปรับราคาของตลาดต้นปี 2566  สาเหตุที่ล่าช้าเนื่องจากในการเจรจาต่อรองเรื่องของราคาที่จะเปลี่ยนแปลง ทางผู้ซื้อจะรวบรวมยอดซื้อของทั้งปีมาใช้ในการเจรจาต่อรองราคาระหว่างกัน
    คำถาม
    (1) กรณีนี้ถือเป็นการปรับราคาสินค้าหรือไม่
    (2) กรณีนี้เกี่ยวข้องกับภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่
    (3) หากเกี่ยวข้องกับภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีนี้จะมีปัญหาอย่างไร เนื่องจากจะต้องออก DN ข้ามรอบระยะเวลาบัญชี
วิสัชนา
1. เกี่ยวกับการทำลายสินค้า
    การทำลายสินค้า ปัญหา และผลกระทบทางบัญชีในทางปฏิบัติ
    การทำลาย คือ การทำให้สินค้าไม่มีอยู่ หรือไม่อยู่ในสภาพที่เป็นสินค้า อาจทำโดยการเผา การทุบ การบด การตัดเป็นชิ้น ๆ เทหรือฝัง กลบ เป็นต้น แต่ถ้าสินค้ายังมีตัวตนเป็นสินค้าให้เห็นไม่ถือเป็นการทำลาย เช่น การนำสินค้าชำรุดไปบริจาคหรือมอบให้หน่วยงาน จึงไม่ถือว่าเป็นการทำลาย ดังนั้น ทำลายจึงต้องทำให้หมดไปจริงๆ 
    ในการปฏิบัติทางบัญชีเมื่อมีการทำลายสินค้าเกิดขึ้นเอกสารที่จะมาเกี่ยวข้องกับการบันทึกบัญชีจึงเป็นเอกสารที่เกิดขึ้นภายในหน่วยงานหรือองค์กรที่มีการขออนุมัติจากผู้มีอำนาจในการพิจารณาการทำลายสินค้า โดยระบุถึงสาเหตุของการทำลาย ราคาทุนของสินค้าที่มีการทำลาย รวมไปถึงวิธีการทำลาย วันเวลาสถานที่ เพื่อใช้ประกอบการบันทึกรายการทางบัญชี 
    เนื่องจากการทำลายสินค้าไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้จะต้องนำมาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร และไม่ถือเป็นการขายสินค้าหรือให้บริการที่จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 โดยผลของการทำลายสินค้าจะทำให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนฯ มีสิทธินำมูลค่าต้นทุนของสินค้าที่ถูกทำลายมาลงเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ทำลายได้ และนอกจากนี้ สำหรับภาษีซื้อที่เกี่ยวกับสินค้าดังกล่าวก็ไม่มีผลตามกฎหมายที่จะทำให้ภาษีซื้อต้องห้าม หมายความว่าภาษีซื้ออันเกี่ยวกับสินค้าดังกล่าวซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนได้นำไปหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ก็ไม่มีกฎหมายกำหนดว่าให้เป็นภาษีซื้อต้องห้าม เมื่อได้มีการทำลายสินค้าในภายหลังสรุปก็คือ ขอเครดิตภาษีซื้อแล้วก็แล้วไป (ต้องดูว่าเป็นสินค้าที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย)
     (1) กรณีการทำลายสินค้าเสื่อมคุณภาพ สินค้าที่มีตำหนิ หมดสมัยนิยม หมดอายุ โดยสภาพไม่สามารถก็บรักษาได้ เช่น ผลิตภัณฑ์ อาหาร เวชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ ฯลฯ
          วิธีปฏิบัติ
          ต้องมีการตรวจสอบสินค้าดังกล่าวว่าเสียหายตามเงื่อนขที่แต่ละกิจการได้กำหนดไว้หรือไม่ และต้องได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจในการพิจารณาให้เป็นสินค้าเสียหายตามเงื่อนไขที่กำหนด กรณีสินค้าที่ได้รับคืน กิจการจะต้องมีเอกสารหลักฐานการรับคืนสินค้า ซึ่งระบุรายละเอียดของสินค้าที่รับคืน เช่น วันเดือนปีที่รับคืน ปริมาณ ขนิด,รหัสสินค้า สาเหตุที่รับคืนสินค้า และได้มีการลงลายมือชื่อพนักงานที่รับคืนด้วย เมื่อได้รับมาเก็บไว้พร้อมรอทำลาย ให้พนักงานคลังสินค้าเก็บรักษาสินค้าเสียหายตรวจนับ และลงลายมือชื่อกำกับไว้พร้อมทั้งแจ้งให้ฝ่ายบัญชีรับทราบด้วย 
    (2) การทำลายสินค้าที่เสื่อมคุณภาพที่มีตำหนิ สินค้าหมดสมัยนิยม หมดอายุ เก็บรักษาไว้รอทำลายพร้อมกันเมื่อได้ปริมาณที่เหมาะสม
          วิธีปฏิบัติ 
          กรณีที่มีการรอเพื่อจะทำลาย มีระยะเวลาเพียงพอ ควรแจ้งการทำลายให้สรรพากรพื้นที่ในท้องที่ที่รับผิดซอบทราบล่วงหน้าเป็นเวลา 30 วันก่อนทำลาย ซึ่งสรรพากรพื้นที่จะส่งเจ้าหน้าที่มาดูการทำลายหรือไม่ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมแต่ละกรณี **การรายงานให้เจ้าพนักงานมาสังเกตการณ์นั้น ไม่ใช่กฎหมายที่จะมีผลบังคับ แต่เป็นวิธีการที่ทำให้ไม่มีข้อสงสัยว่าได้ทำลายสินค้าจริง กิจการที่อยู่ในเขตอุตสาหกรรมส่งออก หรือบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ที่นำเข้าวัตถุดิบ การทำลายสินค้าของบริษัท ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของหน่วยงานที่ควบคุมหรือกำกับดูแล โดยผู้สอบบัญชีเป็นพยานในการทำลาย รับทราบ และผู้สอบบัญชีรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรแนบไว้ในงบดุลด้วย (ตามข้อ 3 (1) (2) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 79/2541ฯ )
ที่มา : www.dha.co.th

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า 
    กรณีตามข้อเท็จจริง 
    การทำลายสินค้าเป็นสิทธิของผู้ประกอบการ เมื่อมีเหตุผลความจำเป็นที่เพียงพอ และได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจของบริษัทฯ แล้ว บริษัทฯ ย่อมสามารถทำลายสินค้าได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งบริษัทฯ ต้องทำลายสินค้าดังกล่าวอย่างแท้จริง มีสักขีพยาน หรือหลักฐานการทำลายที่เชื่อถือได้อย่างเพียงพอที่จะทำให้ไม่เกิดข้อสงสัยดังเช่น กรณีที่เจ้าพนักงานสรรพากรทักท้วงว่า ก็เมื่อยังมีรถยนต์รุ่นที่ทางผู้ผลิตรถยนต์ได้ทำการยุติการผลิตวิ่งอยู่ตามท้องถนน ดังนั้น สินค้า (อะไหล่และวัตถุดิบ) ที่ขอทำลายจึงยังไม่หมดสมัยนิยม จึงไม่อนุมัติให้มีการทำลายสินค้าดังกล่าว 
    ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า การอนุมัติทำลายเป็นอำนาจของผู้บริหาร มิใช่อำนาจของเจ้าพนักงานสรรพากรที่จะยื่นไม่ยื่นมือเข้ามามีส่วนในการอนุมัติทำลาย แต่อย่างใด เพราะเจ้าพนักงานสรรพากรย่อมมือำนาจจำกัดเท่าที่กฎหมายให้อำนาจไว้เท่านั้น 
    แต่...หากเจ้าพนักงานสรรพากรจะทำการประเมินสินค้าที่บริษัทฯ แจ้งการทำลาย ว่า เป็นการขายสินค้า ก็ต้องอ้างอำนาจตามประมวลรัษฎากร ให้ได้ว่า กรณีดังกล่าว ถือเป็นการ “ขายสินค้า” ตามบทบัญญัติมาตราใด อาศัยอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมทั้งเบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม ตามบทบัญญัติใด ซึ่งเจ้าพนักงานต้องชี้แจงการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคลให้บริษัทฯ ได้รับทราบโดยชัดแจ้ง และโปร่งใส ตามหลักธรรมภิบาล 
    อนึ่ง ตามแนวทางปฏิบัติตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 79/2541ฯ กรณีสินค้ารอทำลายได้ เมื่อผ่านการอนุมัติให้ทำลายแล้ว อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดให้แจ้งการทำลายต่อเจ้าพนักงานสรรพากรท้องที่ที่บริษัทฯ ตั้งอยู่เป็นการล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ก่อนวันทำลาย หาได้ให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานสรรพากรที่จะมีส่วนอนุมัติหรือไม่อนุมัติการทำลาย 

2. การปรับราคาของวัตถุดิบหลังการขาย ตามข้อเท็จจริง 
    กรณีบริษัทฯ ซื้อสินค้าประเภทเหล็กจากบริษัทในประเทศไทย โดยมีการตั้งราคากลางในการซื้อขาย ซึ่งยังไม่เป็นราคาสุดท้ายที่ตกลงกัน เพราะหากราคาในตลาดต่ำกว่าราคากลางที่ตั้งไว้ ผู้ขายจะไม่ทำการปรับราคาขาย แต่หากราคาในตลาดสูงกว่าราคากลางที่ตั้งไว้ ผู้ขายจะเรียกร้องส่วนต่างของราคาดังกล่าว โดยมีการทำข้อตกลงกันไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งบริษัทฯ จะทราบว่ามีส่วนต่างราคาที่ต้องคืนกันนั้นเมื่อข้ามรอบระยะเวลาบัญชีที่มีการซื้อขายกันไปแล้ว เช่น ซื้อขายปี 2564 แต่ทราบว่ามีส่วนต่างจากการปรับราคาของตลาดต้นปี 2566  สาเหตุที่ล่าช้าเนื่องจากในการเจรจาต่อรองเรื่องของราคาที่จะเปลี่ยนแปลง ทางผู้ซื้อจะรวบรวมยอดซื้อของทั้งปีมาใช้ในการเจรจาต่อรองราคาระหว่างกัน นั้น 
    (1) กรณีดังกล่าว ถือเป็นการปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นตามมาตรา 82/9 (1) แห่งประมวลรัษฎากร มีการเพิ่มราคาสินค้าที่ขายเนื่องจากคำนวณราคาสินค้าผิดพลาดต่ำกว่าที่เป็นจริง 
    (2) กรณีนี้ บริษัทผู้ขายมีหน้าที่ต้องออกใบเพิ่มหนี้ เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากบริษัทฯ เมื่อผบการตกลงการปรับราคาเป็นที่ยุติเรียบร้อยแล้ว 
    (3) กรณีนี้ ให้บริษัทฯ ผู้ขายออกใบเพิ่มหนี้ทางภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 82/9 และมาตรา 86/9 แห่งประมวลรัษฎากร แม้จะเป็นกรณีที่ข้ามรอบระยะเวลาบัญชีก็ตาม 

คุณ Lovely Prawny 
อาจารย์คะ ในคำถามข้อที่ 2 ขอสอบถามเพิ่มเติมนะคะ
1. กรณีนี้จะมีผลกระทบกับต้นทุนในปี 2564 ที่เรายื่นงบไปแล้วหรือไม่คะ
2. สาเหตุในการออกใบเพิ่มหนี้คือคำนวณราคาสินค้าต่ำไปถูกต้องหรือไม่  และในกรณีนี้จะมีผลกระทบอะไรกับใบสั่งซื้อหรือไม่ เพราะราคาในใบสั่งซื้อตรงกับราคาในใบกำกับภาษี
3. ในการออกใบเพิ่มหนี้ / ใบลดหนี้นั้น จะต้องกลับไปแก้ไขราคาในใบสั่งซื้อให้สัมพันธ์กันหรือไม่ 
ให้พิจารณาข้อตกลงที่บริษัทผู้ซื้อ และบริษัทผู้ขายตกลงกันไว้ ประกอบกันไปด้วย 

สุเทพ พงษ์พิทักษ์ วิสัชนา:
1. กรณีดังกล่าว ไม่มีผลกระทบกับต้นทุนในปี 2564 ที่บริษัทฯ ยื่นงบไปแล้ว แต่อย่างใด เป็นการปรับราคาในทางภาษีมูลค่าเพิ่ม 
    ในทางภาษีเงินได้นิติบุคคล นั้น การปรับราคาดังกล่าว ถือเป็นกรณีที่ไม่อาจกำหนดราคาที่ชัดเจนได้จนกว่าจะได้มีข้อตกลงร่วมกัน ราคาส่วนเพิ่มจึงให้ถือเป็นรายจ่าย (ต้นทุน) ของรอบระยะเวลาบัญชีปีที่สามารถตกลงจำนวนที่แน่นอนได้ ตามนัยมาตรา 65 ตรี (9) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนื้
    "มาตรา 65 ตรี รายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ
         (9) รายจ่ายซึ่งกำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริง หรือรายจ่ายซึ่งควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีอื่น เว้นแต่ในกรณีที่ไม่สามารถจะลงจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีใดก็อาจลงจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่ถัดไปได้" 
2. สาเหตุในการออกใบเพิ่มหนี้ คือ คำนวณราคาสินค้าต่ำไป "ถูกต้อง" แล้ว  และในกรณีนี้จะ "ไม่" มีผลกระทบอะไรกับใบสั่งซื้อ เพราะราคาในใบสั่งซื้อตรงกับราคาในใบกำกับภาษี ซึ่งเป็นราคากลางเท่านั้น ยังไม่ใช่ราคาสุดท้าย 
3. ในการออกใบเพิ่มหนี้ / ใบลดหนี้นั้น ไม่ต้องกลับไปแก้ไขราคาในใบสั่งซื้อให้สัมพันธ์กัน แต่อย่างใด บันทึกเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปีปัจจุบันที่เกิดรายากรในเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้นั้น



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ 

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ