Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

การลดเบี้ยปรับ กรณีไม่ได้ยื่นแบบภพ.30 ของบุคคลธรรมดามีเงินได้ 1.8 ล้าน


เรื่อง การลดเบี้ยปรับ กรณีไม่ได้ยื่นแบบภพ.30 ของบุคคลธรรมดามีเงินได้ 1.8 ล้าน
แหล่งที่มา Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วันที่ วันที่ถาม 05/08/2022 - วันที่ตอบ 05/08/2022
ประเภทภาษี ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย มาตรา 89 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ตามข้อ 2 และข้อ 5 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 81/2542ฯ
ปุจฉา

หนูขอความกระจ่างเรื่องการการขอลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีบุคคลธรรมดามีเงินได้เกิน 1.8 ล้านบาท เดือนภาษีที่ไม่มียอดชื้อและยอดขายต้องเสียเบี้ยปรับมาตรา 89 (1) สส. สามารถลดให้เรียกเก็บ 20% เป็นเงิน 200 บาท ได้ไหมค่ะ

วิสัชนา
1. ตามมาตรา 16 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า 
    “มาตรา 16 เจ้าพนักงานประเมิน หมายความว่า บุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแต่งตั้ง”
ซึ่งในที่นี้ ได้แก่ ประกาศกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการแต่งตั้งเจ้าพนักงาน (ฉบับที่ 54) เรื่อง แต่งตั้งเจ้าพนักงานประเมินตามประมวลรัษฎากรเจ้าพนักงาน ลงวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2552 ประกอบด้วย
    “ข้อ 2 ให้ข้าราชการพลเรือนสามัญดังต่อไปนี้ เป็นเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา 16 แห่งประมวลรัษฎากร
             (1) สังกัดกรมสรรพากร นอกจากที่ระบุใน (2) (3) และ (4) ในเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร
             (2) สังกัดสำนักงานสรรพากรภาค ในเขตท้องที่สำนักงานสรรพากรภาคนั้น
             (3) สังกัดสำนักงานสรรพากรพื้นที่ ในเขตท้องที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่นั้น เว้นแต่กรณีตรวจนับสินค้าและวัตถุดิบ ตรวจสอบยันใบกำกับภาษี และตรวจปฏิบัติการ ให้ใช้บังคับกับสถานประกอบการที่อยู่นอกเขตพื้นที่นั้นด้วย ทั้งนี้ เฉพาะกรณีที่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากร หรือผู้ที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบหมาย
             (4) สังกัดสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา ในเขตท้องที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขานั้น
             การใช้อำนาจของเจ้าพนักงานตามวรรคหนึ่ง สำหรับกรณีการทำการประเมินภาษี การสั่งลดเบี้ยปรับเงินเพิ่มภาษี การไต่สวน สอบสวนหรือซักถามผู้เสียภาษีหรือผู้นำส่งภาษี หรือพยานบุคคล ให้กระทำได้เฉพาะเจ้าพนักงานซึ่งเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทบริหาร ประเภทอำนวยการ ประเภทวิชาการ และประเภททั่วไประดับชำนาญงานขึ้นไป แต่จะให้เจ้าพนักงานที่เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญประเภททั่วไประดับปฏิบัติงาน เป็นผู้จดคำให้การก็ได้ แต่ไม่รวมถึงกรณีที่เจ้าพนักงานซึ่งเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งสรรพากรพื้นที่สาขา ในเขตท้องที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขานั้น
             ในกรณีที่ผู้ใดได้รับหมายเรียก หรือหนังสือแจ้งความของเจ้าพนักงานตาม (2) (3) หรือ (4) ดังกล่าวแล้ว ต่อมาได้ออกไปเสียจากเขตท้องที่ดังกล่าว ให้เจ้าพนักงานนั้นดำเนินการตรวจสอบ และทำการประเมินหรือสั่งเรียกเก็บภาษีอากรได้จนเสร็จการ
             กรณีผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นสามีภริยา ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล หรือกรณีผู้เสียภาษีเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เลิกกิจการ ไม่ว่าจะจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีแล้วหรือไม่ หรือมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้เจ้าพนักงานประเมินตาม (2) (3) หรือ (4) ดังกล่าว ซึ่งอยู่ในท้องที่อันเป็นที่อยู่อาศัยของสามี ที่ตั้งของห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ที่ตั้งของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เลิกกิจการไม่ว่าจะจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีแล้วหรือไม่ หรือที่ตั้งของสถานประกอบการ ที่เป็นสำนักงานใหญ่มีอำนาจดำเนินการตามวรรคสองแก่ภริยา ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนในห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ผู้ชำระบัญชี หรือสถานประกอบการแห่งอื่นที่มิใช่สำนักงานใหญ่ได้ทุกแห่ง ถึงแม้จะอยู่ต่างท้องที่อันเป็นที่อยู่อาศัยของสามี ที่ตั้ง
ของห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ที่ตั้งของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เลิกกิจการไม่ว่าจะจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีแล้วหรือไม่ หรือที่ตั้งของสถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่
    ข้อ 3 ให้ข้าราชการพลเรือนสามัญดังต่อไปนี้ เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่อากรแสตมป์ นายตรวจอากรแสตมป์ตามความในมาตรา 103 แห่งประมวลรัษฎากร
            (1) สังกัดกรมสรรพากร นอกจากที่ระบุใน (2) (3) หรือ (4) ในเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร
            (2) สังกัดสำนักงานสรรพากรภาค ในเขตท้องที่สำนักงานสรรพากรภาคนั้น
            (3) สังกัดสำนักงานสรรพากรพื้นที่ ในเขตท้องที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่นั้น
            (4) สังกัดสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา ในเขตท้องที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขานั้น
    ข้อ 4 ให้ข้าราชการพลเรือนสามัญดังต่อไปนี้ เป็นเจ้าพนักงานรับแบบแสดงรายการตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร
            (1) สังกัดกรมสรรพากร นอกจากที่ระบุใน (2) (3) และ (4) ในเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร
            (2) สังกัดสำนักงานสรรพากรภาค ในเขตท้องที่สำนักงานสรรพากรภาคนั้น
            (3) สังกัดสำนักงานสรรพากรพื้นที่ ในเขตท้องที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่นั้น
            (4) สังกัดสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา ในเขตท้องที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขานั้น” 

2. ตามข้อ 2 และข้อ 5 ของคำสังกรมสรรพากรที่ ท.ป. 81/2542 เรื่อง หลักเกณฑ์การงดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 22 มาตรา 26 มาตรา 67 ตรี มาตรา 89 และมาตรา 91/21 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 กำหนดให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจพิจารณาสั่งลดได้ดังนี้  
    “ข้อ 2  ให้บุคคลที่จะต้องเสียเบี้ยปรับตามมาตรา 22 มาตรา 26 มาตรา 89 หรือมาตรา 91/21(6) แห่งประมวลรัษฎากร ทำคำร้องเป็นหนังสือยื่นต่อเจ้าพนักงาน ประเมินแสดงเหตุที่ของดหรือลดเบี้ยปรับนั้น เว้นแต่กรณีอธิบดีกรมสรรพากรพิจารณาเห็น สมควรจะสั่งให้งดหรือลดเบี้ยปรับโดยไม่ต้องมีคำร้องก็ได้
          การยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นก่อนที่เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือ แจ้งการประเมิน ถ้าได้รับหนังสือแจ้งการประเมินแล้ว ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการ พิจารณาอุทธรณ์ตามกฎหมายต่อไป
          ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระ ภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการ หรือกรณีผู้ประกอบกิจการที่เสียภาษีธุรกิจ เฉพาะได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีธุรกิจเฉพาะพร้อมกับการยื่นแบบแสดงราย การนั้น โดยไม่ได้รับคำเตือนหรือคำเรียกตรวจสอบไต่สวนโดยตรงเป็นหนังสือ ให้ถือว่า แบบแสดงรายการดังกล่าวเป็นคำร้องตามวรรคหนึ่ง
          คำเตือนหรือคำเรียกตรวจสอบไต่สวนโดยตรงเป็นหนังสือตามวรรคสาม หมายความถึง กรณีเจ้าพนักงานประเมินได้ตรวจพบความผิดและได้มีการบันทึกความผิดไว้ใน หนังสือหรือบันทึกข้อความแล้ว 
     ข้อ 5 การลดเบี้ยปรับตามมาตรา 89(1) มาตรา 89(2) มาตรา 89(3) และมาตรา 89(4) แห่งประมวลรัษฎากร ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจพิจารณาสั่งลดได้ โดยให้ลดลงคงเสียตามอัตราและเงื่อนไขดังต่อไปนี้
          (1) ในกรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือผู้มีหน้าที่นำส่งภาษีตามมาตรา 83/7 แห่งประมวลรัษฎากร ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีและชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการหรือแบบนำส่งนั้น โดยไม่ได้รับคำเตือนหรือคำเรียกตรวจ สอบไต่สวนโดยตรงเป็นหนังสือ ให้เสียเบี้ยปรับดังนี้
                (ก) ถ้าชำระภายใน 15 วัน นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาชำระภาษี มูลค่าเพิ่ม ให้เสียร้อยละ 2 ของเบี้ยปรับ
                (ข) ถ้าชำระภายหลัง 15 วัน แต่ไม่เกิน 30 วัน นับแต่วันพ้น กำหนดเวลาชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้เสียร้อยละ 5 ของเบี้ยปรับ 
                (ค) ถ้าชำระภายหลัง 30 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน นับแต่วันพ้น กำหนดเวลาชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้เสียร้อยละ 10 ของเบี้ยปรับ
                (ง) ถ้าชำระภายหลัง 60 วัน นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาชำระภาษี มูลค่าเพิ่ม ให้เสียร้อยละ 20 ของเบี้ยปรับ”

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า 
    กรณีบุคคลธรรมดา มีเงินได้เกิน 1.8 ล้านบาท เดือนภาษีที่ไม่มียอดชื้อและยอดขายต้องเสียเบี้ยปรับมาตรา 89 (1) สส.สามารถลดให้เรียกเก็บ 20% เป็นเงิน 200 บาท ได้ เนื่องจาก สส. เป็น "เจ้าพนักงานประเมิน" ตามข้อ 2 แห่งประกาศกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการแต่งตั้งเจ้าพนักงาน (ฉบับที่ 54) เรื่อง แต่งตั้งเจ้าพนักงานประเมินตามประมวลรัษฎากรเจ้าพนักงาน ลงวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2552 จึงมีอำนาจลดเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ตามข้อ 2 และข้อ 5 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 81/2542ฯ ดังกล่าว



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ 

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ