Case study

ภาษีอากรแสตมป์


เรื่อง ภาษีอากรแสตมป์
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 03/11/2026
ประเภทภาษี อากรแสตมป์
ข้อกฎหมาย
คำถาม

กรณีบริษัท ก ทำสัญญาว่าจ้างให้บริษัท ข (OEM) ผลิตสินค้า เข้าเงื่อนไขถือเป็นสัญญารับจ้างทำของ โดยในสัญญาไม่ได้มีการระบุการเสียภาษีอากรแสตมป์ไว้ในสัญญา คำถาม 1. บริษัท ข ถือเป็นผู้มีเงินได้จะต้องเป็นผู้ยื่นนำส่งเสียภาษีอากรแสตมป์ใช่หรือไม่ 2. ถ้าบริษัท ข ไม่ได้เสียภาษีอากรแสตมป์ไว้ หากสรรพากรตรวจพบ บริษัท ก ผู้ว่าจ้างจะมี ความผิดตามกฏหมายด้วยหรือไม่ 3. สมมุติสัญญา 3 ปี รายปีไม่เท่ากับ มีวิธีประมาณการรายได้เพื่อนำมาคำนวณฐานในการ เสียภาษีอากรแสตมป์อย่างไร และถ้ายื่นภาษีขาดเกินทำอย่างไรได้บ้าง 4. ค่าปรับอากรแสตมป์คิดคำนวณอย่างไร

คำตอบ

 ตอบ 1 ผู้ที่ต้องเสียอากร คือ ผู้รับจ้าง (บริษัท ข) เป็นผู้มีหน้าที่ต้องเสียอากร ตามความเข้าใจของสมาชิก ถูกต้องแล้วค่ะ ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสารที่ 4


บัญชีอัตราอากรแสตมป์


ลักษณะแห่งตราสาร

อากร

แสตมป์

ผู้ที่ต้อง

เสียอากร

ผู้ที่ต้องขีดฆ่า

อากรแสตมป์

  4. จ้างทำของ                           

      ทุกจำนวนเงิน 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท แห่งสินจ้างที่กำหนดไว้


หมายเหตุ                                   

      (1) ถ้าในเวลากระทำสัญญาจ้างทำของไม่ทราบจำนวนสินจ้างว่าเป็นราคาเท่าใด ให้ประมาณจำนวนสินจ้างตามสมควร แล้วเสียอากรตามจำนวนสินจ้างที่ประมาณนั้น                                   

      (2) ถ้ามีการรับเงินสินจ้างเป็นคราว ๆ และอากรที่เสียไว้เดิมยังไม่ครบให้เสียอากรเพิ่มเติมให้ครบตามจำนวนที่ต้องเสียทุกครั้งในทันทีที่มีการรับเงิน                                

      (3) เมื่อการรับจ้างทำของได้สิ้นสุดลงแล้วและปรากฏว่าได้เสียอากรเกินไปให้ขอคืน ตามมาตรา 122 ได้                              

      ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร                                    

      สัญญาที่ทำขึ้นนอกประเทศไทยและการปฏิบัติตามข้อสัญญานั้นมิได้ทำในประเทศไทย


1 บาท

ผู้รับจ้าง

ผู้จ้าง




ตอบ 2 บริษัท ก ผู้ว่าจ้าง ไม่มีความผิด สำหรับค่าอากร (ถ้าไม่ใช่ผู้ทรงตามมาตรา 113) แต่จะมีความผิด ที่ไม่ได้ขีดฆ่า  ตามมาตรา 124    มีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท


มาตรา 124ผู้ใดมีหน้าที่เสียอากร หรือขีดฆ่าแสตมป์เพิกเฉยหรือปฏิเสธไม่เสียอากร หรือไม่ขีดฆ่าแสตมป์ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท




ตอบ 3สัญญา 3 ปี รายปีไม่เท่ากับ   ตัวอย่าง เสียภาษีอากรแสตมป์ 


หมายเหตุ

ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสารที่ 4


(1) ถ้าในเวลากระทำสัญญาจ้างทำของไม่ทราบจำนวนสินจ้างว่าเป็นราคาเท่าใด ให้ประมาณจำนวนสินจ้างตามสมควร แล้วเสียอากรตามจำนวนสินจ้างที่ประมาณนั้น          


ปี X1 

ประมาณว่า รายได้  ของปี X1-X3  = 2 ล้านบาท   

ดังนั้นจึงเสียอากร (2ล้าน/1,000)      = 2,000 บาท                 

 (2) ถ้ามีการรับเงินสินจ้างเป็นคราว ๆ และอากรที่เสียไว้เดิมยังไม่ครบให้เสียอากรเพิ่มเติมให้ครบตามจำนวนที่ต้องเสียทุกครั้งในทันทีที่มีการรับเงิน       

ปี X1 

ประมาณว่า รายได้  ของปี X1-X3  = 2 ล้านบาท   

ดังนั้นจึงเสียอากร (2ล้าน/1,000)      = 2,000 บาท      


เดือน 1 ปี X1 – เดือน 5 ปี X2 รายได้จ้างทำของ 2.1 ล้านบาท

ดังนั้น ณ เดือน 5  ปี X2     รับเงินมา มีส่วนเกิน 2 ล้านบาท มา 1 แสน  จึงเสียอากรเพิ่ม  (1แสน/1,000)   )  = 100  บาท 

          

เดือน 6  ปี X2  รับเงินเพิ่ม   2 แสน

ดังนั้นจึงเสียอากรเพิ่ม  (2แสน/1,000)   )  = 200  บาท


เดือน 7  ปี X2  รับเงินเพิ่ม   3 หมื่น

ดังนั้นจึงเสียอากรเพิ่ม  (3 หมื่น/1,000)   )  = 30  บาท


เสียเพิ่มทุกคราวที่รับเงิน จนกว่าจะครบเดือนสุดท้าย  ปี X3     รับเงินมา มีส่วนเกิน 2 ล้านบาท มา 1 แสน


**อย่างไรก็ตาม ถ้าตอนเดือน 5ปี X2   จะประมาณการเพิ่มและเสียล่วงหน้าก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเสียทุกคราว


(3) เมื่อการรับจ้างทำของได้สิ้นสุดลงแล้วและปรากฏว่าได้เสียอากรเกินไปให้ขอคืน ตามมาตรา 122 ได้         


ปี X1 

ประมาณว่า รายได้  ของปี X1-X3  = 2 ล้านบาท   

ดังนั้นจึงเสียอากร (2ล้าน/1,000)      = 2,000 บาท                 


ต่อมา เดือนสุดท้าย  ปี X3  พบว่ารายได้จริงแค่ 1.7 ล้านบาท ดังนั้น บริษัทสามารถยื่นขอคืนอากรสแตมป์ที่เสียเกินไปได้  

ดังนั้นขอคืนอากร [(2ล้าน-1.7ล้าน) /1,000)]= 300 บาท  



                  


เรื่อง

การติดอากรแสตมป์ สัญญาบริการ อายุสัญญา 3 ปี

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 06/12/2021 - วันที่ตอบ 29/01/2022

ประเภทภาษี

อากรแสตมป์

ข้อกฎหมาย

ลักษณะตราสาร 4 แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์

ปุจฉา

สอบถาม เรื่อง อากรแสตมป์ ดังนี้:

    สัญญาบริการ อายุสัญญา 3 ปี ต่ออายุอัตโนมัติ ไม่สามารถระบุสินจ้าง เสียอากรจากประมาณรายได้

คำถามคือ

    1)ควรประมาณการรายได้ตลอด 3 ปีตามอายุสัญญา หรือสามารถประมาณการปีต่อปี แล้วไปเสียภาษีของแต่ละปี

    2)หลังจากประมาณการรายได้และเสียอากรไว้แล้ว แต่ยังไม่สิ้นสุดสัญญา รายได้เกิดขึ้นจริงมากกว่าประมาณการรายได้ที่เสียอากรไว้แล้ว จะต้องเสียอากรสำหรับระยะเวลาที่เหลือของสัญญาอย่างไร เสียอากรจากประมาณการ หรือรอให้เกิดรายได้จริง แล้วเสียอากร

    3) หากต่อสัญญาในรอบที่ 2 ถือเป็นตราสารฉบับใหม่ ต้องเสียอากรแยกจากรอบแรก หรือ ยังถือเป็นตราสารฉบับเดิม ต้องเคลียร์รายได้ตามจริงกับประมาณการของรอบแรกหรือไม่

    4)ดวงอากรแสตมป์ของปีก่อนๆ เช่น ปี 60 สามารถนำมาติดสัญญาปี 64 ได้หรือไม่

วิสัชนา

กรณีบริษัทฯ ทำสัญญาบริการ อายุสัญญา 3 ปี ต่ออายุอัตโนมัติ ไม่สามารถระบุสินจ้างได้

ตามลักษณะตราสาร 4 จ้างทำของ แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ประกอบกับข้อ 5 และข้อ 6 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 153/2559 กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการเสียอากรแสตมป์สำหรับตราสารจ้างทำของตามลักษณะตราสาร 4 แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ไว้ดังนี้

    “ข้อ 5 ตราสารจ้างทําของที่ต้องเสียอากร หมายถึง เอกสารการจ้างทําของซึ่งผู้รับจ้างตกลงทําการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสําเร็จให้แก่ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเป็นการตอบแทน โดยคู่สัญญาได้ลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย

    ข้อ 6 ผู้รับจ้างตามข้อ 5 มีหน้าที่ต้องเสียอากร 1 บาท ต่อทุกจํานวนเงิน 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท แห่งสินจ้างซึ่งไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม

           กรณีไม่ทราบจํานวนสินจ้างในขณะทําสัญญาจ้างทําของว่าเป็นจํานวนเท่าใด ให้ประมาณจํานวนสินจ้างตามสมควร แล้วเสียอากรตามจํานวนสินจ้างที่ประมาณนั้น

           กรณีมีการรับเงินสินจ้างเป็นคราว ๆ และอากรที่เสียไว้เดิมยังไม่ครบ ให้เสียอากรเพิ่มเติมให้ครบตามจํานวนที่ต้องเสียทุกครั้งในทันทีที่มีการรับเงิน ...”



 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

    1)ในกรณีที่สัญญารับจ้างทำของมีกำหนดเวลา 3 ปี และเป็นสัญญาที่ไม่ทราบจำนวนสินจ้างในขณะที่ทำสัญญา ในกรณีนี้ให้บริษัทฯ ประมาณจำนวนสินจ้างที่คาดว่าจะได้รับตามสมควรตลอดอายุของสัญญา 3 ปี และเสียอากรตามจำนวนสินจ้างที่ได้ประมาณขึ้น

  2)หลังจากประมาณการรายได้และเสียอากรไว้แล้ว แต่ยังไม่สิ้นสุดสัญญา บริษัทฯ พบว่ารายได้เกิดขึ้นจริงมากกว่าประมาณการรายได้ที่เสียอากรไว้แล้ว ในกรณีนี้ หากอากรที่เคยเสียไว้เดิมยังไม่ครบ บริษัทฯจะต้องเสียอากรเพิ่มเติมให้ครบตามจำนวนที่ต้องเสียทุกครั้งในทันทีที่มีการรับชำระเงินค่าบริการ

    3)หลังจากที่ได้มีการจัดทำสัญญาบริการและชำระค่าอากรสำหรับสัญญาดังกล่าวแล้ว หากต่อมามีการต่อสัญญา สัญญาฉบับใหม่ที่ทำขึ้น ถือเป็นตราสารฉบับใหม่ ต้องเสียอากรแยกต่างหากจากสัญญาฉบับก่อนหน้า

    4)ปัจจุบันอากรแสตมป์มี QR Code แล้ว ซึ่งจะระบุปีที่ออก ทำให้ต้องติดอากรแสตมป์ที่เอกสารและสัญญาในทันที ไม่สามารถนำอากรแสตมป์มาติดย้อนหลังได้ อย่างไรก็ตามสำหรับอากรแสตมป์ของปีก่อนๆ เช่น ปี 60 สามารถนำมาติดสัญญาปี 64 ได้

        อย่างไรก็ตาม หากมูลค่าตามสัญญาจ้างทำของดังกล่าวมีจำนวนค่าสินจ้างตั้งแต่ 1 ล้านบาท บริษัทฯ ต้องเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน ตามมาตรา 123 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 (3) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 37) เรื่อง กำหนดวิธีการชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์อากร สำหรับตราสารบางลักษณะ ลงวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2538


เครดิต อาจารย์ ดร. ก้อย Sirada Jarutakanont



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"





ตอบ 4ค่าปรับอากรแสตมป์ 

ผู้มีหน้าที่เสียอากร  ยื่นเสียอากรเพิ่มเติมเอง  มีหน้าที่ต้องเสียเงินเพิ่ม ตามมาตรา 113 แห่งประมวลรัษฎากร  

  1. ไม่เกิน  90 วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์   >>  เสีย เงินเพิ่มอากรเป็น 2 เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 4 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
  2. เกิน  90 วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว  >>  เสีย เงินเพิ่มอากร เป็น 5 เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 10 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

     

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ และแจ้งให้ ผู้มีหน้าที่เสียอากร  ยื่นเสียอากรเพิ่ม มีหน้าที่ต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 114  แห่งประมวลรัษฎากร  


  1. มิได้ปิดแสตมป์เลย >>  เสีย เงินเพิ่มอากร เป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากรที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
 2. ปิดแสตมป์น้อยกว่าอากรที่ต้องเสีย >>  เสีย เงินเพิ่มอากร เป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากรที่ขาด หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
 3. ในกรณีอื่น >>  เสีย เงินเพิ่มอากร เป็นจำนวน 1 เท่าของเงินอากรที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า


หมายเหตุ  ทั้งมาตรา 113   และ 114  สามารถขอลดเงินเพิ่มได้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 129 (พ.ศ. 2512)  

  1. มิได้ปิดแสตมป์เลย >>   ลดได้ 75%  จึงเสียแค่ 25% ของเงินเพิ่มอากรที่กำหนดไว้ในมาตรา 113 หรือมาตรา 114
     
    2. ปิดแสตมป์แล้วแต่ไม่บริบูรณ์ >>  ลดได้ 80%  จึงเสียแค่ 20% ของเงินเพิ่มอากรที่กำหนดไว้ในมาตรา 113 หรือมาตรา 114





มาตรา 113ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้
             1. ถ้าตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์นั้นเป็นตราสารที่กระทำขึ้นในประเทศไทย เมื่อผู้ขอเสียอากรได้ยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อเสียอากรภายใน 15 วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ก็ให้อนุมัติให้เสียเพียงอากรตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้
             ( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2489 ใช้บังคับ 31 ธ.ค. 2489 เป็นต้นไป )
             2. ถ้ากรณีเป็นอย่างอื่น ก็ให้อนุมัติให้เสียอากร และให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรดังต่อไปนี้อีกด้วย
                   (ก) ถ้าปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า 
ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์เป็นเวลาไม่พ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 2 เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 4 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
 
                  (ข) ถ้าปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์เป็นเวลาพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 5 เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 10 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
 
( ดูกฎกระทรวง ฉบับที่ 129 (พ.ศ. 2512) )
 
( ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.84/2542 )



มาตรา 114โดยการตรวจสอบตามความในมาตรา 123 ก็ดี โดยการกล่าวหาแจ้งความของบุคคลใดไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือมิใช่ก็ดี ถ้าปรากฏว่า
             (1) มิได้มีการออกใบรับในกรณีที่ต้องออกใบรับตามความในมาตรา 105 หรือมาตรา 106 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากร หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
             (2) ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์โดย
                   (ก) มิได้ปิดแสตมป์เลย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากรที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

 
                  (ข) ปิดแสตมป์น้อยกว่าอากรที่ต้องเสีย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากรที่ขาด หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
 
                  (ค) ในกรณีอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินเพิ่มอากร เป็นจำนวน 1 เท่าของเงินอากรที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
 
                  ( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2497 ใช้บังคับ 13 ต.ค. 2497 เป็นต้นไป )
                   ( วรรคท้ายมาตรานี้ยกเลิกโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502 ใช้บังคับ 5 พ.ย. 2502 เป็นต้นไป )
 
( ดูกฎกระทรวง ฉบับที่ 129 (พ.ศ. 2512) )( ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.84/2542 )


กฎกระทรวง ฉบับที่ 129 (พ.ศ. 2512)
 ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยอากรแสตมป์และอากรมหรสพ

 ---------------------

ข้อ 3   บุคคลที่ต้องเสียเงินเพิ่มอากรจะต้องทำคำร้องเป็นหนังสือยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ชี้แจงเหตุผลที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติหมวด 6 และหมวด 7 ลักษณะ 2 โดยสุจริตมิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงอากรและยินยอมชำระเงินเพิ่มอากรภายในสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะพิจารณาตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
                           (1) กรณีตราสาร
ได้ปิดแสตมป์แล้วแต่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์เสียร้อยละ 20 ของเงินเพิ่มอากรที่กำหนดไว้ในมาตรา 113 หรือมาตรา 114
                           (2) กรณีตราสาร
มิได้ปิดแสตมป์ เสียร้อยละ 25 ของเงินเพิ่มอากรที่กำหนดไว้ในมาตรา 113 หรือมาตรา 114

 




เรื่อง

การติดอากรแสตมป์ ส่วนเพิ่มจากสัญญาจ้างทำของ

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 14/02/2022 - วันที่ตอบ 21/04/2022

ประเภทภาษี

อากรแสตมป์

ข้อกฎหมาย

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 37), คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 153/2559

ปุจฉา

สอบถามค่ะ เนื่องจากบริษัทฯ ได้รับสัญญาว่าจ้างประกอบชิ้นงานส่งออกมูลค่า 10,000,000 บาท โดยจะมีการเรียกเก็บเงินเป็นงวด ๆ เมื่อได้รับสัญญามาบริษัทฯ ได้ทำการซื้ออากรแสตมป์ตามจำนวนเงินที่ว่าจ้างที่ระบุในสัญญา ในระหว่างการประกอบชิ้นงาน ผู้ว่าจ้างได้ให้ผู้รับจ้างเพิ่มส่วนประกอบติดตั้งบนชิ้นงานและเปลี่ยนแบบ เป็นระยะ ๆ ซึ่งการเพิ่มหรือเปลี่ยนแบบ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดผู้ว่าจ้างเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด เมื่อจบงานโครงการมูลค่าชิ้นงานทั้งหมดมีมูลค่า 18,000,000 บาท ซึ่งทางผู้รับจ้างได้รับเงินจากทางผู้ว่าจ้างทั้งหมด ผ่านทางการโอนเงินเข้าบัญชีและมีเอกสารเรียกเก็บเงินเป็นใบแจ้งหนี้

คำถามก็คือ

    เนื่องจากทางผู้ว่าจ้างไม่ยอมทำสัญญาใหม่ในส่วนของงานที่เพิ่มขึ้นไม่ทราบว่าในกรณีนี้ทางผู้รับจ้างจะต้องซื้ออากรแสตมป์อย่างไร และใช้เอกสารใดในการประกอบการซื้ออากรแสตมป์คะ

วิสัชนา

1. ตามข้อ 2 (3) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 37) เรื่อง กำหนดวิธีการชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์อากร สำหรับตราสารบางลักษณะ ลงวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 กำหนดให้ตราสารจ้างทำของดังต่อไปนี้ ต้องชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์อากร

    (1) ตราสารที่มีสินจ้างตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไป สำหรับตราสารที่กระทำตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป หรือ  

    (2) ตราสารที่รัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ว่าจ้างและมีสินจ้างตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไป  

    และตามข้อ 2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 153/2559 เรื่อง การเสียอากรสำหรับตราสารการเช่าที่ดิน โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หรือแพ และตราสารจ้างทำของ ลงวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ได้กำหนดแนวทางปฎิบัติเพิ่มเติมว่า หากตราสารดังกล่าวมิได้มีการชำระอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน ถือว่าตราสารนั้น “ไม่ได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์” ต้องชำระอากรแสตมป์เป็นตัวเงินและเสียเงินเพิ่มอากร ตามมาตรา 113 และมาตรา 114 แห่งประมวลรัษฎากร 


2. ตามมาตรา 113 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดหลักเกณฑ์ในการคิดเงินเพิ่มอากรแสตมป์ดังนี้

    “มาตรา 113 ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากรหรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้

         1 ถ้าตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์นั้นเป็นตราสารที่กระทำขึ้นในประเทศไทย เมื่อผู้ขอเสียอากรได้ยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อเสียอากรภายใน 15 วันนับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ก็ให้อนุมัติให้เสียเพียงอากรตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้

         2 ถ้ากรณีเป็นอย่างอื่น ก็ให้อนุมัติให้เสียอากรและให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากร ดังต่อไปนี้อีกด้วย

           (ก) ถ้าปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์เป็นเวลาไม่พ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 2 เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 4 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

           (ข) ถ้าปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ เป็นเวลาพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 5 เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 10 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า”



 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

1.กรณีบริษัทฯ ทำสัญญารับจ้างประกอบชิ้นงานส่งออกมูลค่า 10,000,000 บาท โดยจะมีการเรียกเก็บเงินเป็นงวด ๆ เนื่องจากมูลค่าสินจ้างตามสัญญามีจำนวนถึง 1,000,000 บาท บริษัทฯ จึงย่อมมีหน้าที่ต้องเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน ข้อ 2 (3) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 37) ลงวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2538 ประกอบกับข้อ 2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 153/2559 ฯ ลงวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 


2. เมื่อได้รับสัญญามาบริษัทฯ ได้ทำการซื้ออากรแสตมป์ตามจำนวนเงินที่ว่าจ้างที่ระบุในสัญญา ในระหว่างการประกอบชิ้นงาน คือ 10 ล้านบาท คิดเป็นอากรแสตมป์จำนวน 10,000 บาท เช่นนี้ กรมสรรพากรให้ถือว่า ตราสารจ้างทำของที่มิได้มีการชำระอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน เป็นตราสารที่  “ไม่ได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์” ตามข้อ 2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 153/2559 ฯ ลงวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 บริษัทฯ จึงต้องรับผิดชำระอากรแสตมป์เป็นตัวเงินและเสียเงินเพิ่มอากร ตามมาตรา 113 แห่งประมวลรัษฎากร

        ซึ่งตามข้อ 3 (2) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 129 (พ.ศ. 2512) ออกตามความในประมวลรัษฎากร

ว่าด้วยอากรแสตมป์และอากรมหรสพ ลงวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2512 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำหนดหลักเกณฑ์การลดเงินเพิ่มลงเหลือ 25% ของเงินเพิ่มอากรทั้งสิ้น ดังนี้

        “ข้อ 3 บุคคลที่ต้องเสียเงินเพิ่มอากรจะต้องทำคำร้องเป็นหนังสือยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ชี้แจงเหตุผลที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติหมวด 6 และหมวด 7 ลักษณะ 2 โดยสุจริตมิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงอากรและยินยอมชำระเงินเพิ่มอากรภายในสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะพิจารณาตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

            (1) กรณีตราสารได้ปิดแสตมป์แล้วแต่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์เสียร้อยละ 20 ของเงินเพิ่มอากรที่กำหนดไว้ในมาตรา 113 หรือมาตรา 114

            (2) กรณีตราสารมิได้ปิดแสตมป์ เสียร้อยละ 25 ของเงินเพิ่มอากรที่กำหนดไว้ในมาตรา 113 หรือมาตรา 114...” 

        อนึ่ง อาศัยอำนาจตามความในข้อ 3 วรรคสอง แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ 129 (พ.ศ. 2512) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยอากรแสตมป์และอากรมหรสพ อธิบดีกรมสรรพากรได้ออกคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 84/2542 เรื่อง หลักเกณฑ์การลดเงินเพิ่มอากร ตามมาตรา 113 และมาตรา 114 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2542 ดังต่อไปนี้

        “ข้อ 1 ให้ผู้มีหน้าที่เสียอากรซึ่งต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114 แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากนำตราสารที่ถูกกำหนดให้ชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์อากร ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 123 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรไปชำระอากรโดยวิธีปิดแสตมป์ลงบนตราสารดังกล่าว เมื่อผู้มีหน้าที่เสียอากรนำตราสารดังกล่าวไปชำระอากรเป็นตัวเงินพร้อมกับเงินเพิ่มอากรให้เสียเงินเพิ่มอากรร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินอากรนับแต่วันที่ต้องชำระอากร

            การเสียเงินเพิ่มอากรตามวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับกับเงินเพิ่มอากรที่คำนวณจากเงินอากรที่ต้องเสียเฉพาะกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียอากรได้ปิดแสตมป์ลงบนตราสารที่ถูกกำหนดให้ชำระอากรเป็นตัวเงินตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 เป็นต้นไป” 

       สำหรับอากรแสตมป์ปิดทับตราสารที่บริษัทฯ ได้ชำระไว้แล้ว นั้น หากเกินกว่า 6 เดือนนับแต่วันที่ได้ชำระอากรแสตมป์ ก็พ้นกำหนดเวลาในการขอคืน ตามมาตรา 122 แห่งประมวลรัษฎากร


3.กรณีผู้ว่าจ้างได้ให้ผู้รับจ้างเพิ่มส่วนประกอบติดตั้งบนชิ้นงานและเปลี่ยนแบบ เป็นระยะ ๆ ซึ่งการเพิ่มหรือเปลี่ยนแบบ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดผู้ว่าจ้างเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด เมื่อจบงานโครงการมูลค่าชิ้นงานทั้งหมดมีมูลค่า 18,000,000 บาท ซึ่งทางผู้รับจ้างได้รับเงินจากทางผู้ว่าจ้างทั้งหมด ผ่านทางการโอนเงินเข้าบัญชี และมีเอกสารเรียกเก็บเงินเป็นใบแจ้งหนี้ โดยที่ผู้ว่าจ้างไม่ยอมทำสัญญาใหม่ในส่วนของงานที่เพิ่มขึ้น เช่นนี้ บริษัทฯ ก็ไม่ต้องชำระอากรแสตมป์เพิ่มเติมในส่วนของค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นนั้น แต่อย่างใด



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"

หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ