1. ตามข้อ 2 (3) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 37) เรื่อง กำหนดวิธีการชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์อากร สำหรับตราสารบางลักษณะ ลงวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 กำหนดให้ตราสารจ้างทำของดังต่อไปนี้ ต้องชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์อากร (1) ตราสารที่มีสินจ้างตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไป สำหรับตราสารที่กระทำตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป หรือ (2) ตราสารที่รัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ว่าจ้างและมีสินจ้างตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไป และตามข้อ 2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 153/2559 เรื่อง การเสียอากรสำหรับตราสารการเช่าที่ดิน โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หรือแพ และตราสารจ้างทำของ ลงวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ได้กำหนดแนวทางปฎิบัติเพิ่มเติมว่า หากตราสารดังกล่าวมิได้มีการชำระอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน ถือว่าตราสารนั้น “ไม่ได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์” ต้องชำระอากรแสตมป์เป็นตัวเงินและเสียเงินเพิ่มอากร ตามมาตรา 113 และมาตรา 114 แห่งประมวลรัษฎากร
2. ตามมาตรา 113 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดหลักเกณฑ์ในการคิดเงินเพิ่มอากรแสตมป์ดังนี้ “มาตรา 113 ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากรหรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้ 1 ถ้าตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์นั้นเป็นตราสารที่กระทำขึ้นในประเทศไทย เมื่อผู้ขอเสียอากรได้ยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อเสียอากรภายใน 15 วันนับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ก็ให้อนุมัติให้เสียเพียงอากรตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ 2 ถ้ากรณีเป็นอย่างอื่น ก็ให้อนุมัติให้เสียอากรและให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากร ดังต่อไปนี้อีกด้วย (ก) ถ้าปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์เป็นเวลาไม่พ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 2 เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 4 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า (ข) ถ้าปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ เป็นเวลาพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 5 เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 10 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า”
ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า 1.กรณีบริษัทฯ ทำสัญญารับจ้างประกอบชิ้นงานส่งออกมูลค่า 10,000,000 บาท โดยจะมีการเรียกเก็บเงินเป็นงวด ๆ เนื่องจากมูลค่าสินจ้างตามสัญญามีจำนวนถึง 1,000,000 บาท บริษัทฯ จึงย่อมมีหน้าที่ต้องเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน ข้อ 2 (3) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 37) ลงวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2538 ประกอบกับข้อ 2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 153/2559 ฯ ลงวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
2. เมื่อได้รับสัญญามาบริษัทฯ ได้ทำการซื้ออากรแสตมป์ตามจำนวนเงินที่ว่าจ้างที่ระบุในสัญญา ในระหว่างการประกอบชิ้นงาน คือ 10 ล้านบาท คิดเป็นอากรแสตมป์จำนวน 10,000 บาท เช่นนี้ กรมสรรพากรให้ถือว่า ตราสารจ้างทำของที่มิได้มีการชำระอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน เป็นตราสารที่ “ไม่ได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์” ตามข้อ 2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 153/2559 ฯ ลงวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 บริษัทฯ จึงต้องรับผิดชำระอากรแสตมป์เป็นตัวเงินและเสียเงินเพิ่มอากร ตามมาตรา 113 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งตามข้อ 3 (2) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 129 (พ.ศ. 2512) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยอากรแสตมป์และอากรมหรสพ ลงวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2512 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำหนดหลักเกณฑ์การลดเงินเพิ่มลงเหลือ 25% ของเงินเพิ่มอากรทั้งสิ้น ดังนี้ “ข้อ 3 บุคคลที่ต้องเสียเงินเพิ่มอากรจะต้องทำคำร้องเป็นหนังสือยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ชี้แจงเหตุผลที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติหมวด 6 และหมวด 7 ลักษณะ 2 โดยสุจริตมิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงอากรและยินยอมชำระเงินเพิ่มอากรภายในสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะพิจารณาตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) กรณีตราสารได้ปิดแสตมป์แล้วแต่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์เสียร้อยละ 20 ของเงินเพิ่มอากรที่กำหนดไว้ในมาตรา 113 หรือมาตรา 114 (2) กรณีตราสารมิได้ปิดแสตมป์ เสียร้อยละ 25 ของเงินเพิ่มอากรที่กำหนดไว้ในมาตรา 113 หรือมาตรา 114...” อนึ่ง อาศัยอำนาจตามความในข้อ 3 วรรคสอง แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ 129 (พ.ศ. 2512) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยอากรแสตมป์และอากรมหรสพ อธิบดีกรมสรรพากรได้ออกคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 84/2542 เรื่อง หลักเกณฑ์การลดเงินเพิ่มอากร ตามมาตรา 113 และมาตรา 114 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2542 ดังต่อไปนี้ “ข้อ 1 ให้ผู้มีหน้าที่เสียอากรซึ่งต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114 แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากนำตราสารที่ถูกกำหนดให้ชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์อากร ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 123 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรไปชำระอากรโดยวิธีปิดแสตมป์ลงบนตราสารดังกล่าว เมื่อผู้มีหน้าที่เสียอากรนำตราสารดังกล่าวไปชำระอากรเป็นตัวเงินพร้อมกับเงินเพิ่มอากรให้เสียเงินเพิ่มอากรร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินอากรนับแต่วันที่ต้องชำระอากร การเสียเงินเพิ่มอากรตามวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับกับเงินเพิ่มอากรที่คำนวณจากเงินอากรที่ต้องเสียเฉพาะกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียอากรได้ปิดแสตมป์ลงบนตราสารที่ถูกกำหนดให้ชำระอากรเป็นตัวเงินตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 เป็นต้นไป” สำหรับอากรแสตมป์ปิดทับตราสารที่บริษัทฯ ได้ชำระไว้แล้ว นั้น หากเกินกว่า 6 เดือนนับแต่วันที่ได้ชำระอากรแสตมป์ ก็พ้นกำหนดเวลาในการขอคืน ตามมาตรา 122 แห่งประมวลรัษฎากร
3.กรณีผู้ว่าจ้างได้ให้ผู้รับจ้างเพิ่มส่วนประกอบติดตั้งบนชิ้นงานและเปลี่ยนแบบ เป็นระยะ ๆ ซึ่งการเพิ่มหรือเปลี่ยนแบบ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดผู้ว่าจ้างเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด เมื่อจบงานโครงการมูลค่าชิ้นงานทั้งหมดมีมูลค่า 18,000,000 บาท ซึ่งทางผู้รับจ้างได้รับเงินจากทางผู้ว่าจ้างทั้งหมด ผ่านทางการโอนเงินเข้าบัญชี และมีเอกสารเรียกเก็บเงินเป็นใบแจ้งหนี้ โดยที่ผู้ว่าจ้างไม่ยอมทำสัญญาใหม่ในส่วนของงานที่เพิ่มขึ้น เช่นนี้ บริษัทฯ ก็ไม่ต้องชำระอากรแสตมป์เพิ่มเติมในส่วนของค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นนั้น แต่อย่างใด
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |