Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

มาตรา 40 (2) จะต้องหัก ณ ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้า หรือ หัก ณ ที่จ่าย 3% มีข้อพิจารณาที่แตกต่างกันอย่างไร


เรื่อง มาตรา 40 (2) จะต้องหัก ณ ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้า หรือ หัก ณ ที่จ่าย 3% มีข้อพิจารณาที่แตกต่างกันอย่างไร
แหล่งที่มา Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วันที่ วันที่ถาม 11/09/2024 - วันที่ตอบ 20/10/2024
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
ข้อกฎหมาย มาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร, คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 96/2543, คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ฯ
ปุจฉา

เรียนสอบถามอาจารย์สุเทพค่ะ มาตรา 40 (2) แตกต่างจากการหัก ณ ที่จ่าย 3% ยังไงคะ

วิสัชนา
1. การหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นไปตามมาตรา 50 (1) วรรคหนึ่งและวรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร โดยคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย เช่นเดียวกับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติไว้ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 96/2543 เรื่อง การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร กรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543 ดังต่อไปนี้
    “ข้อ 1 การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากร กรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร แต่ไม่รวมถึงเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานให้ปฏิบัติดังนี้
         (1) ให้คำนวณหาจำนวนเงินได้พึงประเมินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี โดยให้นำเงินได้พึงประเมินที่จ่ายแต่ละคราวคูณด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย (ต่อปี) ดังนี้
               (ก) กรณีจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือนให้คูณด้วย 12
               (ข) กรณีจ่ายค่าจ้างเดือนละ 2 ครั้งให้คูณด้วย 24
               (ค) กรณีจ่ายค่าจ้างเป็นรายสัปดาห์ให้คูณด้วย 52
               การจ่ายเงินได้พึงประเมินให้แก่ผู้มีเงินได้ซึ่งเข้าทำงานระหว่างปี ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายแต่ละคราวในปีที่เข้าทำงานด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายจริงสำหรับปีนั้น เช่น เข้าทำงานวันที่ 1 เมษายน และกำหนดจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือน จำนวนคราวที่จะต้องจ่ายสำหรับปีที่เข้าทำงานจะเท่ากับ 9
         (2) ให้นำจำนวนเงินได้พึงประเมินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปีตาม (1) มาคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร กล่าวคือ นำมาหักค่าใช้จ่ายค่าลดหย่อน และคำนวณภาษีตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดาเป็นเงินภาษีทั้งสิ้น
               การคำนวณหักค่าลดหย่อน ให้คำนวณตามที่ผู้มีเงินได้ได้แจ้งไว้พร้อมกับแนบสำเนาหลักฐานแสดงสิทธิในค่าลดหย่อนตามแบบ ล.ย.01 (แบบแจ้งรายการเพื่อการหักลดหย่อน) ทั้งนี้ ให้คำนวณหักค่าลดหย่อนได้ตามที่ผู้มีเงินได้ได้แจ้งไว้ตั้งแต่ต้นปีที่เริ่มหักภาษี ณ ที่จ่าย ไม่ว่าจะจ่ายค่าลดหย่อนนั้นในเดือนใดของปีก็ตาม เว้นแต่ค่าลดหย่อนเงินบริจาคให้คำนวณหักได้เมื่อมีการจ่ายเงินบริจาคจริงเท่านั้น
               กรณีผู้มีเงินได้ได้แจ้งเปลี่ยนแปลงรายการค่าลดหย่อนระหว่างปี ให้คำนวณหักค่าลดหย่อนตามที่ผู้มีเงินได้ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้น
         (3) ให้นำจำนวนเงินภาษีทั้งสิ้นที่คำนวณได้ตาม (2) มาหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย (ต่อปี) ตาม (1) ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใด ให้หักเป็นเงินภาษี ณ ที่จ่าย ในแต่ละคราวที่จ่ายเงินนั้น
               ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวไม่ลงตัวเหลือเศษเท่าใด ให้เพิ่มเงินเท่าจำนวนที่เหลือเศษนั้นรวมเข้ากับเงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้น เพื่อให้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปีเท่ากับจำนวนภาษีที่ต้องเสียทั้งปี
         ...
         (6) กรณีมีการจ่ายเงินได้พึงประเมินที่ไม่สามารถคำนวณหาจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย (ต่อปี) ให้คำนวณภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายแต่ละคราวตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใด ให้หักเป็นเงินภาษีนำส่งไว้เท่านั้น หากคำนวณแล้วไม่มีเงินภาษีที่ต้องเสียก็ไม่ต้องหัก ในปีเดียวกันนี้ถ้ามีการจ่ายเงินได้พึงประเมินให้ผู้รับรายเดียวกันนี้อีก ให้นำเงินได้พึงประเมินที่จ่ายในครั้งแรกมารวมกับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายในครั้งที่สอง แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร เช่นเดียวกับการคำนวณครั้งแรก หากคำนวณแล้วไม่มีภาษีที่ต้องเสียก็ไม่ต้องหัก ถ้าได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้นำเงินภาษีที่หักและนำส่งไว้แล้ว (ถ้ามี) มาเครดิตออก เหลือเท่าใดจึงหักเป็นเงินภาษีและนำส่งไว้เท่านั้น ถ้ามีการจ่ายเงินได้พึงประเมินในครั้งที่สามและครั้งต่อ ๆ ไป ก็ให้คำนวณตามวิธีดังกล่าวนี้ทุกครั้งไป
    ให้ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่ส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายที่ตนมีหน้าที่ต้องคำนวณหักให้ถูกต้องครบถ้วน พร้อมทั้งยื่นแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด.1 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ไม่ว่าตนจะได้หักภาษีเงินได้ไว้แล้วหรือไม่ก็ตาม (มาตรา 52 ประกอบมาตรา 59 แห่งประมวลรัษฎากร)  
    เมื่อสิ้นปีให้ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการสรุปการจ่ายเงินได้และการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1 ก) ต่อทางราชการภายในเดือนกุมภาพันธ์ ของปีถัดไป (มาตรา 58 แห่งประมวลรัษฎากร)

2. กรณีเงินได้จากการรับทำงานให้อื่นๆ และเงินได้จากการให้บริการ ดังต่อไปนี้ ผู้จ่ายเงินได้ที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตรา 3% ของเงินได้ ตามข้อ 7 ข้อ 8 รวมทั้งข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528  
    (1) เงินได้ค่าวิชาชีพอิสระ ตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร  
    (2) เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องจัดหาสัมภาระในส่วนสำคัญนอกจากเครื่องมือ ตามมาตรา 40 (7) แห่งประมวลรัษฎากร 
    (3) เงินได้จากการรับจ้างทำของ หรือค่าบริการ ที่ผู้มีเงินได้กระทำในทางธุรกิจ ที่มีค่าใช้จ่ายสูง ตามมาตรา 40 (7) แห่งประมวลรัษฎากร  
    ให้ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่ส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายที่ตนมีหน้าที่ต้องคำนวณหักให้ถูกต้องครบถ้วน พร้อมทั้งยื่นแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด.3 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ไม่ว่าตนจะได้หักภาษีเงินได้ไว้แล้วหรือไม่ก็ตาม (มาตรา 52 ประกอบมาตรา 59 แห่งประมวลรัษฎากร)  
    เมื่อสิ้นปีให้ผู้จ่ายเงินได้ไม่มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการสรุปการจ่ายเงินได้และการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.3 ก) ต่อทางราชการ แต่อย่างใด



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ 

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ