Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

การเลือกเสียภาษีสำหรับเงินได้ประเภทดอกเบี้ย ดอกเบี้ยจากเงินให้กู้ยืม (ปล่อยเงินกู้) กับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร


เรื่อง การเลือกเสียภาษีสำหรับเงินได้ประเภทดอกเบี้ย ดอกเบี้ยจากเงินให้กู้ยืม (ปล่อยเงินกู้) กับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร
แหล่งที่มา Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วันที่ วันที่ถาม 23/04/2025 - วันที่ตอบ 28/04/2025
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ข้อกฎหมาย มาตรา 48 (3) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร
ปุจฉา

ขอสอบถามเกี่ยวกับการเลือกเสียภาษีสำหรับเงินได้ประเภทดอกเบี้ย ตามมาตรา 40 (4) (ก) ว่า นาย เอ มีเงินได้ประเภทดอกเบี้ย 2 แหล่ง คือ ดอกเบี้ยจากเงินให้กู้ยืม (ปล่อยเงินกู้) กับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร เจ้าหน้าที่สรรพากรแจ้งว่า เงินได้ประเภทดอกเบี้ยจากเงินให้กู้ยืม มิได้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 15 จึงต้องนำมายื่นแบบ ภ.ง.ด.90 และเมื่อนำดอกเบี้ยมายื่นแบบ ต้องนำดอกเบี้ยจากเงินฝากธนาคารมารวมคำนวณด้วยไม่สามารถเลือกเสียภาษี ตามมาตรา 48 (3) ได้ เจ้าหน้าที่แนะนำเช่นนี้เป็นไปตามข้อกฎหมายหรือไม่ครับ

วิสัชนา
1. ตามมาตรา 48 (3) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร 
    “มาตรา 48  เงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษีเงินได้ดังต่อไปนี้
         (1) เงินได้พึงประเมินเมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 47 หรือมาตรา 57 ฉ แล้ว เหลือเท่าใดเป็นเงินได้สุทธิ ต้องเสียภาษีในอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้   
         (2) สำหรับผู้มีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไป การคำนวณภาษีตาม (1) ให้เสียไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5 ของยอดเงินได้พึงประเมิน   
              การนับจำนวนเงินได้พึงประเมินตาม (2) ไม่รวมถึงเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1)   
         (3) ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2) ก็ได้ สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ก) และ (ช) ดังต่อไปนี้ 
              (ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักร ดอกเบี้ยเงินฝากสหกรณ์ ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงินที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น ดอกเบี้ยที่ได้จากสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม
              (ข) ผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงิน หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออก
              (ค) ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนพันธบัตร หุ้นกู้ หรือตั๋วเงิน หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออก ทั้งนี้ เฉพาะที่ตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน” 

2. กรุงเทพ--12 มี.ค. 2551--กรมสรรพากร https://www.ryt9.com/s/prg/207106
    ผู้มีเงินได้ที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด.90, 91 เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีสิทธิเลือกนำดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักร หรือเงินปันผล หรือเงินส่วนแบ่งกำไรจากบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย โดยไม่ต้องนำเงินได้ประเภทดังกล่าวในรวมคำนวณภาษีกับเงินได้ประเภทอื่น และใช้สิทธิในการเลือกให้ถูกต้อง
    นางไพฑูรย์ พงษ์เกษร เลขานุการกรม โฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ตามที่มีผู้มีเงินได้บางรายใช้สิทธิเลือกเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้ที่เป็นดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักร หรือเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยไม่ถูกต้องกล่าวคือ ได้เลือกนำดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักรเฉพาะบางบัญชีหรือเงินปันผลเฉพาะบางบริษัทมาใช้สิทธิเลือกเสียภาษีเงินได้โดยไม่นำไปรวมคำนวณภาษีกับเงินได้อย่างอื่นและขณะเดียวกันก็นำดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักรอีกบางบัญชีหรือเงินปันผลอีกบางบริษัทไปรวมคำนวณภาษีกับเงินได้อย่างอื่นเพื่อขอคืนภาษีเงินได้
    จึงขอชี้แจงให้ทราบโดยทั่วกันว่า กรณีการใช้สิทธิเลือกเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 48 (3) แห่งประมวลรัษฎากร โดยเฉพาะผู้มีเงินได้จากดอกเบี้ยจะต้องนำดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักรทุกบัญชีมาใช้สิทธิเสียภาษีในอัตราร้อยละ 15 ของเงินได้ จะเลือกนำเฉพาะดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักรบางบัญชีมาใช้สิทธิเลือกเสียภาษีไม่ได้ และสำหรับผู้มีเงินได้จากเงินปันผลก็จะต้องนำเงินปันผล หรือเงินส่วนแบ่งกำไรจากบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยที่ได้รับทั้งสิ้นในปีนั้น มาใช้สิทธิเสียภาษีเงินได้ในอัตราร้อยละ 10 ของเงินได้ จะเลือกนำเฉพาะเงินปันผลบางบริษัทมาใช้สิทธิเลือกเสียภาษีเงินได้ไม่ได้เช่นกัน โฆษกกรมสรรพากร กล่าวในที่สุด

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า 
    ตามแนวทางปฏิบัติของกรมสรรพากรเกี่ยวกับการเลือกเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 48 (3) แห่งประมวลรัษฎากร นั้น กรมสรรพากรกำหนดให้ผู้มีเงินได้เลือกเสียภาษีในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม 48 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ก็ได้ เฉพาะสำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ก) และ (ช) แห่งประมวลรัษฎากร ดังต่อไปนี้ 
    1. ดอกเบี้ยพันธบัตร 
    2. ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักร 
    3. ดอกเบี้ยเงินฝากสหกรณ์ 
    4. ดอกเบี้ยหุ้นกู้ 
    5. ดอกเบี้ยตั๋วเงินที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น 
    6. ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น 
    7. ดอกเบี้ยที่ได้จากสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม
    8. ผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงิน หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออก 
    9. ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนพันธบัตร หุ้นกู้ หรือตั๋วเงิน หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออก ทั้งนี้ เฉพาะที่ตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน
    ซึ่งผู้มีเงินได้ได้ถูกหักภาษีเงินได้ไว้ในอัตราร้อยละ 15 ของเงินได้ เท่านั้น จึงไม่รวมถึงเงินได้ดอกเบี้ยจากการประกอบกิจการให้กู้ยืมอื่นใด  
    ดังนั้น ตามคำแนะนำของเจ้าพนักงานสรรพากร ว่า “เงินได้ประเภทดอกเบี้ยจากเงินให้กู้ยืม มิได้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 15 จึงต้องนำมายื่นแบบ ภ.ง.ด.90 และเมื่อนำดอกเบี้ยมายื่นแบบ ต้องนำดอกเบี้ยจากเงินฝากธนาคารมารวมคำนวณด้วยไม่สามารถเลือกเสียภาษี ตามมาตรา 48 (3) แห่งประมวลรัษฎากรได้” จึงยังไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติของกฎหมายและแนวทางปฏิบัติของกรมสรรพากร



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ 

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ