1. เกี่ยวกับเรื่อง การติดอากรแสตมป์ (ค่าการโฆษณา "Agency fee") กรณีบริษัทฯ เป็น agency ในการซื้อสื่อโฆษณาให้ลูกค้า (ลูกค้าแต่งตั้งบริษัท "HBKK" เป็นตัวแทนในการซื้อสื่อโฆษณา และสั่งลงโฆษณาแทนลูกค้า) เมื่อบริษัท "HBKK" เก็บเงินลูกค้าจะมีการแยกค่าสื่อโฆษณา (ไม่ต้องหัก ณ ที่จ่าย ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 6/2528 ) ซึ่งจะลงบัญชีพัก (advanced) ในหมวดหนี้สินหมุนเวียน และค่าการโฆษณา (agency fee) โดยลงเป็นรายได้ของ บริษัท "HBKK" ในการเรียกเก็บเงินจากลูกค้า จะแยกใบแจ้งหนี้สำหรับค่าสื่อโฆษณา 1 ใบ และค่าการโฆษณา (agency fee) 1 ใบ และการเรียกเก็บทั้ง 2 ใบแจ้งหนี้นี้ก็ได้มีการเก็บ Vat 7% นั้น) การเก็บเงินค่าสื่อโฆษณาคืนกับทางลูกค้า ในทางภาษี สรรพากร ไม่ถือเป็นรายได้ (หรือ ค่าจ้างทำของ) ของบริษัท "HBKK" แต่อย่างใด หากแต่เป็นรายได้ค่าจ้างทำของของบริษัทรับโฆษณา
2. สำหรับรายการเรียกเก็บค่าสื่อโฆษณาคืนกับทางลูกค้า บริษัท "HBKK" ก็ไม่ต้องติดอากรแสตมป์ แต่อย่างใด เนื่องจากบริษัท "HBKK" ไม่ใช่เป็นผู้ให้บริการรับจ้างโฆษณาให้แก่ลูกค้า เป็นแต่เพียงเอเยนซี่โฆษณาเท่านั้น ตามที่ทาง บริษัท "HBKK" เข้าใจว่า การติดอากรแสตมป์จะติดเฉพาะรายได้ (agency fee) ที่เรียกเก็บจากลูกค้าเท่านั้น ถูกต้องแล้วครับ
Gaetrakul xxxxx ตอนนี้ทาง HBKK มีการชี้แจงกับ สรรพากร พท. 3 วัดชัยมงคล ในเรื่องการติดอากรแสตมป์อยู่ค่ะ ทางสรรพากร พท.3 แจ้งว่า เค้ามองเป็นค่าจ้างทำของ เพราะค่าสื่อโฆษณาเราก็มีการนำส่งภาษีขาย ดั้งนั้นสรรพากร พท.3 จึงมองว่า HBKK ควรต้องติดอากรแสตมป์ ทั้งค่าสื่อโฆษณาและค่าการโฆษณา สรรพากร พท.3 แจ้งว่า ข้อกฎหมายข้อไหนอนุญาตให้ไม่ต้องติดอากรแสตมป์ในส่วนของค่าสื่อโฆษณา รบกวนอาจารย์แนะนำแนวทางหรือข้อกฎหมาย ที่จะไปชี้แจงกับทาง สรรพากร พท.3 ได้ไหมคะ
สุเทพ พงษ์พิทักษ์ วิสัชนา: ตามข้อ 1 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ที่ ป. 6/2528 เรื่อง การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายกรณีการจ่ายเงิน ค่าโฆษณา ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2528 แก้ไขโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.19/2530 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2530 เป็นต้นไป กรมสรรพากรวางแนวทางปฏิบัติ สำหรับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย กรณีการจ่ายเงินได้ค่าโฆษณา ตามข้อ 4 (1) แห่งคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2528 โดยกำหนดให้บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นจ่ายเงินให้แก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับค่าสื่อโฆษณาที่ผู้รับเงินในฐานะเป็นนายหน้า หรือตัวแทนได้จ่ายแทนผู้จ่ายเงินไปตามจำนวนเงินที่จ่ายเงิน ผู้จ่ายเงินไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เนื่องจากค่าสื่อโฆษณาที่ผู้รับเงินในฐานะเป็นนายหน้า หรือตัวแทนได้จ่ายแทนผู้จ่ายเงินไปตามจำนวนเงินที่จ่ายเงิน ไม่ถือเป็นรายได้ของนายหน้าตัวแทน จึงเป็นผลให้เอเจนซี่โฆษณาไม่มีการให้บริการจ้างทำของแก่ตัวการ จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียอากรแสตมป์ ดังต่อไปนี้ “ข้อ 1 กรณีที่บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นจ่ายเงินให้แก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นค่าโฆษณา ไม่ว่าผู้นั้นจะทำเองหรือให้ผู้อื่นทำให้ กรณีดังกล่าว ให้ผู้จ่ายเงินคำนวณหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งในอัตราร้อยละ 2.0 ของยอดเงินที่จ่ายนั้น เว้นแต่ค่าสื่อโฆษณาที่ผู้รับเงินในฐานะเป็นนายหน้า หรือตัวแทนได้จ่ายแทนผู้จ่ายเงินไปตามจำนวนเงินที่จ่ายเงิน ผู้จ่ายเงินไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ข้อ 2 กรณีผู้รับเงินตามข้อ 1 จ่ายเงินให้แก่สื่อโฆษณา เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือโทรทัศน์ ทั้งนี้ เฉพาะที่เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีดังกล่าวให้ผู้จ่ายเงินคำนวณหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งในอัตราร้อยละ 2.0 ของยอดเงินที่จ่ายนั้น”
สำหรับเหตุผลที่กรมสรรพากรกำหนดให้เอเจนซี่โฆษณา ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อรับค่าสื่อโฆษณาจากตัวการ ก็เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการทั้งที่เป็นตัวแทน เอเจนซี่โฆษณา และมีเดีย ในทุกขั้นตอนเท่านั้น”
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |