บริษัทรับจ้างเลี้ยงสัตว์และมีการรับจ้างขนส่งอาหารสัตว์ให้กับผู้ว่าจ้าง โดยใช้รถบรรทุกของบริษัทเอง และจัดหาคนงานขนถ่ายสินค้า โดยมีข้อเท็จจริงตามด้านล่าง ขนส่งอาหารสัตว์ตามจุดส่งสินค้าที่ระบุไว้ในใบส่งสินค้าของผู้ว่าจ้างบริษัทเป็นคนจัดหาคนงานที่จะขนย้าย ยกสินค้าขึ้นลงจากรถบรรทุกส่งสินค้า ซึ่งเป็นรถบรรทุกของบริษัทเองบริษัทต้องมีหน้าที่ดูแลรถให้มีความสะอาดอยู่เสมอพร้อมใช้งานได้
ตอบ 1 ซึ่งจากข้อเท็จจริงเท่านี้ ตามความคิดเห็นคือไม่ถือเป็นการให้บริการอื่นค่ะ เนื่องจาก ไม่ได้มีการให้บริการอื่นใดเพิ่มเติมอย่างเเป็นสาระสำคัญ นอกจากการขนส่งสินค้าจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง พนักงานขนของจากรถของบริษัทเอง และดูแลรักษารถของบริษัทเอง บริษัท เพียงทำหน้าที่ รับจ้างขนส่งสินค้าหรือสิ่งของโดยรับขนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งจึง ถือเป็นการให้บริการขนส่งในราชอาณาจักร บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน นิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นผู้ว่าจ้างมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตรา 1% ถูกต้องแล้วค่ะ อย่างไรก็ตาม สมมุติว่ากรณีนี้ มีการให้บริการอื่น และถูกตีความว่า เป็นการให้บริการทั่วไป ซึ่งต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% แต่ผู้ว่าจ้างกลับหักภาษี ณ ที่จ่ายต่ำเกินไป คือ หักไว้แค่ 1% บริษัทผู้ถูกหัก ณ ที่จ่าย ยังสามารถนำภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย มาเป็นเครดิตภาษีสิ้นปีได้ เนื่องจากบริษัทถูกหัก ณ ที่จ่ายจริง และ ผู้หัก ณ ที่จ่ายได้นำส่งแล้ว ทั้งนี้ สามารถเทียบเคียงจาก ภารถูกหัก ณ ที่จ่ายของบุคคลธรรมดา ตามมาตรา 60 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ระบุว่า จำนวนเงินภาษีที่หักและนำส่งไว้นั้นให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี
ตอบ 2 การขนส่งสินค้าภายในประเทศจะได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตาม มาตรา 80 (ณ) การให้บริการขนส่งในราชอาณาจักร ก็ต่อเมื่อ เป็นการขนส่งอย่างเดียวโดยไม่มีบริการอื่นพ่วง และ ในแง่ภาษีไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตขนส่ง (อ้างอิงตามข้อหารือเลขที่ กค 0706/พ./5896 ลงวันที่ 13/07/2006) อย่างไรก็ตาม ในทางกฎหมายการประกอบธุรกิจขนส่งควรมีใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก ฯ การประกอบกิจการขนส่งเพื่อการค้าจะต้องมีการจดทะเบียนและขอใบอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกให้ถูกต้อง บริษัทที่ดำเนินงานขนส่งเป็นปกติควรมีใบอนุญาตดังกล่าวเพื่อความถูกต้องตามกฎหมายอื่นๆ ในกรณีบริษัทที่ทำขนส่งควบคู่กับงานเลี้ยงสัตว์เฉพาะรายนั้น ค่าขนส่งที่เรียกเก็บสามารถจัดเป็นค่าบริการขนส่งได้รับการยกเว้น VAT ตามมาตรา 81 (ณ) แห่งประมวลรัษฎากร เพราะเป็นการขนส่งสินค้าตามนิยาม แต่ การรับจ้างเลี้ยงสัตว์ถือเป็นการให้บริการอื่นๆเพิ่มเติม ตามมาตรา 77/1(10) แห่งประมวลรัษฎากร จะอยู่ในบังคับที่ต้องเสีบภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ตามมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร
ดังนั้น บริษัทควรแยกรายการให้ชัดเจนและปฏิบัติตามข้อกำหนดทางธุรกิจขนส่งอื่นๆ ให้ชัดเจน เนื่ - หากบริษัทแยกคิดค่าบริการขนส่งออกมาต่างหากอย่างชัดเจนจากค่าบริการเลี้ยงสัตว์ (เช่น มีการออกใบแจ้งหนี้/ใบกำกับภาษีเฉพาะค่าขนส่งแยกต่างหาก) ก็จะยิ่งชัดเจนว่ารายได้นั้นเป็นค่าขนส่งที่ได้รับการยกเว้น VAT บริษัทก็ไม่ต้องเสีย VAT สำหรับส่วนนี้
- การที่บริษัทไม่มีใบอนุญาตขนส่ง ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสถานะการยกเว้น VAT ของค่าบริการขนส่ง (ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น) แต่สิ่งที่ควรระวังคือเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายขนส่งทางบก หากกิจกรรมขนส่งเริ่มมีลักษณะเป็นธุรกิจต่อเนื่อง แม้ทำให้เฉพาะลูกค้ารายนั้น การมีใบอนุญาตที่ถูกต้องจะช่วยให้การดำเนินธุรกิจโปร่งใสและไม่มีความเสี่ยงด้านกฎหมายอื่นๆ นอกเหนือจากภาษี
- ในกรณีที่บริษัทรวมค่าขนส่งเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของค่าบริการอย่างอื่น (เช่น รวมอยู่ในค่าจ้างเลี้ยงสัตว์) และไม่ได้แยกบัญชีหรือแยกรายการในเอกสารออกมา การตีความภาระภาษีอาจซับซ้อนขึ้น: หากค่าขนส่งถูกมองเป็นองค์ประกอบของบริการหลัก (เช่น บริการเลี้ยงสัตว์) ก็อาจถูกมองว่าต้องเสีย VAT พร้อมบริการหลักนั้นได้ ดังนั้นแนวทางที่ปลอดภัยคือ แยกรายการค่าขนส่งออกจากค่าบริการอื่นอย่างชัดเจน เพื่อยืนยันว่าส่วนนี้คือค่าขนส่งที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อควรระวังเพิ่มเติม ในการประกอบกิจการสองประเภท คือ บริการเลี้ยงสัตว์ VAT 7% และ การให้บริการขนส่งในราชอาณาจักร ยกเว้น VAT บริษัทจะต้องนำภาษีซื้อของค่าใช้จ่ายที่ใช้ร่วมกัน(ไม่สามารถแยกได้) มาเฉลี่ยตามมาตรา 82/6 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับ ประกาศอธิบดีกรทสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 29) ด้วยนะคะ
คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่ หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ---------------------------------------------
"ข้อ 12/4 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินที่เป็นค่าขนส่ง แต่ไม่รวมถึงการจ่ายค่าโดยสารสำหรับการขนส่งสาธารณะให้แก่ผู้รับซึ่งเป็น (1) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0 (2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ไม่รวมถึงมูลนิธิหรือสมาคม หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0 คำว่า “การขนส่งสาธารณะ ” หมายความว่า การรับส่งผู้โดยสารเป็นการทั่วไปเป็นปกติธุระ ” (แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.104/2544 ใช้บังคับ 15 กันยายน 2544 เป็นต้นไป) (ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.126/2546) |
มาตรา 60 เพื่อประโยชน์แห่งการคำนวณยอดเงินได้พึงประเมินของผู้ต้องเสียภาษี ให้ถือว่าเงินภาษีที่ได้หักและนำส่งตามความในมาตรา 50 มาตรา 52 และมาตรา 53 เป็นเงินได้พึงประเมินที่ผู้ต้องเสียภาษีได้รับ ส่วนจำนวนเงินภาษีที่หักและนำส่งไว้นั้นให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี |
มาตรา 81 ให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ (ณ) การให้บริการขนส่งในราชอาณาจักร |
มาตรา 77/1 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น (10) " บริการ " หมายความว่า การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า และให้หมายความรวมถึงการใช้บริการของตนเอง ไม่ว่าประการใดๆ แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึง |
มาตรา77/2 การกระทำกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามบทบัญญัติในหมวดนี้ (1) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยผู้ประกอบการ |
มาตรา80 ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละ 10.0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการประกอบกิจการดังต่อไปนี้ ทั้งนี้ เว้นแต่กรณีที่กำหนดไว้ในมาตรา 80/2 (1) การขายสินค้า (2) การให้บริการ (3) การนำเข้า อัตราภาษีตามวรรคหนึ่ง ให้ลดลงได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ต้องกำหนดอัตราภาษีให้เป็นอัตราภาษีเดียวกัน สำหรับการขายสินค้า การให้บริการและการนำเข้าทุกกรณี **หมายเหตุ ปัจจุบันขยายเวลาลดอัตราภาษีเหลือร้อยละ 7 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 (พระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 799 พ.ศ. 2568) |
อ้างอิงคำตอบเรื่อง | ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายและภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการขนส่ง และขนถ่ายสินค้าและอุปกรณ์ | แหล่งที่มา | ข้อหารือ กรมสรรพากร | วันที่ | 21/02/2007 | เลขที่หนังสือ | กค 0706/2244 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีมูลค่าเพิ่ม | ข้อกฎหมาย | มาตรา 80 มาตรา 81(1)(ณ) มาตรา 81/3 มาตรา 82/3 มาตรา 89/1 มาตรา 90/4(3) มาตรา 90/4(7) มาตรา 40(5) มาตรา 70 มาตรา 77/1(10) และมาตรา 83/6(2) แห่งประมวลรัษฎากร | ข้อหารือ | บริษัทฯ เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ประกอบกิจการรับจ้างขนส่งและขนถ่าย เครื่องกล เครื่องจักร วัสดุอุปกรณ์ทุกประเภท ภายในประเทศและต่างประเทศ ทั้งทางบกและทางน้ำ โดยใช้รถเทรลเลอร์และรถเครน รวมทั้งการขนส่งโดยใช้เรือ มีลักษณะการให้บริการ ดังต่อไปนี้ (1) รับจ้างขนส่งสิ่งของ โดยรับขนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งภายในประเทศตามที่ผู้ว่าจ้าง ได้ตกลงตามสัญญาจ้าง (2) รับจ้างขน ย้าย ลาก ยกส่งของขึ้นจากเรือไปลงรถยนต์ หรือขนย้ายจากรถยนต์ไปลงเรือ ตามที่ผู้ว่าจ้างได้ตกลงตามสัญญาจ้าง (3) การรับจ้างดังกล่าว บริษัทฯ เป็นผู้จัดหาเครื่องขนย้ายอุปกรณ์การขนส่งและพนักงาน บริษัทฯ จึงขอทราบว่า 1. การประกอบกิจการดังกล่าวถือเป็นกิจการขนส่งหรือไม่ ถ้าเป็นการขนส่ง เมื่อบริษัทฯ จด ทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว บริษัทฯ ต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง และบริษัทฯ จะต้องถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย หรือไม่ 2. กรณี บริษัทฯ ได้ขอยืมอุปกรณ์จากบริษัทในประเทศสิงคโปร์ เช่น รถเครนหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ โดยบริษัทฯ ได้ตกลงจ่ายผลตอบแทนการใช้อุปกรณ์ เป็นค่าเช่าให้กับบริษัทในประเทศสิงคโปร์ การจ่าย ค่าเช่าอุปกรณ์ดังกล่าวต้องเสียภาษีอะไรบ้าง และอยู่ในบังคับต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือไม่ ในอัตราเท่าไร | แนววินิจฉัย | 1. บริษัทฯ รับจ้างขนส่งสินค้าหรือสิ่งของโดยรับขนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งโดยไม่ได้มีการให้ บริการอื่นใดอีกในการรับขนดังกล่าว ถือเป็นการให้บริการขนส่งในราชอาณาจักร บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน นิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นผู้ว่าจ้างมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0 สำหรับ การจ่ายเงินได้ตามสัญญารายหนึ่งๆ มีจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป แม้การจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่งๆ ไม่ถึงหนึ่งพันบาท ตามข้อ 12/4 และข้อ 12/5 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึง ประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ.2528 และเนื่องจาก เป็นการให้บริการขนส่งในราชอาณาจักร บริษัทฯจึงได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81(1)(ณ) แห่งประมวล รัษฎากร และไม่มีสิทธิแจ้งขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81/3 แห่งประมวลรัษฎากร อย่างไรก็ดี กรณีบริษัทฯ จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มโดยไม่มีสิทธิเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มมีผลให้บริษัทฯ ไม่มีสิทธิเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการและไม่มีหน้าที่ออกใบกำกับภาษีให้กับลูกค้ามาตั้งแต่ เริ่มประกอบกิจการและภาษีซื้อที่บริษัทฯ จ่ายไปเมื่อซื้อสินค้าหรือรับบริการ บริษัทฯ ไม่มีสิทธินำไปหักออกจากภาษีขาย ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร และมีผลให้ผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่ได้นำใบกำกับภาษี ที่ออกโดยบริษัทฯ ไปใช้ขอคืนภาษีหรือขอเครดิตภาษีต้องรับผิดทางแพ่ง ตามมาตรา 89(4) และมาตรา89/1 แห่งประมวลรัษฎากร และรับผิดทางอาญา ตามมาตรา 90/4(3) และมาตรา 90/4(7) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น หากบริษัทฯ มิได้ประกอบกิจการ ประเภทอื่น นอกจากการประกอบกิจการขนส่ง ให้บริษัทฯ ไปติดต่อกับสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานครหรือ สำนักงานสรรพากรพื้นที่จังหวัดที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ เพื่อดำเนินการยกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่มต่อไป 2. บริษัทฯ จ่ายเงินค่าเช่าอุปกรณ์ให้บริษัทซึ่งตั้งอยู่ในประเทศสิงคโปร์ เข้าลักษณะเป็นการจ่ายเงินได้พึงประเมินตาม มาตรา 40(5) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่หักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวล รัษฎากร แต่เนื่องจากเงินได้ดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นกำไรจากธุรกิจ หากผู้ให้เช่ามิได้เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย และ ไม่มีสถานประกอบการถาวรอยู่ในประเทศไทย บริษัทผู้ให้เช่าในประเทศสิงคโปร์จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ในประเทศไทย ตามข้อ 5 และข้อ 7 วรรคแรก แห่งอนุสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่ง สาธารณรัฐสิงคโปร์เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ ประกอบกับมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2505 ดังนั้น เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินค่าเช่าให้แก่ผู้ให้เช่าในต่างประเทศ บริษัทฯ จึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่าย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร อย่างไรก็ดี เมื่อบริษัทฯ จ่ายค่าเช่าอุปกรณ์ให้แก่บริษัทต่างประเทศ เข้าลักษณะเป็น การให้บริการตามมาตรา 77/1(10) แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งเป็นกรณีผู้ประกอบการได้ให้บริการในต่างประเทศ และมีการ ใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ตามมาตรา 83/6(2) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ผู้จ่ายเงินได้จึงมีหน้าที่ต้องนำส่งภาษี มูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการมีหน้าที่ต้องเสีย โดยใช้แบบแสดงรายการ ภ.พ. 36 | เลขตู้ | 70/34793 |
เรื่อง | ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการประกอบกิจการขนส่งสินค้า | แหล่งที่มา | ข้อหารือ กรมสรรพากร | วันที่ | 13/07/2006 | เลขที่หนังสือ | กค 0706/พ./5896 | ประเภทภาษี | ภาษีมูลค่าเพิ่ม | ข้อกฎหมาย | มาตรา 81(1)(ณ) มาตรา 77/1(10) และมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร | ข้อหารือ | บริษัทฯ ประกอบกิจการรับขนส่งทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศด้วยรถยนต์ โดยบริษัทฯ ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการขนส่งและไม่มีรถยนต์ขนส่งเป็นของตนเอง แต่จะใช้วิธีว่าจ้างหรือเช่ารถยนต์ของผู้อื่นมาเพื่อใช้ขนส่ง บริษัทฯ จึงขอทราบเกี่ยวกับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มในกรณีต่างๆ ดังต่อไปนี้ 1. กรณีบริษัทฯ ได้ว่าจ้างรถยนต์ของบุคคลอื่นเพื่อขนส่งสินค้าจากโรงงานของลูกค้าไปส่งตามสถานที่ต่างๆ ภายในประเทศรายรับจากการขนส่งดังกล่าวอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ 2. กรณีบริษัทฯ รับจ้างขนส่งสินค้าไปส่งยังเมืองปีนัง ประเทศมาเลเซียโดยในการขนส่งช่วงระหว่างโรงงานของลูกค้าไปยังด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย และจากด่านชายแดนดังกล่าวไปยังจุดหมายปลายทางที่เมืองปีนัง บริษัทฯ ได้ว่าจ้างรถยนต์ของบุคคลอื่นให้ทำการขนส่งทั้งสองทอด การขนส่งสินค้าจากโรงงานไปยังชายแดนกรณีดังกล่าวถือเป็นการขนส่งในราชอาณาจักรหรือไม่ และ การขนส่งสินค้าจากชายแดนไปยังเมืองปีนัง ถือเป็นการขนส่งระหว่างประเทศทางรถยนต์ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ 3. กรณีตาม 2. หากลูกค้าได้ให้บริษัทฯ ดำเนินพิธีการศุลกากรนำสินค้าผ่านแดนการรับจัดการพิธีการศุลกากรดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นการให้บริการหรือไม่ และหากฐานภาษีของการให้บริการดังกล่าวมีมูลค่าไม่ถึง 1,800,000 บาท ต่อปีจะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81/1 แห่งประมวลรัษฎากร ใช่หรือไม่ | แนววินิจฉัย | 1. กรณีตาม 1. บริษัทฯ ได้รับจ้างขนส่งสินค้าจากสถานที่แห่งหนึ่งไปส่งยังสถานที่ต่าง ๆ ภายในประเทศไม่ว่าจะเป็นการใช้รถยนต์บรรทุกสินค้าของตนเองหรือได้ว่าจ้างรถยนต์บรรทุกสินค้าของบุคคลอื่นๆ ให้ทำการขนส่ง การให้บริการดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นการให้บริการขนส่งในราชอาณาจักร ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81(1)(ณ) แห่งประมวลรัษฎากร 2. กรณีตาม 2. บริษัทฯ รับจ้างขนส่งสินค้าจากโรงงานของลูกค้าในประเทศไทยไปส่งยังเมืองปีนังประเทศมาเลเซียโดยทางรถยนต์ เข้าลักษณะเป็นการให้บริการขนส่งระหว่างประเทศซึ่งมิใช่เป็นการขนส่งโดยอากาศยานหรือเรือเดินทะเล ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81(1)(ด) แห่งประมวลรัษฎากร 3. กรณีตาม 3. บริษัทฯ รับจ้างขนส่งสินค้าจากโรงงานของลูกค้าในประเทศไทยไปส่งยังเมืองปีนัง ประเทศมาเลเซียพร้อมกับดำเนินพิธีการศุลกากรนำสินค้าผ่านแดนให้กับลูกค้าด้วย การดำเนินพิธีการศุลกากรดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นการให้บริการอันอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และเนื่องจากบริษัทฯ ได้ให้บริการขนส่งสินค้าโดยมีการให้บริการอื่นเพิ่มเติมนอกเหนือจากการขนส่ง การให้บริการขนส่งรายใดที่บริษัทฯ ได้จัดให้มีบริการดำเนินพิธีการศุลกากรรวมอยู่ด้วยจึงเข้าลักษณะเป็นการให้บริการอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/1(10) และมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร หากรายรับจากการให้บริการขนส่งทุกรายที่บริษัทฯ ได้จัดให้มีการดำเนินพิธีการศุลกากรรวมอยู่ด้วยมีมูลค่าเกิน 1,800,000 บาทต่อปี บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องนำมูลค่าของการให้บริการขนส่งมารวมกับค่าบริการดำเนินพิธีการศุลกากรเพื่อรวมคำนวณเป็นฐานภาษีสำหรับการให้บริการที่จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 79 และมาตรา 81/1 แห่งประมวลรัษฎากร | เลขตู้ | 69/34359 |
เรื่อง | ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการให้บริการชิปปิ้ง จัดเก็บสินค้าและขนส่งสินค้า | แหล่งที่มา | ข้อหารือ กรมสรรพากร | วันที่ | 09/10/2006 | เลขที่หนังสือ | กค 0706/8419 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีมูลค่าเพิ่ม | ข้อกฎหมาย | มาตรา 77/1(10) มาตรา 77/2 และคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528ฯ | ข้อหารือ | บริษัท ก. ขอหารือดังนี้ 1. บริษัทฯ ให้บริการขนส่งสินค้าโดยจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบกิจการขนส่งสินค้ากับ กรมการขนส่งทางบก และให้บริการเก็บของในคลังสินค้าตั้งแต่ปี 2532 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน โดยลงทุนในกิจการขนส่งสินค้าไม่ว่าจะเป็นรถบรรทุกประมาณ 50 คัน หัวลาก เครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นในการประกอบธุรกิจขนส่งสินค้าและคลังสินค้าทั้งหมด สำหรับค่าบริการขนส่งสินค้านั้น บริษัทฯ จะคำนวณค่าบริการเป็นรายเที่ยว โดยพิจารณาจากระยะทาง เส้นทางเดินรถ เวลาการทำงาน ตลอดจนมีพนักงานของบริษัทฯ เป็นผู้ควบคุมยานพาหนะ ส่วนการบริการคลังสินค้า บริษัทฯ จะคำนวณค่าบริการ ตามปริมาณสินค้าที่เก็บรักษาไว้ในแต่ละเดือน ส่วนค่าบริการชิปปิ้ง บริษัทฯ จะคิดเป็นรายครั้งของการ ให้บริการ ทั้งนี้ ลูกค้าจะเลือกใช้บริการใดบริการหนึ่ง หรือหลายบริการก็ได้ 2. ลักษณะการให้บริการและความรับผิดของการบริการแต่ละอย่างแตกต่างกันไปตามแต่กฎหมาย กำหนด บริษัทฯ จึงทำสัญญากับลูกค้าในส่วนของการขนส่งสินค้าและการบริการคลังสินค้าแยกต่างหาก จากกัน อีกทั้งลูกค้าอาจเลือกใช้บริการอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเลือกใช้บริการทั้งสองอย่าง ในเวลาเดียวกัน กิจการทั้งสองจึงเป็นอิสระจากกันไม่ใช่กิจการหรือการให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกันสำหรับการให้บริการชิปปิ้งนั้น เกิดขึ้นจากความจำเป็นในทางธุรกิจที่บริษัทผู้ให้บริการขนส่งสินค้าส่วนใหญ่ จะให้บริการชิปปิ้งเป็นบริการพ่วงกับการขนส่งสินค้า บริษัทฯ ต้องเพิ่มการให้บริการชิปปิ้ง เพื่อสนับสนุน ธุรกิจขนส่งสินค้าของบริษัทฯ เท่านั้น มิใช่กรณีที่บริษัทฯ ให้บริการชิปปิ้งเป็นหลัก แล้วพ่วงการบริการ ขนส่งสินค้า เนื่องจากการประกอบกิจการขนส่งสินค้า เป็นกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81(1)(ณ) แห่งประมวลรัษฎากรบริษัทฯ เข้าใจว่า การให้บริการอื่นเพิ่มเติมนอกจากขนส่งสินค้าที่เข้าลักษณะเป็นการ ให้บริการโดยผู้ประกอบการ ตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเฉพาะกิจการนั้น ๆ | แนววินิจฉัย | 1. กรณีบริษัทฯ ประกอบกิจการขนส่งสินค้าเป็นปกติธุระเป็นส่วนใหญ่ (1) การให้บริการชิปปิ้ง และมีการให้บริการขนส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าด้วย โดยรวมยอดค่าบริการชิปปิ้ง และค่าขนส่งสินค้าเป็นยอดเดียวกัน ถือเป็นการให้บริการชิปปิ้งทั้งจำนวน บริษัทฯ ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/1(10) และมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้จ่ายเงินที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการชิปปิ้งและค่าขนส่งสินค้ารวมกันตามข้อ 3/1 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 กรณีการให้บริการชิปปิ้งและมีการให้บริการขนส่งสินค้าโดยแยกยอดค่าบริการชิปปิ้งและ ค่าขนส่งสินค้าต่างหากจากกันชัดแจ้ง ค่าบริการชิปปิ้งถือเป็นการให้บริการต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม มาตรา 77/1(10) และมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้จ่ายเงินที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ตามข้อ 3/1 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 ส่วนค่าขนส่งสินค้า ถือเป็นการให้บริการขนส่งสินค้าในราชอาณาจักร ได้รับยกเว้น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81(1)(ณ) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้จ่ายเงินที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 1.0 ตามข้อ 12/4 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 2) การให้บริการจัดเก็บสินค้าในคลังสินค้า และมีการให้บริการขนส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าด้วย โดยรวมยอดค่าบริการจัดเก็บสินค้าในคลังสินค้าและค่าขนส่งสินค้าเป็นยอดเดียวกันถือเป็นการให้บริการ คลังสินค้าทั้งจำนวน บริษัทฯ ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/1(10) และมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้จ่ายเงินที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการ จัดเก็บสินค้าในคลังสินค้าและค่าขนส่งสินค้ารวมกันตามข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 กรณีการให้บริการจัดเก็บสินค้าในคลังสินค้าและมีการให้บริการขนส่งสินค้าโดยแยกยอด ค่าบริการจัดเก็บสินค้าในคลังสินค้าและค่าขนส่งสินค้าต่างหากจากกันชัดแจ้ง ค่าบริการจัดเก็บสินค้า ในคลังสินค้าถือเป็นการให้บริการต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/1(10) และมาตรา 77/2 แห่งประมวล รัษฎากร ผู้จ่ายเงินที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ตามข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 ส่วนค่าบริการขนส่งสินค้า ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม และผู้จ่ายมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 1.0 เช่นเดียวกับ (1) 2. กรณีบริษัทฯ ไม่ได้ประกอบกิจการขนส่งสินค้าเป็นปกติธุระเป็นส่วนใหญ่ (1) การให้บริการชิปปิ้ง และมีการให้บริการขนส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าด้วย ไม่ว่าจะแยกค่าขนส่งสินค้า ออกจากค่าบริการชิปปิ้งหรือไม่ก็ตาม ถือเป็นการให้บริการชิปปิ้งทั้งจำนวน บริษัทฯ ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม มาตรา 77/1(10) และมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้จ่ายเงินที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีหน้าที่ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการชิปปิ้งและค่าบริการขนส่งสินค้ารวมกันตามข้อ 3/1 ของ คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 (2) การให้บริการจัดเก็บสินค้าในคลังสินค้าของบริษัทฯ และบริการขนส่งสินค้าของลูกค้าที่อยู่ใน คลังสินค้าตามสถานที่ที่ลูกค้ากำหนด ไม่ว่าจะแยกค่าขนส่งสินค้าออกจากค่าบริการจัดเก็บสินค้าในคลังสินค้าหรือไม่ก็ตาม ถือเป็นการให้บริการจัดเก็บสินค้าในคลังสินค้าทั้งจำนวน บริษัทฯ ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/1(10) และมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้จ่ายเงินที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตรา ร้อยละ 3.0 ของค่าบริการจัดเก็บสินค้าในคลังสินค้าและค่าบริการขนส่งสินค้ารวมกัน ตามข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 | เลขตู้ | 69/34563 |
|