| คำถาม |
บริษัทมีแผนว่าจะให้เงินพิเศษหรือผลประโยชน์หรือสิทธิประโยชน์พิเศษ แก่พนักงานบริษัท ที่แนะนำคนให้เข้ามาสมัครงาน จนกระทั่งบริษัทรับพนักงานที่ได้รับการแนะนำ เข้าทำงานเป็นพนักงานของบริษัท บริษัทจะจ่ายเงินพิเศษหรือผลประโยชน์พิเศษให้พนักงานที่แนะนำ ตามอัตราและระยะเวลาที่กำหนดในแต่ละครั้งที่แนะนำ ไม่ใช่ผลประโยชน์ต่อเนื่อง โดยบริษัทจะมีการประกาศเกี่ยวกับเงินพิเศษหรือผลประโยชน์พิเศษและเงื่อนไขต่างๆ ให้พนักงานทุกคนทราบ พนักงานทุกคนมีสิทธิ์ในการแนะนำและได้รับเงินหรือสิทธิพิเศษนี้ ยกเว้นพนักงานในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป ผู้จัดการแผนกบุคลล รวมถึงพนักงานในแผนกบุคคลทุกท่านไม่มีสิทธิ์ในแนะนำและได้รับเงินหรือสิทธิพิเศษนี้ บริษัทขอเรียนสอบถามเกี่ยวกับ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และทางด้านภาษีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงทางด้านบัญชี ดังนี้ 1. บริษัทฯ ต้องทำสัญญา หรือข้อตกลงกับพนักงานที่แนะนำและได้เงินและสิทธิพิเศษนี้หรือไม่ เนื่องจากมีเงื่อนไข 6 เดือน สำหรับพนักงานที่แนะนำและพนักงานที่ได้รับการแนะนำต้องยังคงทำงานให้บริษัท ณ ครบกำหนด 6 เดือน และบริษัทฯ จะรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้หรือไม่และเมื่อไร (เมื่อมีการจ่ายเงิน เมื่อครบกำหนดตามเงื่อนไขหรือไม่) 2. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา พนักงานที่ได้รับผลประโยชน์จะต้องรับรู้เป็นรายได้ตามมาตรา 40 (2) หรือไม่ (เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามอัตราก้าวหน้า หรือเป็นรายได้ตามมาตรา 40 ใด หัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็น) 3. ภาษีและกฏหมายที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ 4. บริษัทฯ สามารถทำตามแผนนี้ได้หรือไม่ (ทั้งกรณีให้เป็นเงินสด หรือผลประโยชน์หรือสิทธิประโยชน์อื่นที่ไม่ใช่เงินสด) ขอแสดงความนับถือ ขอบคุณคะ |
| คำตอบ |
ตอบ บริษัทควรทำ ประกาศ บริษัทอย่างเป็นทางการ เพื่อให้พนักงานทราบ (โดยไใม่จำเป็นต้องทำสัญญารายครั้งกับพนักงานแต่ละคนก็ได้) ตัวอย่างประกาศ ตามด้านล่าง
ประกาศบริษัท เรื่อง รางวัลการแนะนำพนักงาน (Employee Referral Benefit)เพื่อเป็นการส่งเสริมให้พนักงานของบริษัทมีส่วนร่วมในการสรรหาบุคลากรที่มีคุณภาพ เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร บริษัทฯ จึงกำหนดนโยบาย “รางวัลการแนะนำพนักงาน” (Employee Referral Benefit) เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่พนักงานที่แนะนำบุคคลให้มาร่วมงานกับบริษัท โดยมีรายละเอียดและหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ 1. วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้พนักงานของบริษัทมีส่วนร่วมในการสรรหาบุคลากรที่เหมาะสมกับตำแหน่งงานต่าง ๆ และสร้างแรงจูงใจให้พนักงานช่วยกันขยายทีมงานที่มีคุณภาพ 2. ผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการพนักงานทุกคนของบริษัทฯ มีสิทธิ์ในการแนะนำบุคคลเพื่อเข้าร่วมงานกับบริษัท ยกเว้นพนักงานในตำแหน่งต่อไปนี้ - ผู้จัดการทั่วไป (General Manager)
- ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคล
- พนักงานทุกตำแหน่งในฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR Department)
3. เงื่อนไขการได้รับรางวัล- ผู้ถูกแนะนำ (Candidate) จะต้องผ่านการคัดเลือกและได้รับการบรรจุเป็นพนักงานประจำของบริษัท
- ทั้ง “ผู้แนะนำ” และ “ผู้ถูกแนะนำ” ต้องยังคงเป็นพนักงานของบริษัท ณ วันที่ครบ 6 เดือนนับจากวันบรรจุเข้าทำงานของผู้ถูกแนะนำ
- บริษัทจะจ่ายเงินรางวัลให้แก่ผู้แนะนำ ภายหลังจากครบกำหนด 6 เดือน และตรวจสอบคุณสมบัติครบถ้วน
- ในกรณีที่ผู้แนะนำหรือผู้ถูกแนะนำพ้นสภาพการเป็นพนักงานก่อนครบกำหนด 6 เดือน จะถือว่า สิทธิ์ในการได้รับรางวัลเป็นอันสิ้นสุด
4. อัตรารางวัลการแนะนำพนักงานบริษัทจะพิจารณาอัตรารางวัลตามตำแหน่งที่เปิดรับสมัครในแต่ละช่วงเวลา โดยอาจประกาศเพิ่มเติมในภายหลัง ทั้งนี้ บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการปรับเปลี่ยนอัตรารางวัลตามความเหมาะสมของแต่ละตำแหน่งงานและช่วงเวลา ตัวอย่างอัตรารางวัล: ประเภทตำแหน่ง | อัตรารางวัล (บาท) | พนักงานทั่วไป | 3,000 | เจ้าหน้าที่ระดับกลาง | 5,000 | ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง / วิศวกร | 10,000 |
5. วิธีการจ่ายรางวัล- บริษัทจะโอนเงินรางวัลเข้าบัญชีเงินเดือนของผู้แนะนำในรอบเดือนถัดไปหลังครบกำหนด 6 เดือน
- เงินรางวัลดังกล่าวถือเป็น รายได้จากการจ้างแรงงานตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทจะหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
6. การตีความและการเปลี่ยนแปลงบริษัทสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหรืออัตรารางวัลได้ตามความเหมาะสม โดยจะประกาศให้พนักงานทราบล่วงหน้า การตีความเงื่อนไขต่าง ๆ ให้เป็นไปตามดุลพินิจของบริษัท ประกาศ ณ วันที่……………….. เดือน………………… พ.ศ……………….. มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่……………….. เป็นต้นไป ลงชื่อ ___________________________ (ผู้จัดการทั่วไป / กรรมการผู้จัดการ) บริษัท ___________________________ |
บริษัทรับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ตามเกณฑ์สิทธิ์ มาตรา 65 วรรค สอง แห่งประมวลรัษฎากรจากเงื่อนไขที่ว่า บริษัทจะจ่ายเงินรางวัลให้แก่ผู้แนะนำ ภายหลังจากครบกำหนด 6 เดือน และตรวจสอบคุณสมบัติครบถ้วน ดังนั้น เมื่อพ้น 6 เดือน พนักงานจะมีสิทธิ์เรียกร้องให้บริษัทจ่ายเงินให้กับพนักงาน บริษัทจึงพึงต้องบันทึกเป็นรายจ่ายทางภาษีในวันดังกล่าว
โดยรายจ่ายดังกล่าว สามารถลงเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ไม่ถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม เนื่องจากเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการ ก่อประโยชน์แก่กิจการ ไม่ได้ให้เป็นการส่วนตัว หรือสเน่หา จึงไม่เข้าลักษณะรายจ่ายต้องห้าม ตามมาตรา 65 ตรี(3)(13) แห่งประมวลรัษฎากร
อย่างไรก็ตาม พนักงานจะต้องรับรู้เป็นรายได้ของตน โดยเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นประโยชน์ส่วนเพิ่มจากการจ้างแรงงาน ไม่ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(2) แห่งประมวลรัษฎากร และ พนักงานต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมา โดยเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้า มาตรา 48(1) แห่งประมวลรัษฎากร
บริษัทจะต้องนำเงินได้พิเศษนี้ มาคำนวณรวมกับเงินได้ประจำอื่นๆ และถ้าคำนวณแล้วเข้าเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี บริษัทมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในเดือนที่มีการจ่ายเงินพิเศษนี้ ทั้งนี้ตามมาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากร สามารถศึกษาวิธีคำนวณได้ที่ ป.96/2543 ข้อ 1(6) และ ตัวอย่างที่ 3
ภาษีอื่นๆที่เกี่ยวข้อง - การได้เงินรางวัลการแนะนำพนักงาน (Employee Referral Benefit) ซึ่งเป็นเงินพิเศษจากบริษัท ถือเป็นประโยชน์ส่วนเพิ่มจากการจ้างแรงงาน ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร ถือเป็นการให้บริการ แต่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81(ฐ) แห่งประมวลรัษฎากร
- การได้เงินรางวัลการแนะนำพนักงาน (Employee Referral Benefit) ไม่เข้าลักษณะที่ต้องติดอากรแสตมป์ ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ดังนั้น ไม่ต้องติดอากรแสตมป์
บริษัทฯ สามารถทำตามแผนนี้ได้ ประเด็น | คำอธิบาย | การให้รางวัลรูปเงินสด | สามารถทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย หากบริษัทประกาศหลักเกณฑ์อย่างชัดเจนและเป็นธรรมกับพนักงานทุกคน
| การให้รางวัลรูปสิทธิประโยชน์อื่น (เช่น คูปอง ของรางวัล ฯลฯ) | สามารถทำได้ โดยถือเป็น “เงินได้จากการจ้างแรงงาน” เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม บริษัทต้องตีมูลค่าเป็นเงินเพื่อคำนวณภาษี ตามนิยาม "เงินได้พึงประเมิน" มาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร
| เงื่อนไข 6 เดือน | สามารถกำหนดได้ ถือเป็นข้อตกลงภายใน ไม่ขัดกฎหมาย หากระบุไว้ในประกาศอย่างชัดเจน และปฏิบัติติแบบเดียวกันในทุกกรณี ไม่เลือกปฏิบัติสำหรับพนักงานบางคน หรือบางตำแหน่ง
| ข้อควรระวัง | - ห้ามให้เฉพาะบางตำแหน่ง / บางคน เพื่อเลี่ยงภาษี หรือใช้เป็นข้ออ้างในการให้รางวัลเฉพาะบุคคลที่เลือก เพราะอาจถูกตีว่าเป็น “รายจ่ายที่ให้เป็นการส่วนตัว หรือ สเน่หา” ที่ไม่มีเหตุผลทางธุรกิจ
- ระวังเรื่อมูลค่าที่ให้ต้องไม่สูงเกินสมควร เนื่องจากอาจถูกตีว่า เป็นรายจ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่บริษัท
|
ตัวอย่างการบันทึกบัญชี
เมื่อประกาศและมีหนี้สินแน่นอน (ครบ 6 เดือน): Dr. ค่าใช้จ่ายสวัสดิการพนักงาน XX Cr. เจ้าหนี้อื่น – รางวัลแนะนำพนักงาน XX เมื่อจ่ายเงินให้พนักงาน: Dr. เจ้าหนี้อื่น – รางวัลแนะนำพนักงาน XX Cr. เงินสด/ธนาคาร XX Cr. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ถ้ามี) XX
มาตรา 65 เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือกำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี และรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวให้มีกำหนดสิบสองเดือน เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้จะน้อยกว่าสิบสองเดือนก็ได้ คือ (ก) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเริ่มตั้งใหม่จะถือวันเริ่มตั้งถึงวันหนึ่งวันใดเป็นรอบระยะเวลาบัญชีแรกก็ได้ (ข) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอาจยื่นคำร้องต่ออธิบดีขอเปลี่ยนวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ในกรณีเช่นว่านี้ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาต สุดแต่จะเห็นสมควร คำสั่งเช่นว่านั้นต้องแจ้งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้ยื่นคำร้องทราบภายในเวลาอันสมควร และในกรณีที่อธิบดีสั่งอนุญาต ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นถือปฏิบัติตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่อธิบดีกำหนด การคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคหนึ่งให้ใช้เกณฑ์สิทธิ โดยให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และให้นำรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้นแม้จะยังมิได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ในกรณีจำเป็น ผู้มีเงินได้จะขออนุมัติต่ออธิบดีเพื่อเปลี่ยนแปลงเกณฑ์สิทธิ และวิธีการทางบัญชีเพื่อคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคสองก็ได้ และเมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีแล้ว ให้ถือปฏิบัติตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่อธิบดีกำหนดเป็นต้นไป |
มาตรา 65 ตรีรายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ “(3) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หา หรือการกุศล เว้นแต่.. (13) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ |
มาตรา 40 เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใดๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน |
มาตรา 48 เงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษีเงินได้ดังต่อไปนี้ (1) เงินได้พึงประเมินเมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 47 หรือมาตรา 57 เบญจ แล้วเหลือเท่าใดเป็นเงินได้สุทธิ ต้องเสียภาษีในอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้ |
มาตรา 50 ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามวิธีดังต่อไปนี้ (1) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายตามความในวรรคก่อนไม่ลงตัว เหลือเศษเท่าใดให้เพิ่มเงินเท่าจำนวนที่เหลือเศษนั้นรวมเข้ากับเงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้น เพื่อให้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปีเท่าจำนวนภาษีที่จะต้องเสียทั้งปี ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) และ (2) ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ซึ่งได้คำนวณจ่ายจากระยะเวลาที่ทำงาน และได้จ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ให้คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48(5) เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2) นอกจากที่ระบุไว้ในวรรคสาม ที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้
|
คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 96/2543 เรื่อง การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร กรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร
ข้อ 1 การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากร กรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร แต่ไม่รวมถึงเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานให้ปฏิบัติดังนี้
(6) กรณีมีการจ่ายเงินได้พึงประเมินที่ไม่สามารถคำนวณหาจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย (ต่อปี) ให้คำนวณภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายแต่ละคราวตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใด ให้หักเป็นเงินภาษีนำส่งไว้เท่านั้น หากคำนวณแล้วไม่มีเงินภาษีที่ต้องเสียก็ไม่ต้องหัก ในปีเดียวกันนี้ถ้ามีการจ่ายเงินได้พึงประเมินให้ผู้รับรายเดียวกันนี้อีก ให้นำเงินได้พึงประเมินที่จ่ายในครั้งแรกมารวมกับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายในครั้งที่สอง แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร เช่นเดียวกับการคำนวณครั้งแรก หากคำนวณแล้วไม่มีภาษีที่ต้องเสียก็ไม่ต้องหัก ถ้าได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้นำเงินภาษีที่หักและนำส่งไว้แล้ว (ถ้ามี) มาเครดิตออก เหลือเท่าใดจึงหักเป็นเงินภาษีและนำส่งไว้เท่านั้น ถ้ามีการจ่ายเงินได้พึงประเมินในครั้งที่สามและครั้งต่อ ๆ ไป ก็ให้คำนวณตามวิธีดังกล่าวนี้ทุกครั้งไป
|
ตัวอย่างการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย กรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 96/2543
ตัวอย่างที่ 3 กรณีมีการจ่ายเงินพิเศษเป็นครั้งคราวในระหว่างปีภาษี ตามข้อ 1 (5) จากตัวอย่างที่ 1 ถ้าในเดือนมีนาคม 2542 นาย ก. ได้รับเงินโบนัสอีก จำนวนหนึ่งเป็นเงิน 90,000 บาท ผู้จ่ายเงินได้จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เดือนมีนาคม 2542 ดังนี้
วิธีคำนวณ เงินเดือนเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี = 30,000 x 12 | = 360,000.- บาท | บวกเงินโบนัส = 90,000 X 1 | = 90,000.- บาท | รวมเงินได้พึงประเมิน | = 450,000.- บาท | หักค่าใช้จ่าย (40 % ไม่เกิน 60,000 บาท) | = 60,000.- บาท | คงเหลือเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย | = 390,000.- บาท | หักค่าลดหย่อน (30,000 + 30,000 + 34,000 + 9,600 + 10,000 = | = 113,600.- บาท | คงเหลือเงินได้สุทธิ | = 276,400.- บาท | ภาษีเงินได้ทั้งปีของเงินเดือนรวมเงินโบนัส ((100,000 - 50,000) X 5%) + (176,400 X10%) | = 20,140.- บาท | หักภาษีเงินได้ทั้งปีเฉพาะเงินเดือน (ตามตัวอย่าง 1) | = 11,140.- บาท | คงเหลือภาษีเงินได้ของโบนัส | = 9,000.- บาท | บวกภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายเงินเดือนของเดือนมีนาคม (ตามตัวอย่าง 1) | = 928.33 บาท | รวมภาษีต้องหัก ณ ที่จ่าย เดือนมีนาคม | = 9,928.33 บาท |
สรุปผู้จ่ายเงินได้จะต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายของ นาย ก. ในกรณีนี้ ดังนี้ เดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์เดือนละ = 928.33 บาท เดือนมีนาคม = 9,928.33 บาท เดือนเมษายนถึงพฤศจิกายนเดือนละ = 928.33 บาท เดือนธันวาคม = 928.37 บาท |
มาตรา 81 ให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ (ฐ) การให้บริการตามสัญญาจ้างแรงงาน
|
อ้างอิงคำตอบ
เรื่อง | กรณีบริษัทฯ จ่ายค่าแนะนำให้พนักงานทุกคนที่แนะนำเพื่อนเข้ามาทำงาน โดยจ่ายเป็นบัตรกำนัล | แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ | วันที่ | วันที่ถาม 22/08/2021 - วันที่ตอบ 01/10/2021 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล | ข้อกฎหมาย | มาตรา 27, มาตรา 40 (1), มาตรา 50 (1) วรรคหนึ่ง และวรรคสอง, มาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร | ปุจฉา | หากบริษัทฯ มีค่าแนะนำให้พนักงานทุกคนที่แนะนำเพื่อนมาทำงาน โดยจ่ายเป็นบัตรกำนัลมูลค่า 3,000 บาท 1. มูลค่าบัตรนี้ต้องนำไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไหม และถ้าต้องคำนวณจะอยู่ใน 40 (?) ไหนครับ 2. ในส่วนของบริษัทต้องเสียภาษีนิติบุคคลหรือหัก ณ ที่จ่ายไหมครับ 3. ถ้าต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีที่ผ่านมาไม่ได้นำไปคำนวณ เราต้องทำไงครับ | วิสัชนา | กรณีบริษัทฯ มีค่าแนะนำให้พนักงานทุกคนที่แนะนำเพื่อนมาทำงาน โดยจ่ายเป็นบัตรกำนัลมูลค่า 3,000 บาท นั้น 1. มูลค่าบัตรนี้ต้องนำไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของพนักงาน โดยถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร
2. บริษัทฯ ต้องนำผลประโยชน์ที่จ่ายให้แก่พนักงานไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 (1) วรรคหนึ่ง และวรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร โดยบริษัทฯ สามารถนำรายจ่ายดีงกล่าวไปถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร
3.ถ้าในปีที่ผ่านมาไม่ได้นำไปคำนวณเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา บริษัทฯ ต้องย้อนกลับไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย หากมีจำนวนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายที่ต้องนำส่งเพิ่มเติม ก็ให้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 สำหรับเดีอนภาษีนั้น ๆ โดยต้องเสียเงินเพิ่มในอัตรา 1.5% ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |
เรื่อง | แจกรางวัลให้พนักงานที่ชนะรางวัลกิจกรรมของบริษัท | แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ | วันที่ | วันที่ถาม 24/01/2023 - วันที่ตอบ 28/01/2023 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม | ข้อกฎหมาย | มาตรา 65 ตรี (6 ทวิ) แห่งประมวลรัษฎากร, คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 86/2542 | ปุจฉา | บจ. A มีจัดกิจกรรมหนึ่ง พัฒนาศักยภาพการทำงานของ พนง. โดยผู้ชนะจะได้รับรางวัล 1. ช็อคโกแลต 2. Gift Voucher ถ้าให้เป็นช็อคโกแลต 1,070 บาท ภาษีที่เกี่ยวข้อง CIT - บริษัทฯ บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้ 1,000 VAT - บริษัทฯ บันทึกภาษีซื้อ 70 บาท และยื่นภาษีขาย 70 บาท PIT - บันทึกเป็นรายได้ พนง. รวมในเงินเดือน (ไม่ว่าของรางวัลมีมูลค่าเท่าใดก็ตาม) หักภาษี ณ ที่จ่าย 40 (1) ในแบบ 50 (1) ถ้าให้เป็นเงิน หรือ Gift Voucher 1,070 บาท จะไม่มีภาษีซื้อ-ขาย (VAT) ส่วน CIT และ PIT ทำเหมือนซื้อช็อคโกแลต ถูกต้องไหมคะใช่ไหมคะ | วิสัชนา | กรณีตามข้อเท็จจริง ผลการปฏิบัติทั้งสองวิธีในส่วนของพนักงานต้องมีเงินได้เท่ากัน ดังนี้ 1. กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทฯ บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้ 1,000 บาท + 70 บาท (1) กรณีให้เป็นสิ่งของที่มีภาษีซื้อ และภาษีขาย ในตอนซื้อบริษัทฯ บันทึกมูลค่าต้นทุนสิ่งของเป็นรายจ่าย 1,000 บาท และเมื่อนำสิ่งขอไปมอบให้พนักงานมีภาษีขาย หากบริษัทฯ ไม่ได้เรียกเก็บภาษีขาย บริษัทฯ ต้องรับรู้ภาษีขายเป็นสวัสดิการพนักงานเพิ่มเติมอีก 70 บาท รวมเป็น 1,070 บาท ซึ่งตามที่แจ้งไป ไม่มีรายการนี้ (จึงต้องเพิ่มความระมัดระวัง รอบคอบด้วย!!) และสำหรับภาษีขายที่ไม่เรียกเก็บนี้ ในทางภาษีอากร กรมสรรพากร “ตีความว่า” เข้าลักษณะเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (6 ทวิ) แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจาก กรมสรรพากร (ทึกทักว่า) ถือเป็น “ภาษีมูลค่าเพิ่มที่พึงต้องชำระ” (โดยการตีความขยายความ ซึ่งผิดหลักการตีความกฎหมายที่ดี สำหรับรายการที่เป็นโทษต่อผู้เสียภาษีอากร) บริษัทฯ ต้องบวกกลับในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (2) กรณีให้เป็น Gift Voucher จำนวน 1,070 บาท เพื่อให้สามารถนำไปซื้อสินค้า – ช็อกโกแรต ได้พอดี เช่นนี้ บริษัทฯ สามารถถือเป็นรายจ่ายได้ทั้งจำนวน โดยไม่มีรายการบวกกลับ ดังเช่นการให้เป็นสินค้า/สิ่งของ 2. กรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ทั้งสองกรณีพนักงานได้รับเงินได้พึงประเมิน 1,070 บาท 3. กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม (1) กรณีให้เป็นสิ่งของที่มีภาษีซื้อ และภาษีขาย บริษัทฯ ต้องบันทึกภาษีซื้อ 70 บาท และยื่นภาษีขาย 70 บาท โดยไม่จำต้องออกใบกำกับภาษีตามข้อ 2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 86/2542 เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดทำใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 และมาตรา 86/5 แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่มีลักษณะเป็นแบบเต็มรูป ลงวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 (2) กรณีให้เป็น Gift Voucher จำนวน 1,070 บาท ไม่ต้องบันทึกรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อสังเกตในทางปฏิบัติจึงมักได้ยินสำนวน "ให้เป็นเงิน แต่แจกเป็นทอง" ลองพิจารณาเพิ่มเติมด้วยครับ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |
|