Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

เงิน Sub-down ที่บริษัทฯ ไม่ได้เรียกเก็บเงินดาวน์จากลูกค้า / การออกใบกำกับภาษีของสัญญา consortium กิจการค้าร่วม


เรื่อง เงิน Sub-down ที่บริษัทฯ ไม่ได้เรียกเก็บเงินดาวน์จากลูกค้า / การออกใบกำกับภาษีของสัญญา consortium กิจการค้าร่วม
แหล่งที่มา Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วันที่ วันที่ถาม 29/05/2024 - วันที่ตอบ 04/07/2024
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 36/2536 , มาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร
ปุจฉา
1. กรณีซับดาวน์ สรรพากรมาตรวจ บอกว่าให้บวกกลับทางภาษีทั้งหมดเพราะเป็น คชจ. ที่ไม่ได้จ่ายเงินอกไปจริงค่ะ 
   กรณีนี้ สิ่งที่ไม่ได้ทำคือการออกใบลดหนี้ให้ลูกค้าบุคคลเพราะบริษัทฯ ออกใบกำกับให้ finance ถ้าออกใบลดหนี้ให้ลูกค้าเกรงว่าจะผิดเพราะเอา VAT สรรพากรคืน เพราะเราส่ง VAT จาก 4 Mb finance claim VAT 4 Mb ไปแล้ว ตรวจ บอกเราไม่มีหลักฐานการจ่ายเงินสำหรับส่วนลดเงินดาวน์นี้ค่ะ ทีแรกบอกลูกค้าเอาไปยื่นรายได้ไม่ครบ ส่วนที่ไม่ครบจะให้บวกกลับ แต่ภายหลังแจ้งว่าเป็น คชจ. ที่พิสูจน์ผู้รับไม่ได้ ไม่มีหลักฐานการจ่าย เราก็ถามว่าแล้วที่ถูกต้องควรจะทำอย่างไรสรรพากรไม่ตอบ บอกแค่ว่าไม่ให้ทำซับดาวน์อีก ไม่มีใครเขาทำกันค่ะ สรรพากรควรแนะนำใช่ไหมคะแบบนี้ประชาชนจะพึ่งใครได้

2. ประเด็นคือ ทำสัญญา consortium กิจการค้าร่วม A และ B ซึ่งแบ่งแยกหน้าที่ชัดเจนและต้องต่างคนต่างออกใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษีตามหน้าที่งาน แต่ปัญหาคือลูกค้าราชการอยากทำจ่ายคนเดียวคือ A (คนที่มีเนื้องานเยอะกว่า) ไม่อยากตีเช็ค 2 ใบ ให้ A ไปจ่ายต่อ B เอง เหมือน A ไป sub งานต่อ B ซึ่งจริง ๆ แล้ว B ไม่ได้ทำไรให้ A สรรพากร จะตีความว่า B ออกใบกำกับภาษีให้ A โดยไม่มีสิทธิ์ออก และ A ใช้ VAT ซื้อจาก B โดยไม่มีสิทธิ์ใช้ หรือไม่คะ ทั้ง ๆ ที่เหตุเกิดจากลูกค้าขอจ่าย และหักภาษี A 100% 
    ไปวุ่นวายกับลูกค้าก็จะไปหาเจ้าอื่นที่รับเงื่อนไขนี้ได้ หน้างานไม่เข้าใจบัญชี ก็ตามใจลูกค้า ปัญหาก็มาตกกับบัญชีค่ะ
วิสัชนา
1. กรณีเงิน Sub-down ที่บริษัทฯ ไม่ได้เรียกเก็บเงินดาวน์จากลูกค้า ในทางภาษีอากร ถือว่า บริษัทฯ คืนเงินดาวน์ให้แก่ลูกค้าตามข้อ 5 (4) (ก) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 36/2536 เรื่อง การขายสินค้าตามสัญญาให้เช่าซื้อหรือสัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยังผู้ซื้อเมื่อได้ส่งมอบ ตามมาตรา 78 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2536 ดังนี้ 
    “ข้อ 5 ในกรณีผู้ซื้อได้ชำระเงินล่วงหน้าจำนวนหนึ่งให้แก่ผู้ขายก่อนทำการตกลงว่าจะซื้อขายสินค้าในลักษณะซื้อขายเสร็จเด็ดขาดหรือซื้อขายตามสัญญาให้เช่าซื้อ 
         (1) ในกรณีเงินชำระล่วงหน้าเป็นเงินจองหรือเงินมัดจำ ซึ่งตามข้อตกลงจะต้องคืนให้กับผู้ชำระเงินจองหรือเงินมัดจำโดยไม่มีเงื่อนไขหากผู้ชำระเงินจองหรือเงินมัดจำไม่ประสงค์จะทำการซื้อขายให้สำเร็จบริบูรณ์ต่อไป และในทางปฏิบัติผู้ได้รับชำระเงินจองหรือเงินมัดจำได้ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว ถือได้ว่าผู้ขายซึ่งได้รับเงินจองหรือเงินมัดจำยังมิได้รับชำระราคาสินค้าเป็นบางส่วนตามมาตรา 78 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ขายยังไม่ต้องออกใบกำกับภาษีตามมูลค่าของเงินจองหรือเงินมัดจำในขณะที่ได้รับเงินจองหรือเงินมัดจำ 
         (2) ในกรณีเงินชำระล่วงหน้าเป็นเงินค่าสินค้าที่ได้ชำระบางส่วนหรือเป็นเงินจองหรือเงินมัดจำที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1) ถือได้ว่าผู้ขายซึ่งได้รับเงินชำระล่วงหน้า เงินจองหรือเงินมัดจำได้รับชำระราคาสินค้าเป็นบางส่วนตามมาตรา 78 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว ผู้ขายต้องออกใบกำกับภาษีตามมูลค่าที่ได้รับชำระในขณะที่ได้รับชำระราคาสินค้าเป็นบางส่วน เงินจองหรือเงินมัดจำตามมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร 
         (3) ในกรณีผู้ซื้อได้ตกลงกับผู้ขายว่าจะซื้อขายสินค้าในลักษณะซื้อขายเสร็จเด็ดขาดภายหลังจากที่ได้มีการชำระเงินล่วงหน้าจำนวนหนึ่งให้แก่ผู้ขาย โดยเงินชำระล่วงหน้าเป็นการชำระไว้ตาม (2) ถือว่าผู้ขายได้ขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อตามมูลค่าทั้งหมดของสินค้า รวมทั้งส่วนที่ได้มีการชำระล่วงหน้าด้วย และให้ผู้ขายออกใบกำกับภาษีตามมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร จากมูลค่าทั้งหมดของสินค้าซึ่งได้หักเงินส่วนที่ชำระล่วงหน้าออกแล้วในขณะที่ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อ 
         (4) ในกรณีผู้ซื้อได้ตกลงว่าจะซื้อขายสินค้าในลักษณะให้เช่าซื้อภายหลังจากที่ได้มีการชำระเงินล่วงหน้าจำนวนหนึ่งให้แก่ผู้ขาย โดยเงินชำระล่วงหน้าเป็นการชำระไว้ตาม (2) ถือว่าผู้ขายได้ขายสินค้าที่ผู้ซื้อได้ชำระราคาล่วงหน้าไว้แล้วให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อตามมูลค่าทั้งหมดของสินค้ารวมทั้งส่วนที่ได้มีการชำระล่วงหน้าด้วย และผู้ให้เช่าซื้อได้ขายสินค้าตามสัญญาให้เช่าซื้อให้แก่ผู้เช่าซื้อตามมูลค่าทั้งหมดของสินค้ารวมทั้งราคาสินค้าชำระล่วงหน้า ให้ผู้ขายสินค้าและผู้ให้เช่าซื้อปฏิบัติดังต่อไปนี้ 
              (ก) ผู้ขายสินค้าต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากมูลค่าทั้งหมดของสินค้ารวมทั้งราคาสินค้าชำระล่วงหน้า และต้องออกใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อตามมาตรา 78 (1) และมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร 
              (ข) ผู้ให้เช่าซื้อต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากมูลค่าทั้งหมดของสินค้าตามสัญญาให้เช่าซื้อรวมทั้งราคาสินค้าชำระล่วงหน้า และต้องออกใบกำกับภาษีให้แก่ผู้เช่าซื้อ ตามมาตรา 78 (2) และมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร 
              (ค) ในกรณีที่ผู้ขายได้รับชำระราคาสินค้าล่วงหน้าจำนวนหนึ่งจากผู้ซื้อ และผู้ขายได้ออกใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ซื้อแล้วตามมาตรา 78 (1) และมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อผู้ขายได้ออกใบกำกับภาษีขายสินค้าดังกล่าวให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อตาม (ก) แล้ว ให้ผู้ขายออกใบลดหนี้ตามมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากรให้แก่ผู้ซื้อ ตามมาตรา 82/10 แห่งประมวลรัษฎากร” 
    ดังนั้น บริษัทฯ จึงมีหน้าที่ต้องออกใบลดหนี้ทางการค้าให้แก่ลูกค้า (ไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากบริษัทฯ ไม่รับชำระเงินดาวน์ เพียงแต่ไม่เรียกเก็บเงินดาวน์) และบริษัทไฟแนนซ์ผู้ให้เช่าซื้อต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากมูลค่าทั้งหมดของสินค้าตามสัญญาให้เช่าซื้อ รวมทั้งราคาสินค้าชำระล่วงหน้า และต้องออกใบกำกับภาษีให้แก่ลูกค้าผู้เช่าซื้อ ตามมาตรา 78 (2) และมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร ตามข้อ 5 (4) (ข) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 36/2536 เรื่อง การขายสินค้าตามสัญญาให้เช่าซื้อหรือสัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยังผู้ซื้อเมื่อได้ส่งมอบ ตามมาตรา 78 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2536
    กรณีตามข้อเท็จจริง บริษัทฯ พึงต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า บริษัทฯ ได้รับรู้รายได้ค่าขายรถยนต์เต็มมูลค่า คือ 4 ล้านบาท แต่ได้ให้ Sub-down แก่ลูกค้าเป็นจำนวนตามที่ตกลง อาทิ สัญญาหรือข้อตกลงระหว่างบริษัทฯ กับลูกค้า ในกรณีนี้ เงิน Sub-down ที่บริษัทฯ ให้แก่ลูกค้า ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งบริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ต้องคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย จากลูกค้า เจ้าพนักงานต้องเรียกเก็บภาษีเงินได้จากลูกค้าเอาเอง ไม่ใช่มาเรียกเก็บภาษีจากบริษัทฯ ในการดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาดดังกล่าว 

2. กรณีตามข้อเท็จจริง สัญญา consortium กิจการค้าร่วม A และ B ซึ่งแบ่งแยกหน้าที่ชัดเจน และต้องต่างคนต่างออกใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษีตามหน้าที่งาน แต่ปัญหาคือลูกค้าราชการอยากทำจ่ายคนเดียวคือ A (คนที่มีเนื้องานเยอะกว่า) นั้น 
    ให้ A และ B ยังคงออกใบกำกับภาษีให้แก่ส่วนราขการผู้ว่าจ้างตามปกติ แต่มีหนังสือโอนสิทธิการรับเงินของ B ให้แก่ A เพื่อไปรับเงินแทน
    กรณีส่วนราชการลูกค้าหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย ในอัตรา 1% ของเงินได้ทั้งจำนวนที่จ่ายให้แก่ A ตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร นั้น A ย่อมนำไปใช้เป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ทั้งจำนวน ตามหลักฐานที่ได้รับ เพียงแต่ต้อง Reconciliation ให้ได้ว่ารับเงินแทน B



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ 

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ