Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

บุคคลธรรมดาชาวสิงค์โปรมีเงินได้ค่าเช่าคอนโดและเงินบำนาญจากสิงคโปร์
| เรื่อง | บุคคลธรรมดาชาวสิงค์โปรมีเงินได้ค่าเช่าคอนโดและเงินบำนาญจากสิงคโปร์ |
| แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ |
| วันที่ | วันที่ถาม 26/06/2024 - วันที่ตอบ 19/07/2024 |
| ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา |
| ข้อกฎหมาย | คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 161/2566 |
| ปุจฉา | 1. คนสิงคโปร์อยู่ในประเทศไทยเกิน 180 วัน มีรายได้จากการให้เช่าคอนโดที่สิงคโปร์ และเสียภาษีที่สิงคโปร์แล้ว คำถาม คนสิงคโปร์คนนี้ยังต้องเสียภาษีที่ไทยไหม ถ้าเสียภาษีที่ไทยสามารถเอาภาษีที่สิงคโปร์มาหักที่ไทยได้ไหมค่ะ 2. คนสิงคโปร์อยู่ในประเทศไทยเกิน 180 วัน มีเงินได้ค่าบำนาญจากสิงคโปร์ ที่สิงคโปร์ไม่ถึงเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษี คำถาม คนสิงคโปร์คนนี้ต้องเสียภาษีที่ไทยไหม |
| วิสัชนา | ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 161/2566 เรื่อง การเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 41 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2566 กรมสรรพากได้วางแนวทางปฏิบัติสำหรับการนำเงินได้พึงประเมินจากแหล่งเงินได้ในต่างประเทศที่ผู้มีเงินได้ได้รับจากแหล่งเงินได้ในต่างประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป โดยผู้มีเงินได้ได้นำเงินได้ดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคสอง และวรรคสาม แห่งประมวลรัษฎากร โดยแนวทางปฏิบัติตามแนวทางใหม่นี้ กำหนดให้เริ่มใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป 1. สำหรับการนำเงินได้พึงประเมินเข้ามาในประเทศไทย ก่อนหรือในปีภาษี พ.ศ. 2566 กรมสรรพากรยังคงใช้หลักเกณฑ์เดิมสำหรับเงินได้พึงประเมินที่เกิดจากแหล่งเงินได้ในต่างประเทศ ผู้มีเงินได้จะมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย ต้องครบทั้งสามองค์ประกอบ ดังต่อไปนี้ จึงจะมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร (1) เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วันในปีภาษี และ (2) ได้รับเงินได้พึงประเมินเนื่องจากทรัพย์สิน จากแหล่งเงินได้ในต่างประเทศ และ (3) นำเงินได้พึงประเมินดังกล่าว เข้ามาในประเทศไทย ภายในปีภาษีเดียวกับปีที่เกิดเงินได้ 2. สำหรับการนำเงินได้พึงประเมินเข้ามาในประเทศไทย ในปีภาษี พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป กรมสรรพากรกำหนดให้ใช้หลักเกณฑ์ใหม่ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 161/2566 ฯ กล่าวคือ หากครบองค์ประกอบทั้งสามประการ ดังต่อไปนี้ ให้ผู้มีเงินได้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร ในปีภาษีที่ได้นำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทย ทั้งนี้ ไม่ว่าจะได้นำกลับเข้าในประเทศไทยภายในปีภาษีเดียวกับปีที่เกิดเงินได้พึงประเมินหรือไม่ก็ตาม (1) เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วันในปีภาษี และ (2) ผู้มีเงินได้ได้รับเงินได้พึงประเมินจากแหล่งเงินได้ในต่างประเทศ เนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในต่างประเทศ หรือทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ หรือเนื่องจากกิจการที่ทำในต่างประเทศ และ (3) ผู้มีเงินได้ได้นำเงินได้ตาม (2) เข้ามาในประเทศไทย แต่สำหรับผู้ที่มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วันในปีภาษี ยังคงสามารถนำเงินได้พึงประเมินจากแหล่งเงินได้ในต่างประเทศกลับเข้ามาในประเทศไทย โดยไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ดังเดิม ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า 1. กรณีชาวสิงคโปร์เป็นอยู่ในประเทศไทยถึง 180 วันในปีภาษี และในปีภาษีดังกล่าว ผู้มีเงินได้ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (5) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร จากการให้เช่าคอนโดมีเนียมที่ประเทศสิงคโปร์ และผู้มีเงินได้ได้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ประเทศสิงคโปร์แล้ว เช่นนี้ ชาวสิงคโปร์คนดังกล่าว อาจต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย หากได้นำเงินได้พึงประเมินดังกล่าว เข้ามาในประเทศไทย ไม่ว่าจะได้นำเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกับปีภาษีที่ได้รับเงินได้พึงประเมินดังกล่าวหรือไม่ ทั้งนี้ สำหรับเงินได้พึงประเมินที่นำเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป ตามมาตรา 41 วรรคสอง และวรรคสาม แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 161/2566ฯ ลงวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2566 สำหรับจำนวนภาษีเงินได้ที่ผู้มีเงินได้ได้ชำระในประเทศสิงคโปร์ไว้แล้ว นั้น ผู้มีเงินได้มีสิทธินำภาษีเงินได้ที่เสียไว้ในประเทศสิงคโปร์มาเครดิตภาษีเงินได้ที่ต้องเสียในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกันนั้นได้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดตามนัยข้อ 23 วรรคสอง ของอนุสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ 2. ชาวสิงคโปร์เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วัน ในปีภาษีดังกล่าว ผู้มีเงินได้ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ที่เป็นเงินบำนาญจากนายจ้างในประเทศสิงคโปร์ โดยตามกฎหมายของประเทศสิงคโปร์ กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เนื่องจากไม่ถึงเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษีเงินได้ เช่นนี้ ชาวสิงคโปร์คนดังกล่าว อาจต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย หากได้นำเงินได้พึงประเมินดังกล่าว เข้ามาในประเทศไทย ไม่ว่าจะได้นำเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกับปีภาษีที่ได้รับเงินได้พึงประเมินดังกล่าวหรือไม่ ทั้งนี้ สำหรับเงินได้พึงประเมินที่นำเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ |