Case study

บริษัทมีรายได้จากการขายที่ดิน แต่บริษัทนำ รายได้ไปยื่น ภ.พ.30 มีวิธีการเเก้ไขอย่างไรคะ


เรื่อง บริษัทมีรายได้จากการขายที่ดิน แต่บริษัทนำ รายได้ไปยื่น ภ.พ.30 มีวิธีการเเก้ไขอย่างไรคะ
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 12/12/2024
ประเภทภาษี
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัทมีรายได้จากการขายที่ดิน แต่บริษัทนำ รายได้ไปยื่น ภ.พ.30  มีวิธีการเเก้ไขอย่างไรคะ

คำตอบ

คำตอบ 


กรณีบริษัทขายที่ดิน (อสังหาริมทรัพย์) ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม  ซึ่งบริษัท ได้นำส่งยอดรายได้จากการขายที่ดิน ไปคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มและนำส่งในแบบ ภ.พ.30 ซึ่งถือเป็นการนำส่งภาษีขายสูงเกินไปนั้น  ให้บริษัทฯ ยื่นแบบ ภ.พ.30 เพิ่มเติม ยื่นลดยอดขายที่แจ้งไว้เกิน


โดยสามารถยื่นแบบได้ 2 ช่องทาง
1) ยื่นแบบกระดาษที่สรรพากรพื้นที่
2) กรณียื่นแบบปกติผ่านทาง Internet สามารถยื่นเพิ่มเติมผ่าน Internet ที่ Website กรมสรรพากรได้เลย

หลังจากนั้น ให้เลือกว่ายอดภาษีขายที่ชำระไว้เกินนั้น จะขอคืนหรือไม่ ถ้าขอคืนให้เลือกเป็นขอคืนภาษี และก็รอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ และพิจารณาการคืนภาษีต่อไปคะ แต่ถ้าไม่ประสงค์ขอคืนก็ไม่ต้องติ๊กในส่วนของการขอคืนคะ


แต่ที่สิ่งต้องระวังคือ
บริษัทไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษี จากการขายที่ดิน (อสังหาริมทรัพย์) ดังนั้น หากมีการออกใบกำกับไปแล้ว ให้รีบทำการยกเลิกใบกำกับภาษี และขอคืนต้นฉบับกลับมา เนื่องจากการขายที่ดินของอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 แห่งประมวลรัษฎากร ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/3 แห่งประมวลรัษฎากร


ผู้ประกอบการที่ออกใบกำกับภาษีโดยไม่มิสิทธิที่จะออกตามกฎหมาย นั้น นอกจากต้องรับผิดเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบกำกับภาษีที่ตนได้ออก ตามมาตรา 86/13 แห่งประมวลรัษฎากร พร้อมทั้งเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (6) แห่งประมวลรัษฎากร และเงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร แล้ว ยังต้องระวางโทษอาญตามมาตรา 90/4 (3) และมาตรา 90/5 แห่งประมวลรัษฎากร ในโทษจำคุกตั้งแต่ 2 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 – 200,000 บาท อีกด้วย ซึ่งเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าปรับทางอาญาดังกล่าว ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (6) แห่งประมวลรัษฎากร
            ทางด้านตรงกันข้าม 
ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้รับใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่มีสิทธิที่จะออกดังกล่าว ก็ไม่มีสิทธินำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีดังกล่าวไปใช้เป็นเครดิตหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 (5) แห่งประมวลรัษฎากร


วิธีการยื่นแบบเพิ่มเติม

1) ยื่นเพิ่มเติมด้วยแบบกระดาษที่สรรพากรพื้นที่


 





2) ยื่นแบบเพิ่มเติมผ่าน Internet : Website สรรพากร







คำสั่งกรมสรรพากร

ที่ ป. 81/2542

เรื่อง      การคำนวณเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 89 และมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อ 3 กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษี (ภ.พ.30) ไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาด อันเป็นเหตุให้จำนวนภาษีขายหรือจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้คลาดเคลื่อนไปตามมาตรา 89(4) แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ ไม่ว่าจะได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีภายในกำหนดเวลาหรือยื่นแบบแสดงรายการภาษีเมื่อพ้นกำหนดเวลา ให้คำนวณเบี้ยปรับดังนี้

(4) กรณีแสดงจำนวนภาษีขายไว้เกินไป และแสดงจำนวนภาษีซื้อไว้ถูกต้อง ไม่ต้องคำนวณเบี้ยปรับแต่อย่างใด





มาตรา 86/13ห้ามมิให้บุคคลซึ่งมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนหรือมิใช่ผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษีได้ตามหมวดนี้ ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้
 บุคคลใดออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้โดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามกฎหมาย บุคคลนั้นต้องรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่มตามจำนวนที่ปรากฏในใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้นั้นเสมือนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน


มาตรา 89ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษี หรือบุคคลตามมาตรา 86/13 เสียเบี้ยปรับในกรณีและตามอัตราดังต่อไปนี้

        (6) ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้โดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามกฎหมายตามมาตรา 86/13 ให้เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้นั้น


มาตรา 89/1บุคคลใดไม่ชำระภาษีหรือนำส่งภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาตามบทบัญญัติในหมวดนี้ ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ


มาตรา 90/4บุคคลดังต่อไปนี้ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติที่ระบุไว้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท
 
           3) ผู้ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้โดยไม่มีสิทธิจะออกเอกสารดังกล่าวตามมาตรา 86/13





การที่ออกใบกำกับภาษีโดยไม่มิสิทธิที่จะออกตามกฎหมาย

กับกรณีข้อ 2 (9) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40) ลงวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2535 


         “เบี้ยปรับ” ภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 89 แห่งประมวลรัษฎากร ในอัตรา 1 เท่า หรือ 2 เท่า หรือร้อยละ 2 ของจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม แล้วแต่กรณี ถูกบัญญัติขึ้นเพื่อใช้เป็นบทลงโทษทางแพ่ง กรณีผู้ประกอบการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มขาดจำนวน หรือฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติหน้าที่ทางภาษีมูลค่าเพิ่ม เกี่ยวกับทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม การออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ การใช้ใบกำกับภาษีปลอม การไม่เก็บรักษาใบกำกับภาษีหรือสำเนาใบกำกับภาษี รวมทั้ง การไม่จัดทำรายงานภาษีมูลค่าเพิ่ม และการมีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ในทำนองเดียวกัน เป็นอำนาจเจ้าพนักงานประเมินในอันที่จะป้องปรามการกระทำความผิดทางภาษีมูลค่าเพิ่ม


          ในขณะที่ “เงินเพิ่ม” ภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของจำนวนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระหรือนำส่ง ถูกบัญญัติขึ้นเพื่อใช้เป็นบทลงโทษทางแพ่ง กรณีผู้ประกอบการหรือผู้มีหน้าที่นำส่ง ได้ชำระหรือนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม แล้วแต่กรณี ล่าช้า เกินกว่ากำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด คล้ายกับดอกเบี้ยเงินเบิกเกินบัญชีธนาคารพาณิชย์


กล่าวเฉพาะ “เบี้ยปรับ” ตามมาตรา 89 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ในอัตรา 2 เท่าของจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากการออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามกฎหมาย อาทิ การออกใบกำกับภาษีของผู้ประกอบการที่มิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือกรณีตามมาตรา 86/1 แห่งประมวลรัษฎากร หรือกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษีสำหรับกิจกรรมดังต่อไปนี้ เช่น
- กิจการที่ไม่นับรวมเป็นมูลค่าของฐานภาษี (Non VAT Base) ตามมาตรา 79 (1) – (4) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40) ลงวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2535
          - กิจการที่ไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (Out of VAT Scope) รวมทั้งกิจการที่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ หรือยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ
- กิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
- การออกใบกำกับภาษีสำหรับกิจกรรมที่ไม่เกิดขึ้นจริง
- การออกใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ที่มิได้ซื้อสินค้าหรือรับบริการจากตนเองอย่างแท้จริง
- การออกใบกำกับภาษีสำหรับสินค้าหรือบริการคนละชนิดกับที่ตนเองได้ขายหรือให้บริการ
- การออกใบกำกับภาษีปลอมเพื่อการทุจริต หรือโกงภาษีมูลค่าเพิ่ม
ผู้ประกอบการที่ออกใบกำกับภาษีโดยไม่มิสิทธิที่จะออกตามกฎหมาย นั้น นอกจากต้องรับผิดเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบกำกับภาษีที่ตนได้ออกตามนัยมาตรา 86/13 แห่งประมวลรัษฎากร พร้อมทั้งเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (6) แห่งประมวลรัษฎากร และเงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร แล้ว ยังต้องระวางโทษอาญาตามมาตรา 90/4 (3) และมาตรา 90/5 แห่งประมวลรัษฎากร ในโทษจำคุกตั้งแต่ 2 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 – 200,000 บาท อีกด้วย ซึ่งเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าปรับทางอาญาดังกล่าว ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (6) แห่งประมวลรัษฎากร
          ทางด้านตรงกันข้าม ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้รับใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่มีสิทธิที่จะออกดังกล่าว ย่อมไม่มีสิทธินำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีดังกล่าวไปใช้เป็นเครดิตหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 (5) แห่งประมวลรัษฎากร


บทความวันที่ 8 ก.พ. 2563     .  เขียนโดย อาจารย์.สุเทพ  พงษ์พิทักษ์

https://www.taxguruthai.com/topic/150/





อ้างอิงคำตอบ

เรื่อง

ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีธุรกิจเฉพาะ กรณีการขายอสังหาริมทรัพย์

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

23/08/2006

เลขที่หนังสือ

กค 0706/7092

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีธุรกิจเฉพาะ

ข้อกฎหมาย

มาตรา 65 มาตรา 65 ทวิ มาตรา 65 ตรี และมาตรา 91/2(6) แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือ

     บริษัท น. ประกอบธุรกิจขายปลีก ขายส่ง นำเข้าสินค้าประเภทเครื่องครัว สินค้าเพื่อส่งเสริมการขาย และเบ็ดเตล็ด เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2540 บริษัทฯ ได้ซื้อที่ดินเปล่าจำนวน 1 แปลง เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน เพื่อจะใช้สร้างคลังสินค้า แต่ไม่ได้สร้าง เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2548 บริษัทฯ จึงได้แบ่งแยกที่ดินแปลงดังกล่าวออกเป็นจำนวน 8 แปลง เฉลี่ยที่ดินมีเนื้อที่โฉนดละ 50-52 ตารางวา บริษัทฯ มีความประสงค์ที่จะขายที่ดินทั้ง 8 แปลง ให้กับผู้ที่ต้องการซื้อที่ดินแต่ละแปลง จึงขอทราบว่า
1. กำไรที่ได้จากการขายที่ดินทั้งหมด ถือเป็นรายได้ที่ต้องนำมาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือไม่
2. บริษัทฯ จะขายที่ดินทั้ง 8 แปลง ให้กับผู้ซื้อมากกว่า 1 คน ได้หรือไม่
3. การขายที่ดินดังกล่าว กรมสรรพากรถือว่าเป็นการค้าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หรือไม่และต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะและภาษีหัก ณ ที่จ่าย ในอัตราใด
        4. การขายที่ดินดังกล่าวต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากการขายที่ดินหรือไม่และฐานของภาษีที่ต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ใช้ราคาที่ตกลงซื้อขายกันจริงหรือราคาประเมินของกรมที่ดิน

แนววินิจฉัย

     1. กรณีตาม 1. บริษัทฯ ขายที่ดินให้กับผู้ซื้อ บริษัทฯ ต้องนำรายได้จากการขายที่ดินมารวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร โดยนำรายได้ดังกล่าวหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งการคำนวณกำไรสุทธิจากการขายที่ดินดังกล่าว บริษัทฯ ต้องคำนวณราคาขายให้เป็นไปตามราคาตลาดในวันที่มีการโอน ทั้งนี้ หากการขายที่ดินดังกล่าวต่ำกว่าราคาตลาดเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทนตามราคาตลาดในวันที่มีการโอนได้ตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร
2. กรณีตาม 2. และ 3. บริษัทฯ มีสิทธิจะขายที่ดินทั้ง 8 แปลงดังกล่าวให้กับผู้ซื้อบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือหลายบุคคลก็ได้ เนื่องจากไม่มีกฎหมายห้ามไว้แต่อย่างใดการขายที่ดินของบริษัทฯ ถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทฯ มีไว้ในการประกอบกิจการ เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 4(5) แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ. 2541 อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร โดยคำนวณจากรายรับจากการขายที่ดินตามความเป็นจริงแต่ไม่น้อยกว่าราคาประเมินทุนทรัพย์ เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน หากการประกอบกิจการขายที่ดินดังกล่าวบริษัทฯ ได้กระทำเป็นการชั่วคราว บริษัทฯ จึงไม่ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/13 (2) แห่งประมวลรัษฎากร นอกจากนั้น เมื่อบริษัทฯ ขายที่ดินให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลบริษัทฯ ต้องคำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 แล้วนำส่งเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนตามมาตรา 69 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร
      3. กรณีตาม 4. การขายที่ดินของบริษัทฯ ตามข้อเท็จจริงข้างต้นอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 แห่งประมวลรัษฎากร แต่ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/3 แห่งประมวลรัษฎากร

เลขตู้

69/34445



เรื่อง

ออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออก

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 16/02/2021 - วันที่ตอบ 08/03/2021

ประเภทภาษี

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 89 (6), มาตรา 90/4 (3)แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

รบกวนสอบถามประเด็นเกี่ยวกับการขายสินค้าออกจากเขตปลอดอากร

     บริษัท A เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและมีสถานประกอบการตั้งอยู่ในเขตปลอดอากร ได้ขายสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งอยู่ในราชอาณาจักร จำนวน 250,000.00 บาท ภาษีขายจำนวน 17,500.00 บาท โดยบริษัท A ได้ยื่นกระทำพิธีการนำเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรเมื่อนำสินค้านั้นออกจากเขตปลอดอากร มูลค่าของสินค้าที่บริษัท A ขายดังกล่าวไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษี ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 40 เรื่อง กำหนดลักษณะ และเงื่อนไข ค่าตอบแทนที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษี ตามมาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ข้อ 2 (5) แต่บริษัท A ได้ออกใบกำกับภาษีขายและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม

     ดังนั้นบริษัท A จึงต้องรับผิดกรณีออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามกฎหมายตามมาตรา 86/13 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษีตามมาตรา 89 (6) แห่งประมวลรัษฎากร จำนวน 35,000 .00 บาทและมีความผิดตามมาตรา 90/4 (3) แห่งประมวลรัษฎากรต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาทใช่หรือไม่

วิสัชนา

ตามมาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 (5) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40) ฯ ลงวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2535 กำหนดลักษณะ และเงื่อนไข ค่าตอบแทนที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษี ตามมาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร

     ....“(5) มูลค่าของสินค้าที่ผู้ประกอบการในเขตปลอดอากรตามมาตรา 77/1 (21) แห่งประมวลรัษฎากร ได้ขายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียน และผู้ประกอบการในเขตปลอดอากร ดังกล่าวซึ่งเป็นผู้นำเข้าตามมาตรา 77/1(11) แห่งประมวลรัษฎากร ได้ยื่นกระทำพิธีการนำเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรเมื่อนำสินค้านั้นออกจากเขตปลอดอากรแล้ว

     .........ผู้ซื้อสินค้าตามวรรคหนึ่ง ต้องมิใช่ผู้ประกอบการในเขตปลอดอากรตามมาตรา 77/1(21) แห่งประมวลรัษฎากร หรือคลังสินค้าทัณฑ์บนตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร"

     ตามมาตรา 89 (6) แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือบุคคลที่ออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามมาตรา 86/13 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องเสียเบี้ยปรับในกรณีและตามอัตราดังนี้

     ....“(6) ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ โดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามกฎหมายตามมาตรา 86/13 ให้เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้นั้น…”

     ตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้บุคคลใดไม่ชำระภาษีหรือนำส่งภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาตามบทบัญญัติในหมวดนี้ ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ

     ตามมาตรา 90/4 (3) แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้ผู้ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้โดยไม่มีสิทธิจะออก ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท ดังนี้

     ....“(3) ผู้ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้โดยไม่มีสิทธิจะออก เอกสารดังกล่าวตามมาตรา 86/13...”

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

     กรณีตามข้อเท็จจริงข้างต้น บริษัท A ได้ออกใบกำกับภาษีขาย มูลค่า 250,000 บาทและภาษีมูลค่าเพิ่ม 17,500 บาท โดยไม่มิสิทธิออกให้กับผู้ซื้อสินค้าดังกล่าว ตามมาตรา 86/13 แห่งประมวลรัษฎากร จึงต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษีตามมาตรา 89 (6) แห่งประมวลรัษฎากร จำนวน 35,000.00 บาท และต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท ตามมาตรา 90/4 (3) แห่งประมวลรัษฎากรเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องแล้ว

     ทางด้านตรงกันข้าม ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้รับใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่มีสิทธิที่จะออกดังกล่าว ย่อมไม่มีสิทธินำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีดังกล่าวไปใช้เป็นเครดิตหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 (5) แห่งประมวลรัษฎากร

เครดิต อาจารย์ ปณิตา อลงกรณ์วรกิจขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์ "

หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ