Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

บริษัทฯ ให้กรรมการกู้ยืมเงิน “โดยไม่คิดดอกเบี้ย”


เรื่อง บริษัทฯ ให้กรรมการกู้ยืมเงิน “โดยไม่คิดดอกเบี้ย”
แหล่งที่มา Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วันที่ วันที่ถาม 18/04/2025 - วันที่ตอบ 26/04/2025
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีธุรกิจเฉพาะ
ข้อกฎหมาย มาตรา 65 ทวิ (4) หรือมาตรา 91/16 แห่งประมวลรัษฎากร
ปุจฉา
บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจสินเชื่อรายย่อย (ฟิโก้ไฟแนนซ์)
อัตราดอกเบี้ยที่คิดกับลูกค้าสูงสุดอยู่ที่ 36% ณ ปัจจุบันไม่ได้ดำเนินธุรกิจแล้ว และต้องการปิดบริษัทฯ แต่ติดที่ลูกหนี้เงินกู้ยืมกรรมการ (ใช้เงินบริษัทฯ ค่ะ ไม่มีการกู้ยืมจากที่อื่น)
คำถาม 
1. อัตราดอกเบี้ยที่ใช้คิดกับเงินยืมกรรมการใช้อัตราไหนคะ อัตราตลาดทั่วไป หรืออัตราที่คิดกับลูกค้า
2. ถ้าใช้อัตราเดียวที่คิดกับลูกค้า จะทำให้มีภาษีที่ต้องชำระเยอะมาก (2-3 แสนบาทต่อปี) ลูกค้าไม่มีเงินพอที่จะชำระได้ ขอคำแนะนำหรือวิธีที่พอจะดำเนินการ ให้สามารถปิดบริษัทฯ ได้ไหมคะ
วิสัชนา
1. กรณีบริษัทฯ ให้กรรมการกู้ยืมเงิน “โดยไม่คิดดอกเบี้ย” นั้น ในทางบัญชีหรือตามมาตรฐานการบัญชี กิจการก็ย่อมไม่อาจรับรู้รายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมแก่กรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนได้ เพราะไม่มีทางที่จะได้รับดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมเลย
    ในภาษีอากร ทั้งกรณีภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีธุรกิจเฉพาะ หากการให้กู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยนั้น เป็นกรณีที่ไม่มีเหตุอันสมควรตามมาตรา 65 ทวิ (4) หรือมาตรา 91/16 แห่งประมวลรัษฎากร แล้วแต่กรณี ดังนี้
    “มาตรา 65 ทวิ การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้
         (4) ในกรณีโอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงิน โดยไม่มีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ย หรือมีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยนั้น ตามราคาตลาดในวันที่โอน ให้บริการหรือให้กู้ยืมเงิน”
     มาตรา 91/16 เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามมาตรา 91/15 เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจ 
         (6) กำหนดดอกเบี้ย ราคาทรัพย์สิน หรือค่าบริการ ตามราคาตลาดในวันให้กู้ยืมเงิน วันที่โอนหรือให้บริการ ในกรณีที่การให้กู้ยืมเงิน การโอนทรัพย์สิน หรือการให้บริการนั้นไม่มีดอกเบี้ย ค่าตอบแทน หรือค่าบริการ หรือมีดอกเบี้ย ค่าตอบแทน หรือค่าบริการต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร”
    อำนาจประเมินของเจ้าพนักงานประเมินกรณีดังกล่าว ย่อมสร้างความเสียหายให้แก่กิจการได้ ดังนั้นในทางปฏิบัติ กิจการจึงทำการประเมินตนเอง เพื่อรับรู้รายได้และรายรับเพื่อประโยชน์ในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีธุรกิจเฉพาะเท่านั้น โดยทำการปรับปรุงในแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด.50 และแบบ ภ.ธ.40 ไม่ต้องบันทึกรายการทางบัญชีและวนเวียนเป็นงูกินหาง

2. บริษัทฯ ต้องคิดดอกเบี้ยกับกรรมการ และให้คิดดอกเบี้ยตามอัตราตลาด ณ วันที่ให้กู้ยืมนั้น ซึ่งกรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของบริษัทฯ ไว้ ดังนี้  
    “บริษัทฯ ต้องคิดดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยที่ได้ตกลงกัน แต่ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวต้องไม่ต่ำกว่าราคาตลาดในวันที่ให้กู้ยืมเงินกันนั้น
     (1) กรณีบริษัทฯ นำเงินของตนที่มีอยู่ไปให้กู้ยืม อัตราดอกเบี้ยที่ได้รับหรือควรจะได้รับ ให้คิดตามอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารประเภทเงินฝากประจำในเวลาที่มีการกู้ยืม
     (2) กรณีบริษัทฯ นำเงินที่กู้ยืมมาจากบุคคลอื่นไปให้กู้ยืม อัตราดอกเบี้ยที่ได้รับหรือควรจะได้รับ ให้คิดตามอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในวันที่ได้ให้กู้ยืมเงินที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน หรือคิดดอกเบี้ยในอัตราไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในเวลาที่บริษัทฯ ได้กู้ยืมเงินมาทั้งนี้ กรณีบริษัทฯ นำเงินไปให้กู้ยืม โดยไม่สามารถแยกแหล่งเงินทุนได้ว่ามาจากเงินของตนที่มีอยู่หรือเงินที่กู้ยืมมาจากบุคคลอื่น ให้คิดดอกเบี้ยที่ได้รับในอัตราไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในเวลาที่บริษัทฯ ได้กู้ยืมเงินมา” (หนังสือกรมสรรพากรเลขที่ กค 0702/560 ลงวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2558)

3. กรณีบริษัทฯ ให้กรรมการกู้ยืม โดยไม่คิดดอกเบี้ย เข้าลักษณะเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ตามมาตรา 91/2 (5) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ต้องนำดอกเบี้ยที่พึงได้รับ ตามมาตรา 91/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร มารวมคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับเดือนสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี และยื่นแบบ ภ.ธ.40 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป เช่น วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี คือ วันที่ 31 ธันวาคม บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องยื่นแบบ ภ.ธ.40 และชำระภาษีธุรกิจเฉพาะภายในวันที่ 15 มกราคม ของปีถัดไป

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า 
กรณีตามข้อเท็จจริง บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจสินเชื่อรายย่อย (ฟิโก้ไฟแนนซ์) มีการให้กรรมการกู้ยืมเงิน โดยใช้เงินบริษัทฯ ไม่มีการกู้ยืมจากที่อื่น โดยไม่คิดดอกเบี้ย นั้น พึงต้องแยกพิจารณาข้อเท็จจริงต่างหากจากกับการประกอบกิจการโดยทั่วไป หากกรรมการกู้ยืมเงินไปเพื่อประโยชน์แก่กิจการ (หาเหตุผลมาประกอบให้ชัดแจ้งให้ได้ว่า กรรมการกู้ยืมหรือทดรองเงินของบริษัทฯ ไปเพื่อประโยชน์แก่กิจการ) เช่นนี้ ไม่พึงต้องคิดดอกเบี้ยจากกรรมการ 
แต่หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ได้รับหรือควรจะได้รับ โดยคิดตามอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารประเภทเงินฝากประจำในเวลาที่มีการกู้ยืม ตามแนวทางปฏิบัติของกรมสรรพากรดังกล่าวข้างต้น



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ 

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ