กรรมการ (แยกตามที่มาของกรรมการ) แบ่งได้ 2 ประเภท คือ ประเภท ที่ 1 กรรมการโดยตำแหน่ง
คือ พนักงานที่เป็นลูกจ้างของบริษัท แต่รับตำแหน่งกรรมการ มักจะพบในตำแหน่ง C Level ลงมา เช่น CEO CFO เป็นต้น
กรรมการโดยตำแหน่ง ยังคงทำหน้าที่เหมือนลูกจ้างแต่มีหน้าที่ปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย ให้บริษัทสำเร็จตามวัตถุประสงค์ เงินได้ที่ได้รับ 1) อยู่ในรูปแบบของเงินเดือนค่าจ้าง โบนัสไม่ได้รับเบี้ยประชุม 2) ถือเป็นงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 คือเงินได้ตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร เงินได้จากการจ้างแรงงาน 3) บริษัทผู้จ่ายเงินได้จากการจ้างแรงงาน ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50(1) โดยให้นำเงินเดือนx 12 (กรณีทำงานตลอดทั้งปี) และให้บริษัทนำส่งภาษีด้วยแบบภาษี ภ.ง.ด.1 4) กรรมการผู้รับเงินได้จากการจ้างแรงงาน คำนวณภาษีตามมาตรา 48(1) และ นำส่งภาษีด้วยแบบภ.ง.ด.91 5) การให้บริการตามสัญญาจ้างแรงงานได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81(1) (ฐ)แห่งประมวลรัษฎากร ประเภท ที่ 2 กรรมการอิสระ
คือกรรมการที่ได้รับแต่งตั้ง มักพบในบริษัทมหาชน ตลาดหลักทรัพย์ หรือ อาจไม่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ กรรมการอิสระ ไม่ต้องทำหน้าที่เหมือนลูกจ้าง ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการ หรือเป็นกรรมการตรวจสอบ (Audit Committee) เป็นต้น ซึ่งจะมีหน้าที่ในการกำหนดทิศทาง กำหนดนโยบาย ประเมินผล หรือ กระทำกิจกรรมบางอย่างเท่านั้น
เงินได้ที่ได้รับ 1) ไม่ได้รับเป็นเงินเดือนประจำแต่จะได้รับเบี้ยประชุม หรือ โบนัส (ไม่ว่าจะเป็นได้รับครั้งเดียวหรือเฉลี่ยรับรายเดือน) 2) ถือว่ามีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 2 คือเงินได้ตามมาตรา 40(2) แห่งประมวลรัษฎากร เงินได้จากการรับทำงานให้ 3) บริษัทผู้จ่ายเงินได้จากการรับทำงานให้ ต้องหักภาษีณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50(1) แต่ไม่ต้องนำเงินได้x 12 ให้คำนวณแบบยอดสะสมเช่น มกราคมได้รับ 1 ครั้ง ให้คำนวณแค่ 1 ครั้ง และเดือนใดได้เพิ่ม ให้นำมาสะสมยอดรวมกับของมกราคม เป็นต้น (ไม่ต้อง x 12) และ ให้บริษัทนำส่งภาษีด้วยแบบภาษี ภ.ง.ด.1 4) กรรมการอิสระผู้รับเงินได้จากการรับทำงานให้ คำนวณภาษีตามมาตรา 48(1) และ นำส่งภาษีด้วยแบบ ภ.ง.ด.90 5) เบี้ยประชุม โบนัส ของ กรรมการอิสระ ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตาม ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 205 ระบุว่า เงินได้จากกรรมการนี้ไม่ถือเป็นการให้บริการตามมาตรา 77/1(10) ดังนั้นกรรมการจึงไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 มาตรา 40เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือนค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน (ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.7/2528)(ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.23/2533) (ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.56/2538)(ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.115/2545)(ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.120/2545)
(2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว
|
มาตรา 50ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามวิธีดังต่อไปนี้ (1) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปีแล้ว คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายตามความในวรรคก่อนไม่ลงตัวเหลือเศษเท่าใด ให้เพิ่มเงินเท่าจำนวนที่เหลือเศษนั้นรวมเข้ากับเงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้น เพื่อให้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปีเท่าจำนวนภาษีที่จะต้องเสียทั้งปี ( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502 ใช้บังคับ 5 พ.ย. 2502 เป็นต้นไป ) ( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ) (ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.16/2530) (ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.96/2543) (ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.115/2545) (ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.120/2545) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานซึ่งได้คำนวณจ่ายจากระยะเวลาที่ทำงานและได้จ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ให้คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (5) เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) นอกจากที่ระบุไว้ในวรรคสามที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้ |
มาตรา 81 ให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ (1) การขายสินค้าที่มิใช่การส่งออก หรือการให้บริการดังต่อไปนี้ (ฐ) การให้บริการตามสัญญาจ้างแรงงาน
|
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 205) เรื่อง การกำหนดการกระทำที่ไม่ถือว่าเป็นการให้บริการ ตามมาตรา 77/1 (10) (ค) แห่งประมวลรัษฎากร อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 77/1 (10) (ค) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534 อธิบดีกรมสรรพากร โดยอนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำหนดการกระทำที่ไม่ถือว่าเป็นการให้บริการไว้ ดังต่อไปนี้ การปฏิบัติงานในฐานะกรรมการบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดกรรมการโดยตำแหน่งและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามที่กฎหมายกำหนด และกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งโดยราชการ
|
มาตรา 77/1 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น (10) “บริการ” หมายความว่า การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า และให้หมายความรวมถึงการใช้บริการของตนเองไม่ว่าประการใด ๆ แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึง มาตรา 77/2 การกระทำกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามบทบัญญัติในหมวดนี้ (1) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยผู้ประกอบการ |
|