Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

โอนรถยนต์นั่งที่มีไว้เพื่อขายมาเป็นทรัพย์สินของบริษัทฯ /ขายรถยนต์นั่ง คำนวณค่าเสื่อมราคายังไม่ครบ 5 ปี / งบการเงิน ณ วันเลิกกิจการ


เรื่อง โอนรถยนต์นั่งที่มีไว้เพื่อขายมาเป็นทรัพย์สินของบริษัทฯ /ขายรถยนต์นั่ง คำนวณค่าเสื่อมราคายังไม่ครบ 5 ปี / งบการเงิน ณ วันเลิกกิจการ
แหล่งที่มา Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วันที่ วันที่ถาม 27/05/2024 - วันที่ตอบ 09/06/2024
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย มาตรา 77/1 (8) (ง) แห่งประมวลรัษฎากร, ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 1), มาตรา 72 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร
ปุจฉา
1. ผมขออนุญาตปรึกษาหารือเกี่ยวกับภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง สำหรับกิจการที่ประกอบกิจการจำหน่ายรถยนต์ครับ
    กรณีที่บริษัทฯ ประกอบกิจการดังกล่าว และมีการซื้อรถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง มาไว้เพื่อขาย มีการใช้สิทธิเคลมภาษีซื้อปกติ และต่อมามีการโอนรถคันดังกล่าวมาเป็นทรัพย์สินของบริษัท เมื่อวันที่โอนทรัพย์สินมาเป็นของบริษัท จำเป็นต้องนำส่งภาษีขาย (จำหน่าย จ่าย โอน) ให้แก่กรมสรรพากรหรือไม่ครับ

2. ผมขออนุญาตปรึกษาหารือเกี่ยวกับการคำนวณกำไร (ขาดทุน) จากการจำหน่ายรถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกิน 10 ที่นั่งที่มีมูลค่าเกิน 1 ล้านบาท ครับ
    สืบเนื่องจากข้อหารือของกรมสรรพากร ตามหนังสือเลขที่ กค 0811/ก.1033 ระบุว่า หากบริษัทซื้อรถยนต์มูลค่า 5 ล้านบาท และคิดค่าเสื่อมราคาปีละ 20% จากมูลค่า 1 ล้านบาท (ปีละ 2 แสนบาท) และได้มีการจำหน่ายออกไปในราคา 2.5 ล้านบาท ซึ่งในขณะนั้น มูลค่าสุทธิทางภาษีเหลืออยู่ 4.35 ล้านบาท (ค่าเสื่อมสะสม 0.65 ล้านบาท) ทำให้บริษัทบันทึกขาดทุนจากการจำหน่ายอยู่ที่ 1.84 ล้านบาท
    ซึ่งตามข้อหารือระบุว่า ราคาทุนตามภาษีจริงๆจะอยู่ที่ 0.35 ล้านบาท เท่านั้น ทำให้จริง ๆ แล้วบริษัทฯ มีกำไรจากการจำหน่ายรถยนต์คันที่อยู่ที่ 2.15 ล้านบาท 
(อ้างอิง 0811/ก.1033 https://www.rd.go.th/24121.html)
    อย่างไรก็ตาม ผมลองพิจารณาตามแนวปฏิบัติในเว็บไซต์ของกรมสรรพากร (อ้างอิง https://www.rd.go.th/828.html) ในข้อ 5 ระบุว่า หากต้นทุนของรถยนต์มีมูลค่าเกิน 1 ล้านบาท ให้คงเหลือมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินเท่ากับมูลค่าต้นทุนส่วนที่เกิน 1 ล้านบาท และตามพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 315 (อ้างอิง https://www.rd.go.th/2796.html) ตามมาตรา 4 (1) ได้ระบุว่า รายจ่ายที่เกี่ยวกับมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินประเภทรถยนต์นั่งและรถยนต์ โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคนตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต เฉพาะส่วนที่เกินคันละหนึ่งล้านบาท เป็นรายจ่ายต้องห้าม 
    ในกรณีนี้ ผมเห็นว่า ในเมื่อสรรพากรระบุว่า ให้เหลือมูลค่าต้นทุนของรถยนต์ส่วนที่เกิน 1 ล้านบาท (กรณีนี้ หากหักค่าเสื่อมราคาทั้งหมด ต้นทุนจะเหลือ 4 ล้านบาท) และค่าใช้จ่ายส่วนที่เกิน 1 ล้านบาท ให้ถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม กรณีนี้จริงๆ แล้ว บริษัทฯ ควรที่จะสามารถหักขาดทุนจากการจำหน่ายสินทรัพย์ได้อีก 0.35 ล้านบาท รึเปล่าครับ มิเช่นนั้น หากใช้วิธีตามข้อหารือของกรมสรรพากร กลายเป็นว่านอกจากบริษัทจะต้องขาดทุนจากการจำหน่ายรถยนต์แล้ว ยังต้องเสียภาษีจากกำไรทางภาษีอีกครับ
    ผมจึงอยากทราบแนวทางการตีความและความคิดเห็นของอาจารย์ครับ 

3. ขออนุญาตสอบถามเกี่ยวกับการจัดทำงบการเงินกรณีเลิกกิจการครับ บริษัทฯ มีรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคมครับ โดยบริษัทฯ มีการจัดประชุมผู้ถือหุ้นเพิ่มอนุมัติการเลิกกิจการขึ้นในวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2563 และได้ไปจดทะเบียนกับกรมพัฒน์ วันที่ 13 มกราคม 2564 จากการโทรสอบถามทางกรมพัฒน์ เค้าแจ้งว่าให้จัดทำงบวันที่ 1 มกราคม - 30 ธันวาคม 2563 เท่านั้น และไม่ต้องนำส่งงบเพิ่มเติมหลังจากนี้อีก อย่างไรก็ตามทางสรรพากรแจ้งว่า ต้องจัดทำงบการเงินเพิ่มอีก 1 ชุด จากวันที่ 31 ธันวาคม 2563 - 13 มกราคม 2564 (วันที่เจ้าหน้าที่กรมพัฒน์ รับจดเลิกกิจการ) ครับ 
    ขออนุญาตสอบถามอาจารย์ว่า การนำส่งงบการเงินให้กรมสรรพากร ต้องจัดทำขึ้น 2 ชุด ตามที่กล่าวไว้ข้างต้นใช่หรือไม่ครับ
วิสัชนา
1. กรณีบริษัทฯ ประกอบกิจการจำหน่ายรถยนต์นั่งตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ย่อมมิสิทธินำภาษีซื้อสำหรับรถยนต์นั่งดังกล่าว ที่มีไว้เพื่อขาย มาใช้เป็นภาษีซื้อหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูค่าเพิ่มได้ตามปกติ และต่อมาหากมีการโอนรถคันดังกล่าวมาเป็นทรัพย์สินของบริษัทฯ เข้าลักษณะเป็นการขายสินค้าตามมาตรา 77/1 (8) (ง) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 1) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการนำสินค้าไปใช้เพื่อการประกอบกิจการของตนเองโดยตรง ตามมาตรา 77/1 (8) (ง) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2535 ดังนั้น บริษัทฯ จึงต้องนำมูลค่ารถยนต์นั่งดังกล่าว (ตามราคาทุน) มาคำนวณภาษีขาย โดยไม่จำต้องออกใบกำกับภาษีตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 86/2542 ฯ   

2. กรณีตามข้อเท็จจริง บริษัทฯ ได้ขายรถยนต์นั่งตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ซึ่งคำนวณหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคายังไม่ครบ 5 ปี เป็นจำนวน 6.5 แสนบาท บริษัทฯ จึงย่อมมีสิทธินำมูลค่ารถยนต์นั่งในส่วนที่ไม่เกิน 1 ล้านบาท คือ (3.5 แสนบาท) มาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปีที่จำหน่ายรถยนต์นั่งคันดังกล่าว 
    สมมติ ราคาขายรถยนต์นั่ง (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ที่บริษัทฯ ขายไปในราคา 2.5 ล้านบาท นั้น เป็นไปตามราคาตลาด ณ วันที่บริษัทฯ ขาย เช่นนี้ บริษัทฯ มีสิทธินำมูลค่าต้นทุนในส่วนที่ไม่เกิน 1 ล้านบาท ที่คงเหลือยู่จำนวน 3.5 แสนบาท มาหักออกไป คงเหลือกำไรทางภาษี 2.15 ล้านบาท ในการคำนวณกำไรจากการขายทรัพย์สินรถยนต์ทางภาษีอากร อาจคำนวณได้ดังนี้ 
    ราคาขายรถยนต์นั่ง                                   2,500,000  บาท 
หัก มูลค่าต้นทุนทางบัญชี                               (4,350,000)  บาท 
    ขาดทุนจากการจำหน่ายทรัพย์สิน                    (1,850,000)  บาท 
หัก มูลค่าต้นทุนรถยนต์ในส่วนที่เกิน 1 ล้านบาท          4,000,000  บาท 
     คงเหลือกำไรทางภาษี                                  2,150,000  บาท  

3. ตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า 
    “มาตรา 72 ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกัน ให้ผู้ชำระบัญชีและผู้จัดการมีหน้าที่ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานประเมินทราบการเลิกของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เจ้าพนักงานรับจดทะเบียนเลิก ถ้าบุคคลดังกล่าวแล้วไม่ปฏิบัติตาม เจ้าพนักงานประเมินอาจสั่งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียเงินภาษีเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าของจำนวนภาษีที่ต้องเสีย เงินนี้ให้ถือเป็นค่าภาษี
         ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกันดังกล่าวแล้ว เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่า วันที่เจ้าพนักงานรับจดทะเบียนเลิกเป็นวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้ผู้ชำระบัญชีและผู้จัดการมีหน้าที่และความรับผิดร่วมกันในการยื่นรายการและเสียภาษีตามแบบและภายในกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 68 และมาตรา 69 โดยอนุโลม...” 
    ดังนั้น เมื่อบริษัทฯ ได้ไปจดทะเบียนเลิกกิจการต่อเจ้าพนักงานกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2564 จึงต้องถือว่า วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2564 เป็นวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีปีที่เลิกกิจการ บริษัทฯ จึงต้องมีรอบระยะเวลาบัญชี วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564 ถึงวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2564 อีกหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชี นอกเหนือไปจากรอบระยะเวลาบัญชีปกติ 
วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563 เจ้าพนักงานสรรพากรจึงกล่าวถูกต้องดีงามแล้ว



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ 

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ