Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

ยกยอดเครดิตภาษีชำระเกินจากเดือนภาษีก่อนผิดพลาดสูงเกินไป


เรื่อง ยกยอดเครดิตภาษีชำระเกินจากเดือนภาษีก่อนผิดพลาดสูงเกินไป
แหล่งที่มา Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วันที่ วันที่ถาม 11/03/2023 - วันที่ตอบ 11/03/2023
ประเภทภาษี ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 81/2542ฯ
ปุจฉา
บริษัทฯ ยื่นภาษีในเดือน ม.ค. แสดงยอดภาษีชำระเกินยกมา 2,543,015.05 บาท เดือน ก.พ. ยื่นแบบแสดงยอดภาษีชำระเกินยกมาขาดไป 44,308 บาท (จาก 2,543,015.05 เป็น 2,498,706.99) และนำยอดชำระเกินที่ยกมาผิด 2,498,706.99 ไปใช้แสดงในการคำนวณภาษี ผลการคำนวนยังไม่มีภาษีต้องชำระและยังมีภาษีชำระเกินยกยอดไป 2,454,398.93 บาท เดือน มี.ค. พนักงานพบว่าได้ยกยอดยกมาผิดในเดือน ม.ค.จึงได้บวกยอดที่ยกมาผิด 44,308.06 บาทกลับเข้าไปรวมกับยอดที่ยกมาจากเดือน ก.พ. 2,454,398.93 กลายเป็น  2,498,706.99 ทำให้ยอดยกมาผิดพลาดคลาดเคลื่อนไป 44,308.06 บาท ผลการคำนวณภาษีในเดือน มี.ค. ยังมีภาษีชำระเกินอยู่ 2,423,689.22 บาท (ซึ่งในจำนวณนี้มียอด 44,308.06 บาท ที่ยกมาผิดรวมอยู่ด้วย) เจ้าหน้าที่ทำการประเมินภาษีและเงินเพิ่มอ้างอำนาจประเมินตามมมาตรา 88 แห่งประมวลรัษฎากร โดยยังไม่เคยออกหมายเรียก มีแต่เพียงเรียกไปพูดคุย ซึ่งบริษัทฯ ได้ชี้แจงและจะขอลดยอดเครดิตภาษีที่ยังคงมีอยู่ในเดือนปัจจุบันแทน ทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่าไม่ได้เพราะต้องมีเงินเพิ่มคิดมาตั้งแต่เดือนนั้น แต่เท่าที่ค้นดู ได้มีตัวอย่าง ข้อ 7.3 ที่เป็นตัวอย่างแนบคำสั่งกรมสรรพากร ป. 81/2542 ได้ยกตัวอย่างไว้ในกรณีเดียวกัน แสดงการคำนวณให้เห็นชัดเจนว่าไม่มี เงินเพิ่มที่จะต้องคำนวณในกรณีดังกล่าว
คำถามคือ
    1. ในกรณีนี้เจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินตาม มาตรา 88 หรือไม่
    2. ต้องเสียเงินเพิ่มภาษีตามมาตรา 89/1 หรือไม่
    3. สามารถแก้ไขด้วยการลดยอดเครดิตภาษีที่ยังคงมีอยู่ให้ถูกต้องในเดือนปัจจุบัน แทนการนำเงินสดไปชำระได้หรือไม่ครับ มีระเบียบใดอนญาตให้ทำได้ที่จะนำมาใช้อ้างอิงกับเจ้าหน้าที่ได้ครับ
    4. หากการประเมินนี้ไม่ชอบด้วยกฏหมายจะต้องขอให้เจ้าหน้าที่ยกเลิกการประเมินหรือต้องอุทธรณ์สถานเดียวครับ เพราะเจ้าหน้าที่ก็เชื่อว่าเขาเข้าใจถูกต้องแล้วครับ
วิสัชนา
1. ตามมาตรา 88 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินในอันที่จะประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามหมวดนี้ในกรณีต่างๆ ดังต่อไปนี้ 
    (1) ปรากฏแก่เจ้าพนักงานประเมินว่า ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษี แบบนำส่งภาษี หรือแบบใบขนสินค้าภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด
    (2) ในกรณีเจ้าพนักงานประเมินมีหลักฐานแสดงว่า ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษี แบบนำส่งภาษี หรือแบบใบขนสินค้า โดยแสดงจำนวนภาษีที่ต้องเสียต่ำกว่าความเป็นจริง
    (3) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมิน หรือไม่ยอมตอบคำถามของเจ้าพนักงานประเมินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
    (4) ผู้ประกอบการไม่สามารถแสดงใบกำกับภาษีในกรณีภาษีซื้อ หรือสำเนาใบกำกับภาษีในกรณีภาษีขาย พร้อมทั้งหลักฐานอื่นเพื่อการคำนวณภาษีหรือการเครดิตภาษี
    (5) ผู้ประกอบการไม่เก็บสำเนาใบกำกับภาษีในกรณีภาษีขายและหลักฐานต่าง ๆ ประกอบการลงรายงานตามที่กฎหมายกำหนดไว้ หรือ
    (6) ปรากฏแก่เจ้าพนักงานประเมินว่า ผู้ประกอบการซึ่งต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 85/1 มิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม 
    ซึ่งจะเห็นได้ว่า ไม่ปรากฏอำนาจการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนยกยอดเครดิตภาษีชำระเกินจากเดือนภาษีก่อนผิดพลาดสูงเกินไป แต่อย่างใด จนกว่าจะได้นำเครดิตภาษีที่ชำระเกินจากเดือนภาษีก่อนไปใช้เครดิตหักออกจากภาษีมูลค่าเพิ่มของเดือนภาษีนั้น ๆ   

2. ตามมาตรา 89 แห่งประมวลรัษฎากร 
    “มาตรา 89 ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษี หรือบุคคลตามมาตรา 86/13 เสียเบี้ยปรับในกรณีดังต่อไปนี้
         (1) ประกอบกิจการโดยมิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 85 หรือมาตรา 85/1 หรือประกอบกิจการเมื่อถูกสั่งเพิกถอนใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 85/17 แห่งประมวลรัษฎากร 
         (2) มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลา  
         (3) ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาด อันเป็นเหตุให้จำนวนภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษีคลาดเคลื่อนไป  
         (4) ยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาด อันเป็นเหตุให้จำนวนภาษีขายหรือจำนวนภาษีซื้อในเดือนภาษีที่แสดงไว้คลาดเคลื่อนไป  
         (5) มิได้จัดทำใบกำกับภาษี และส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อสินค้า หรือผู้รับบริการตามที่กำหนดในส่วน 10  
         (6) ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ โดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามกฎหมายตามมาตรา 86/13 แห่งประมวลรัษฎากร 
         (7) นำใบกำกับภาษีปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนมาใช้ในการคำนวณภาษี   
         ( 8 ) มิได้เก็บสำเนาใบกำกับภาษีในกรณีภาษีขายไว้ตามที่กฎหมายกำหนด 
         (9) มิได้เก็บใบกำกับภาษีในกรณีภาษีซื้อที่ใช้เครดิตภาษีในการคำนวณภาษีไว้ตามที่กฎหมายกำหนด  
         (10) มิได้ทำรายงานตามที่กฎหมายกำหนด หรือรายงานอื่นตามที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา 87/1 แห่งประมวลรัษฎากร หรือมีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ  
    ซึ่งจะเห็นได้ว่า ไม่มีบทบัญญัติให้ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนยกยอดเครดิตภาษีชำระเกินจากเดือนภาษีก่อนผิดพลาดสูงเกินไป แต่อย่างใด จนกว่าจะได้นำเครดิตภาษีที่ชำระเกินจากเดือนภาษีก่อนไปใช้เครดิตหักออกจากภาษีมูลค่าเพิ่มของเดือนภาษีนั้น ๆ อันเป็นผลทำให้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มผิดพลาดต่ำไปตามมาตรา 89 (3) แห่งประมวลรัษฎากร 

3. ตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้ผู้ประกอบการหรือผู้นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ เฉพาะในกรณที่บบุคคลนั้นไม่ชำระภาษี หรือนำส่งภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาตามที่กฎหมายกำหนด เท่านั้น ไม่ได้บัญญัติให้ต้องรับผิดในกรณียกยอดเครดิตภาษีชำระเกินจากเดือนภาษีก่อนผิดพลาดสูงเกินไป แต่อย่างใด จนกว่าจะได้นำเครดิตภาษีที่ชำระเกินจากเดือนภาษีก่อนไปใช้เครดิตหักออกจากภาษีมูลค่าเพิ่มของเดือนภาษีนั้น ๆ   
ทั้งนี้ กรมสรรพากรได้วางแนงวทางปฏิบัติตามตัวอย่างการคำนวณเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 81/2542
    1. ตัวอย่างการคำนวณเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มนี้ได้แสดงการคำนวณภาษีขายหักด้วยภาษีที่ซื้อ ทั้งกรณีจากการยื่นแบบแสดงรายการ ภ.พ.30 และจากการคำนวณภาษีที่ถูกต้อง ซึ่งการคำนวณภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อจำนวนที่ถูกต้องอาจเกิดจากกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีตรวจสอบความผิดเองและไปยื่นแบบแสดงรายการ ภ.พ.30 เพิ่มเติม หรืออาจเกิดจากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานประเมินซึ่งเจ้าพนักงานประเมินจะได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีต่อไป

4. ตามแนวทางปฏิบัติตามหนังสือตอบข้อหารือเลขที่ กค 0811(กม)/พ.2108 ลงวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2541 กรณีบริษัทฯ มีภาษีสุทธิชำระเกินยกไป สำหรับเดือนธันวาคม พ.ศ. 2537 ซึ่งในการยื่นแบบ ภ.พ.30 สำหรับเดือนมกราคม พ.ศ. 2538 บริษัทฯ ไม่ได้นำภาษีดังกล่าวไปแสดงในช่องภาษีที่ 10 “ภาษีชำระเกินยกมา” และบริษัทฯ ได้ยกภาษีดังกล่าวไปแสดงรวมในช่องที่ 12 “ภาษีสุทธิชำระเกิน” (ระบุผิดช่อง) โดยยังมียอดภาษียกไปเครดิตในเดือนถัดไป (ไม่มีภาษีที่ต้องเสีย) จึงเป็นกรณีที่บริษัทฯ แสดงรายการเครดิตภาษีผิดพลาดคลาดเคลื่อน แต่ไม่เป็นเหตุให้จำนวนภาษีที่ต้องเสียในเดือนภาษีคลาดเคลื่อนไป และไม่เป็นเหตุให้จำนวนภาษีขายและจำนวนภาษีซื้อในเดือนภาษีที่แสดงไว้คลาดเคลื่อนไป บริษัทฯ จึงไม่ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามมาตรา 89 และมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด (เลขตู้: 62/27393) 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า 
1. กรณีบริษัทฯ ยื่นภาษีในเดือนมกราคม พ.ศ. 2566 แสดงยอดภาษีชำระเกินยกมา 2,543,015.05 บาท เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 ยื่นแบบแสดงยอดภาษีชำระเกินยกมาขาดไป 44,308 บาท (จาก 2,543,015.05 บาท เป็น 2,498,706.99 บาท) และนำยอด ชำระเกินที่ยกมาผิด 2,498,706.99 ไปใช้แสดงในการคำนวณภาษี ผลการคำนวนยังไม่มีภาษีต้องชำระและยังมีภาษีชำระเกินยกยอดไป 2,454,398.93 บาท 
    กรณีเช่นนี้ บริษัทฯ มีสิทธิใช้เครดิตภาษีทีชำระเกินตามที่แสดงในแบบ ภ.พ.30 สำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 คือ 2,498,706.99 บาท เท่านั้น สำหรับยอดภาษีชำระเกินยกมาขาดไปจำนวน 44,308 บาท นั้น บริษัทฯ ต้องยื่นแบบ ค.10 เพื่อขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงินสด สำหรับเดือนภาษีมกราคม พ.ศ. 2566 ภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาการยื่นแบบ ภ.พ.30 สำหรับเดือนภาษีมกราคม พ.ศ. 2566 ดังกล่าว 

2. ต่อมาในเดือนภาษีมีนาคม พ.ศ. 2566 ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พนักงานของบริษัทฯ พบว่า ได้ยกยอดยกมาผิดในเดือนภาษีมกราคม พ.ศ. 2566 จึงได้บวกยอดที่ยกมาผิด 44,308.06 บาทกลับเข้าไปรวมกับยอดที่ยกมาจากเดือน ก.พ. 2,454,398.93 กลายเป็น  2,498,706.99 ทำให้ยอดยกมาผิดพลาดคลาดเคลื่อนไป 44,308.06 บาท
    อย่างไรก็ตาม ผลการคำนวณภาษีในเดือน มี.ค. ยังมีภาษีชำระเกิน อยู่ 2,423,689.22 บาท (ซึ่งในจำนวณนี้มียอด 44,308.06 บาท ที่ยกมาผิดรวมอยู่ด้วย)

3. เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีและเงินเพิ่ม อ้างอำนาจประเมินตามมาตรา 88 แห่งประมวลรัษฎากร โดยยังไม่เคยออกหมายเรียก มีแต่เพียงเรียกไปพูดคุย ซึ่งบริษัทฯ ได้ชี้แจงและจะขอลดยอดเครดิตภาษีที่ยังคงมีอยู่ในเดือนปัจจุบันแทน แต่ได้รับแจ้งว่า “ไม่ได้เพราะต้องมีเงินเพิ่ม คิดมาตั้งแต่เดือนนั้น”
    3.1 ในกรณีเช่นนี้เจ้าพนักงานประเมินไม่มีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มตามมาตรา 88 แห่งประมวลรัษฎากร แต่อย่างใด 
    3.2 บริษัทฯ ไม่ต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มภาษีตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร แต่อย่างใด เนื่องจากไม่มีจำนวนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระล่าช้า เพราะบริษัทฯ ยังคงมีเครดิตภาษีชำระเกินยกมาที่แม้ไม่รวมจำนวน 44,308.06 บาท ที่ยกมาผิดรวมอยู่ด้วยก็ตาม บริษัทฯ ยังไม่ทำให้รัฐเสียหายในกรณีนี้   
    3.3 แนวทางแก้ไขในกรณี คือ การลดยอดเครดิตภาษีที่ยังคงมีอยู่ให้ถูกต้องในเดือนปัจจุบันเท่านั้น ไม่มีระเบียบใดรองรับ มีแต่แนวทางปฏิบัติ ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 81/2542ฯ ที่อธิบดีกรมสรรพากร สั่งให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือปฏิบัติ หากฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าว เท่ากับฝ่าฝืนคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ย่อมได้รับโทษตามกฎหมาย และยิ่งหากทำให้ผู้ประกอบการเสียหาย โดยไม่ใช่ความผิดของผู้ประกอบการ เจ้าพนักงานประเมินคนนั้นๆ อาจต้องได้รับโทษทางอาญาตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา 
          เจ้าพนักงานประเมิน หมายความ เจ้าพนักงานผู้ยังให้เกิดความถูกต้องทางภาษีอากร ทั้งในจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง และการปฏิบัติหน้าที่ทางภาษี ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข อัตรา และกำหนดเวลาทีกฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น 

4. หากการประเมินนี้ไม่ชอบด้วยกฏหมาย 
    4.1 การขอให้เจ้าหน้าที่ยกเลิกการประเมิน เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากมาก เพราะเจ้าพนักงานประเมินย่อมมีความเชื่อมั่นว่าตนเองถูกต้องครบถ้วนในทุกขั้นตอนของกฎหมาย และขั้นตอนการโต้แย้งได้ล่วงพ้นไปตั้งแต่ก่อนการออกหนังสือแจ้งการประเมินแล้ว 
    4.2 ดังนั้น บริษัทฯ จึงพึงต้องอุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน ตามนัยมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร เท่านั้น 
    4.3 หากประสงค์จะดำเนินคดีอาญาต่อเจ้าพนักงานในความผิดตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา บริษัทฯ พึงต้องแจ้งความลงบันทึกประจำวัน ณ สถานีตำรวจ ถึงการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไว้ก่อน โดยจะเปิดเผยประเด็นนี้ไว้ในคำอุทธรณ์การประเมินหรือไม่ก็สุดแต่



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ 

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์ "

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ