Case study

เงินสำรองจ่าย ค่า advertising media ให้ Shopee ออกใบกำกับภาษีและหักภาษี ณ ที่จ่าย อย่างไร


เรื่อง เงินสำรองจ่าย ค่า advertising media ให้ Shopee ออกใบกำกับภาษีและหักภาษี ณ ที่จ่าย อย่างไร
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 13/07/2025
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัท ก (เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย) ได้จ้างบริษัท ง (เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย) ให้จัดการการตลาดแพลตฟอร็มร้านค้าออนไลน์ เพื่อเพิ่มยอดขาย โดยบริษัท ก จะต้องจ่ายค่าบริการในการจัดการให้บริษัท ง 15%

เหตุการณ์ :  

1. บริษัท ง ได้ออกใบเเจ้งหนี้มาเรียกเก็บค่า advertising media  เเละ เมื่อบริษัทได้จ่ายเงิน    บริษัท ง ได้ออก ใบกำกับภาษีให้กับบริษัท ก   :    บริษัท ก ได้นำไปเครดิตภาษีซื้อ เเละหัก ณ ที่จ่าย บริษัท ง 

2. ต่อมา แพลตฟอร็มร้านค้าออนไลน์ Shopee  ได้ออก ใบกำกับภาษีให้กับบริษัท ก   :    บริษัท ก ได้นำไปเครดิตภาษีซื้อ เเละหัก ณ ที่จ่าย Shopee  เเต่ Shopee  เเย้งมาว่า Shopee  ได้หักภาษี เเละนำส่งแทนเรียบร้อยเเล้ว 

คำถาม

1. ใครมีหน้าที่ออกเอกสารใบกำกับภาษี การใช้ภาษีซื้อ และการหักภาษี ณ ที่จ่าย

2. บริษัท ก ต้องบันทึกบัญชีอย่างไร

3. บริษัท ก ควรนำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีของใครไปหักออกจากภาษีขาย จึงจะถูกต้อง 

4. หากบริษัท ก ได้นำภาษีซื้อทั้ง 2 ฉบับไปหักออกจากภาษีขายนั้นไม่ถูกต้อง บริษัท ก จะต้องแก้ไขปรับปรุงอย่างไร  

5. บริษัท ก ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายหรือไม่ จะเป็นการหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งซ้ำซ้อนกับ Shopee หรือไม่


คำตอบ


จากข้อมูลที่แจ้งมา ถ้าข้อเท็จจริงเป็นดังนี้

  • บริษัท ก เป็นคู่สัญญากับ Shopee มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายทั้ง 4 ให้ Shopee
  • บริษัท ก จ้างบริษัท ง ให้จัดการการตลาดแพลตฟอร็มร้านค้าออนไลน์ เพื่อเพิ่มยอดขาย  ซึ่งต้องจ่ายต่างหากแยกจากยอดของ Shopee เรียกเก็บ
  • ค่าใช้จ่ายทั้ง 4 ที่แจ้งมา เป็นรายได้ของ   Shopee  ไม่ใช่รายได้ของบริษัท ง


ตอบ 1    การออกใบกำกับภาษี

คำถาม : ใครมีหน้าที่ออกเอกสารใบกำกับภาษี การใช้ภาษีซื้อ และการหักภาษี ณ ที่จ่าย 

  • บริษัท ง เป็นเพียงผู้สำรองจ่ายเงินเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ที่จะออกใบกำกับภาษีเนื่องจากไม่ใช่รายได้ของตน
  • บริษัท ก ไม่สามารถนำภาษีซื้อไปหักออกจาก ภาษีขาย เนื่องจากใบกำกับภาษีที่บริษัท ง ออกมานั้นเป็นใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่มีสิทธิ์ออก
  • บริษัท ก ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายบริษัท ง สำหรับค่า advertising  เนื่องจากถ้าไม่ใช่รายได้บริษัท ง    
  • บริษัท ก  หักภาษี ณ ที่จ่าย บริษัท ง สำหรับรายได้ค่าดำเนินการ 15% เท่านั้น    

สรุป ตามที่สมาชิกเข้าใจถูกต้องแล้ว

  • บริษัท ง  สำรองจ่ายไปและมาเรียกเก็บ และ Shopee ออกใบกำกับภาษีในนาม บริษัท ก บริษัท ง ควรออกใบรับเงิน (ไม่ใช่ใบกำกับภาษี) ด้วยจำนวน 43,335 บาท และไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เนื่องจาก Shopee ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายและได้ยื่นภาษีให้แล้ว 
  • รายได้ค่าดำเนินการ 15% เท่านั้นที่บริษัท ง จะต้องออกใบกำกับภาษีและถูกหัก ภาษี ณ ที่จ่าย 
  • สำหรับการที่ บริษัท ง ยืนยันว่าการออกใบกำกับภาษีและให้หัก ภาษี ณ ที่จ่ายนั้นถูกต้องแล้เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจาก บริษัท ก น่าจะทำสัญญาและแต่งตั้ง Shopee ให้เป็นตัวแทนในการหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งแทน ดังนั้น บริษัท ง จึงไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายซ้ำอีกครั้ง


ตอบ 2    การบันทึกบัญชีแยกเป็น 2 เหตุการณ์ดังนี้ 

คำถาม บริษัท ก ต้องบันทึกบัญชีอย่างไร


2.1 ถ้าบริษัท ง สำรองจ่ายเงินให้ก่อน (บริษัท ง จ่ายเงินให้ Shopee แล้ว และค่อยมาเบิกเงินกับบริษัท ก) 

รายการที่ 3 จ่ายค่า advertising media ให้ร้าน Shopee จำนวนก่อน VAT 40,500 บาท VAT 2,835 บาท รวม 43,335 บาท

วันที่ บริษัท ง มาเบิกเงิน 1 ม.ค. 2568

รายการ

Dr

Cr

Dr. ค่าโฆษณา   

40,500


Dr. ภาษีซื้อรอใบกำกับ   

  2,835


      Cr. ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย- Shopee (Advance โดยบริษัท ง)                  


43,335

เอกสารที่ต้องได้รับ : เอกสารเบิกเงินสำรองจาก บริษัท ง   


วันที่ บริษัท ก จ่ายเงินคืนให้ บริษัท ง 1 ก.พ. 2568   

รายการ

Dr

Cr

Dr. ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย- Shopee (Advance โดยบริษัท ง)                  

43,335


      Cr. เงินสด/เงินฝาก


43,335

Dr. ภาษีซื้อ 

  2,835


      Cr. ภาษีซื้อรอใบกำกับ


2,835

เอกสารที่ต้องได้รับ :  ใบกำกับภาษีจาก Shoopee



2.2 ถ้าบริษัท ง ไม่ได้สำรองจ่ายเงินให้ก่อน (บริษัท ง แค่ต้องการบอกกล่าวแจ้งยอดให้บริษัท ก ทราบ) 

รายการที่ 3 จ่ายค่า advertising media ให้ร้าน Shopee จำนวนก่อน VAT 40,500 บาท VAT 2,835 บาท รวม 43,335 บาท


2.2.1)  ถ้าบริษัทต้องการตั้งค่าใช้จ่ายในเดือน มกราคม เนื่องจากเป็นรายจ่ายของเดือนมกราคม

วันที่ บริษัท ง มาแจ้งยอดเงินที่ต้องชำระ 1 ม.ค. 2568

รายการ

Dr

Cr

Dr. ค่าโฆษณา   

40,500


Dr. ภาษีซื้อรอใบกำกับ   

  2,835


      Cr. ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย- Shopee 


43,335

เอกสารที่ต้องได้รับ : เอกสารจาก บริษัท ง     เพื่อ แจ้งขอเบิกเงินจาก  บริษัท ก   


วันที่ บริษัท ก จ่ายเงินให้ Shopee  1 ก.พ. 2568   

รายการ

Dr

Cr

Dr. ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย- Shopee (Advance โดยบริษัท ง)                  

43,335


      Cr. เงินสด/เงินฝาก


43,335

Dr. ภาษีซื้อ 

  2,835


      Cr. ภาษีซื้อรอใบกำกับ


2,835

เอกสารที่ต้องได้รับ :  ใบกำกับภาษีจาก Shoopee




2.2.2) บริษัทไม่ตั้งค่าใช้จ่ายค้างจ่ายในเดือน มกราคม (บันทึกรายการเมื่อจ่ายเงิน)

วันที่ บริษัท ง มาแจ้งยอดเงินที่ต้องชำระ 1 ม.ค. 2568

-ไม่ต้องบันทึกบัญชี – 

เอกสารที่ต้องได้รับ : เอกสารจาก บริษัท ง  เพื่อ แจ้งขอเบิกเงินจาก  บริษัท ก     ให้เก็บไว้เพื่อทราบเท่านั้น 


วันที่ บริษัท ก จ่ายเงินให้ Shopee  1 ก.พ. 2568   

รายการ

Dr

Cr

Dr. ค่าโฆษณา   

43,335


Dr. ภาษีซื้อ 

  2,835


      Cr. เงินสด/เงินฝาก


43,335

เอกสารที่ต้องได้รับ :  ใบกำกับภาษีจาก Shoopee




ตอบ 3    การใช้ภาษีซื้อ

คำถาม บริษัท ก ควรนำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีของใครไปหักออกจากภาษีขาย จึงจะถูกต้อง


เนื่องจาก  บริษัท ก เป็นคู่สัญญากับ Shopee 

  • Shopee จึงเป็นผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการตามมาตรา 77/1(10) แห่งประมวลรัษฎากร อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%  ตามมาตรา 77/2(1)  และ มาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร  
  • Shopee จะต้องออกใบกำกับภาษี ให้บริษัท ก ในวันที่รับชำระค่าบริการจากบริษัท ก หรือ จากบริษัท ง (กรณีที่บริษัท ง advance เงินแทนบริษัท ก ก่อน)


ดังนั้น ผู้ที่มีสิทธิ์ออกใบกำกับภาษีมาให้บริษัท ก ใช้เป็นภาษีซื้อ คือผู้ที่มีการให้บริการกับบริษัท ก ซึ่งคือ Shopee ดังนั้น  บริษัท ก ควรนำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีของ  Shopee ไปหักออกจากภาษีขาย จึงจะถูกต้องค่ะ 



มาตรา 77/1 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

(10) " บริการ " หมายความว่า การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า และให้หมายความรวมถึงการใช้บริการของตนเอง ไม่ว่าประการใดๆ แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึง..



มาตรา 77/2 การกระทำกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามบทบัญญัติในหมวดนี้
             (1) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยผู้ประกอบการ


มาตรา80   ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละ 10.0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการประกอบกิจการดังต่อไปนี้ ทั้งนี้ เว้นแต่กรณีที่กำหนดไว้ในมาตรา 80/2
     (1) การขายสินค้า

(2) การให้บริการ
(3) การนำเข้า
     อัตราภาษีตามวรรคหนึ่ง ให้ลดลงได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ต้องกำหนดอัตราภาษีให้เป็นอัตราภาษีเดียวกัน สำหรับการขายสินค้า การให้บริการและการนำเข้าทุกกรณี

**หมายเหตุ ปัจจุบันขยายเวลาลดอัตราภาษีเหลือร้อยละ 7  ถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 

(พระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 790 พ.ศ. 2567)



มาตรา 78/1ภายใต้บังคับมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการให้บริการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
 (1) การให้บริการนอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) หรือ (4) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย

(ก) ได้ออกใบกำกับภาษี หรือ
(ข) ได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น
 ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี




ตอบ 4    การนำภาษีซื้อไปหักจากภาษีขาย 

คำถาม : หากบริษัท ก ได้นำภาษีซื้อทั้ง 2 ฉบับไปหักออกจากภาษีขายนั้นไม่ถูกต้อง บริษัท ก จะต้องแก้ไขปรับปรุงอย่างไร 


บริษัท ก ไม่มีสิทธินำ ใบกำกับภาษีซื้อที่ออกโดยไม่มีสิทธิ์ออก ตามมาตรา 86/13 แห่งประมวลรัษฎากร ไปถือเป็นภาษีซื้อ เนื่องจากเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5(5) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น บริษัทจึงต้อง

  • ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมปรับปรุงยอดซื้อที่แจ้งไว้เกิน  
  • เงินเพิ่ม 1.5%  ต่อเดือน  ตามมาตรา 89/1  แห่งประมวลรัษฎากร นับจากวันที่บริษัทยื่นภาษีซื้อเกิน (เดือนภาษี กุมภาพันธ์)  
  • เบี้ยปรับ 2 เท่า  ตามมาตรา 89(3) และ (4) แห่งประมวลรัษฎากร อย่างไรก็ตาม บริษัท ก สามารถงดเบี้ยปรับตามมาตรา 89(3) (4)  แห่งประมวลรัษฎากร   ตามข้อ 2 และข้อ 11 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.81/2542  (แบบ ภ.พ.30 ที่บริษัทนำส่งเอง ก่อนที่จะถูกเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ถือเป็นคำร้องงดเบี้ยปรับ)   ดังนั้น บริษัท ก จึงยังต้องชำระ เบี้ยปรับ 20% 


ยื่นเพิ่มเติม  

  • ยื่นแบบ ภ.พ.30 เพิ่มเติม ภาษีซื้อยื่นเกิน (ใบกำกับภาษี บริษัท ง) 

ภาษีซื้อยื่นเกิน   = 2,835

เงินเพิ่ม           = 2,835 x 1.5% x 4 เดือน = 170.10

 เบี้ยปรับ      = 2,835 x 20%  = 567

 รวม    2,835 + 170.10 +  567 = 3,572.10   ** คำนวณถึงการยื่นเพิ่มเติมภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2568*


สรุปค่าภาษี เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าปรับอาญา (กรณียื่นผิดหรือไม่ยื่น ภ.พ.30)

ลำดับ

รายการ

รายละเอียด

อ้างอิงกฎหมาย / แนวปฏิบัติ

1

ภาษีที่ต้องเสีย

คำนวณจาก ภาษีขาย - ภาษีซื้อ รายเดือน
ภาษีขาย > ภาษีซื้อ = ชำระภาษี
 ภาษีซื้อ > ภาษีขาย = เป็นเครดิตภาษี

มาตรา 82/3

2

เบี้ยปรับ (ตามลักษณะการยื่น)

2.1 กรณียื่นเพิ่มเติม (มีการยื่นแบบปกติมาก่อน)
เบี้ยปรับคิดตามช่วงเวลาชำระ:
- 1–15 วัน = 2%
- 16–30 วัน = 5%
- 31–60 วัน = 10%
- เกิน 60 วัน = 20%

 

จำนวนภาษีที่ต้องชำระ x 1 เท่า x อัตราเบี้ยปรับข้างต้น 

มาตรา 89(3)(4), ท.ป. 81/2542



2.2 ไม่เคยยื่นแบบ (ลืมหรือไม่ยื่น)
 เบี้ยปรับ = ภาษี × 2 เท่า × อัตราตามช่วงเวลาชำระ (2–20%)

มาตรา 89(2), ท.ป. 81/2542

3

เงินเพิ่ม

1.5% ต่อเดือน หรือเศษเดือน ของภาษีที่ค้าง
 นับตั้งแต่ วันพ้นกำหนดยื่นแบบ จนถึงวันชำระ
 ไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระ

มาตรา 89/1

4

ค่าปรับอาญา

กรณีไม่ยื่นแบบภายในกำหนด
 โทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท


>>เปรียบเทียบปรับโดยสรรพากร:
- ยื่นเกินไม่เกิน 7 วัน = ปรับ 300 บาท
 - เกิน 7 วัน = ปรับ 500 บาท

มาตรา 90(2), คำสั่งเปรียบเทียบปรับกรมสรรพากร

ข้อมูลอ้างอิง

คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 121/2545 ให้อำนาจลดเบี้ยปรับกับเจ้าหน้าที่สรรพากร

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.81/2542 เป็นคำสั่งให้คิดค่าปรับ กรณียื่นเพิ่มเติมและไม่ยื่นแบบ ในอัตรา 1 เท่าและ 2 เท่า 

คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.81/2542 เป็นคำสั่งให้ลดเบี้ยปรับจาก 1-2 เท่าของภาษี ให้เหลือในอัตราร้อยละ 2-20% 

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.117/2545 เป็นคำอธิบายวิธีการนับวัน 

ตัวอย่างการคำนวณเบี้ยปรับเงินเพิ่ม (ในตัวอย่างเบี้ยปรับต้อง x อัตราร้อยละ 2-20% ด้วย) 


มาตรา 86/13ห้ามมิให้บุคคลซึ่งมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนหรือมิใช่ผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษีได้ตามหมวดนี้ ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้
 บุคคลใดออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้โดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามกฎหมาย บุคคลนั้นต้องรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่มตามจำนวนที่ปรากฏในใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้นั้นเสมือนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน


มาตรา 82/5 ภาษีซื้อในกรณีดังต่อไปนี้ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3

            (5) ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีซึ่งออกโดยผู้ที่ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามส่วน 10
 
( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 17) )


มาตรา 89ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษี หรือบุคคลตามมาตรา 86/13 เสียเบี้ยปรับในกรณีและตามอัตราดังต่อไปนี้

     (3) ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดอันเป็นเหตุให้จำนวนภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษีคลาดเคลื่อนไป ให้เสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของเงินภาษีที่เสียคลาดเคลื่อนหรือที่นำส่งคลาดเคลื่อน
      (4) ยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดอันเป็นเหตุให้จำนวนภาษีขายหรือ
จำนวนภาษีซื้อในเดือนภาษีที่แสดงไว้คลาดเคลื่อนไป ให้เสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไปหรือจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินไป



มาตรา 89/1บุคคลใดไม่ชำระภาษีหรือนำส่งภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาตามบทบัญญัติในหมวดนี้ ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ
 
ในกรณีที่อธิบดีอนุมัติให้ขยายเวลาเสียภาษีตามที่กำหนดในมาตรา 3 อัฏฐ และได้มีการชำระภาษีหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้นั้น เงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งให้ลดลงเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน
 การคำนวณเงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้เริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือยื่นแบบนำส่งภาษีตามส่วน 7 จนถึงวันชำระภาษีหรือนำส่งภาษี แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง



คำสั่งกรมสรรพากร
 
ที่ ท.ป. 81/2542
 
เรื่อง หลักเกณฑ์การงดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 22 มาตรา 26 มาตรา 67 ตรี มาตรา 89 และมาตรา 91/21(6) แห่งประมวลรัษฎากร


ข้อ ให้บุคคลที่จะต้องเสียเบี้ยปรับตามมาตรา 22 มาตรา 26 มาตรา 89 หรือมาตรา 91/21(6) แห่งประมวลรัษฎากร ทำคำร้องเป็นหนังสือยื่นต่อเจ้าพนักงาน ประเมินแสดงเหตุที่ของดหรือลดเบี้ยปรับนั้น เว้นแต่กรณีอธิบดีกรมสรรพากรพิจารณาเห็น สมควรจะสั่งให้งดหรือลดเบี้ยปรับโดยไม่ต้องมีคำร้องก็ได้
                   การยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นก่อนที่เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือ แจ้งการประเมิน 
ถ้าได้รับหนังสือแจ้งการประเมินแล้ว ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการ พิจารณาอุทธรณ์ตามกฎหมายต่อไป
ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระ ภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการ หรือกรณีผู้ประกอบกิจการที่เสียภาษีธุรกิจ เฉพาะได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีธุรกิจเฉพาะพร้อมกับการยื่นแบบแสดงราย การนั้น โดยไม่ได้รับคำเตือนหรือคำเรียกตรวจสอบไต่สวนโดยตรงเป็นหนังสือ ให้ถือว่า แบบแสดงรายการดังกล่าวเป็นคำร้องตามวรรคหนึ่ง
                   คำเตือนหรือคำเรียกตรวจสอบไต่สวนโดยตรงเป็นหนังสือตามวรรคสาม หมายความถึง กรณีเจ้าพนักงานประเมินได้ตรวจพบความผิดและได้มีการบันทึกความผิดไว้ใน หนังสือหรือบันทึกข้อความแล้ว





ตอบ 5    การนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย 

คำถาม : บริษัท ก ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายหรือไม่ จะเป็นการหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งซ้ำซ้อนกับ Shopee หรือไม่


ถ้าบริษัท ก ได้แต่งตั้งให้ Shopee เป็นตัวแทนในการหักภาษี ณ ที่จ่ายตนเอง และนำส่งภาษีแทน ตาม   บริษัท ก ไม่มีหน้าที่ ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และนำส่ง ภ.ง.ด.53 อีก  เนื่องจากจะเป็นการนำส่งซ้ำซ้อนกับ Shopee


อ้างอิง ตาม ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 459)  (บริษัท ก) สามารถ แต่งตั้งให้ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย (Shopee) เป็นตัวแทนเพื่อดำเนินการหักภาษี ณ ที่จ่าย ยื่นแบบยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายแทนตน (บริษัท ก)


ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร

เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ ๔๕๙)

เรื่อง  กำหนดคุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเป็นตัวแทนหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย
 และนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย แทนผู้จ่ายเงินได้


อาศัยอำนาจตามความในวรรคสามของมาตรา ๕๐ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๒๑ อธิบดีกรมสรรพากร ให้ยกเว้นการออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ทันทีทุกครั้งที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับกรณีผู้จ่ายเงินได้หลายราย จ่ายเงินได้ให้แก่ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลรายเดียว และผู้จ่ายเงินได้ได้แต่งตั้งให้ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายนั้น เป็นตัวแทนเพื่อดำเนินการหักภาษี ณ ที่จ่าย ยื่นแบบยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายแทนตน โดยต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

            ข้อ ๑ ให้ยกเลิกความในข้อ ๑ ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ ๔๕๗) เรื่อง กำหนดคุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเป็นตัวแทนหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย แทนผู้จ่ายเงินได้ ลงวันที่ ๑๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

            “ข้อ ๑ การแต่งตั้งตัวแทนเพื่อดำเนินการหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

            (๑) ต้องมีการระบุในสัญญาอย่างชัดเจนว่า ผู้จ่ายเงินได้ตกลงให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นตัวแทนเพื่อดำเนินการหักภาษี ณ ที่จ่าย แทนผู้จ่ายเงินได้โดยให้บริษัทหรือ
ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ยื่นแบบยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย แทนผู้จ่ายเงินได้ ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของกรมสรรพากร
 (e-Filing)

(๒) สัญญาแต่งตั้งตัวแทนและมอบอำนาจให้กระทำการแทนตาม (๑) ต้องเสียอากรแสตมป์
 เป็นตัวเงินผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของกรมสรรพากรเท่านั้น

(๓) ต้องเก็บรักษาสัญญาแต่งตั้งตัวแทนและมอบอำนาจให้กระทำการแทนตาม (๑) รวมถึงหลักฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับแต่งตั้งตัวแทนนั้นไว้ ณ สำนักงานใหญ่ของผู้จ่ายเงินได้และบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน
 นิติบุคคลผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ซึ่งเป็นตัวแทนเพื่อดำเนินการหักภาษี ณ ที่จ่าย พร้อมให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบได้”

            ข้อ ๒ ให้ยกเลิกความในข้อ ๓ ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ ๔๕๗) เรื่อง กำหนดคุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเป็นตัวแทนหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย แทนผู้จ่ายเงินได้ ลงวันที่ ๑๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน 


/ “ข้อ ๓ ...



            “ข้อ ๓ เมื่อบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งเป็นผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ได้รับสิทธิเป็นตัวแทนเพื่อดำเนินการหักภาษี ณ ที่จ่าย แทนผู้จ่ายเงินได้หลายรายตามข้อ ๒ แล้ว ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในฐานะตัวแทนเพื่อดำเนินการหักภาษี ณ ที่จ่าย แทนผู้จ่ายเงินได้ มีหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) ยื่นแบบยื่นรายการภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ภ.ง.ด.๕๓ ในฐานะผู้กระทำการแทน ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของกรมสรรพากร (e-Filing) ระบบการให้บริการส่วนประกอบโปรแกรมสำหรับซอฟต์แวร์สำเร็จรูป (WHT Software Component : SWC) หรือระบบให้บริการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย สำหรับใช้งานออนไลน์ (WHT Services System : SVS) แล้วแต่กรณี และชำระภาษีผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของกรมสรรพากร (e-Filing) เท่านั้น

(๒) ในกรณีที่มีการออกใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีให้กับผู้จ่ายเงินได้ ในรูปแบบกระดาษ
หรือออกผ่านระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ให้ตัวแทนเพื่อดำเนินการหักภาษี ณ ที่จ่าย แทนผู้จ่าย
 เงินได้ระบุข้อความเพิ่มเติมในใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีโดยมีสาระสำคัญอย่างน้อย ดังต่อไปนี้

(ก) ชื่อหรือชื่อย่อของตัวแทนที่กระทำการแทนผู้จ่ายเงินได้

(ข) อัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

(ค) จำนวนเงินภาษีหัก ณ ที่จ่าย 

(ง) ข้อความที่ระบุว่าตัวแทนได้ดำเนินการหักภาษี ณ ที่จ่ายแทนผู้จ่ายเงินได้แล้ว และ
 จะดำเนินการนำส่งภาษีดังกล่าวผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของกรมสรรพากร ภายในวันที่ ๑๕ ของเดือนถัดไป”

ข้อ ๓  ให้ยกเลิกความในข้อ ๕ ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ ๔๕๗) เรื่อง กำหนดคุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเป็นตัวแทนหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย แทนผู้จ่ายเงินได้ ลงวันที่ ๑๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ข้อ ๕ กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งเป็นตัวแทนเพื่อดำเนินการหักภาษี ณ ที่จ่าย
แทนผู้จ่ายเงินได้ ก่อนประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับ และได้มีการจัดทำสัญญาแต่งตั้งตัวแทนและ
มอบอำนาจให้กระทำการแทนก่อนวันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ ให้ถือว่าสัญญานั้นเป็นไปตามเงื่อนไขตามข้อ ๑ ของประกาศนี้แล้ว ทั้งนี้ ผู้จ่ายเงินได้และบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นตัวแทน
 เพื่อดำเนินการหักภาษี ณ ที่จ่าย ยังคงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อ ๒ ข้อ ๓ และข้อ ๔ ของประกาศนี้ และต้องเก็บรักษาสัญญา รวมถึงหลักฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องไว้ ณ สำนักงานใหญ่ พร้อมให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบได้

สำหรับสัญญาแต่งตั้งตัวแทนและมอบอำนาจให้กระทำการแทนที่ได้กระทำขึ้นตั้งแต่วันที่
 ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ จะเลือกเสียอากรด้วยวิธีการปิดแสตมป์ หรือยื่นขอเสียอากรเป็นตัวเงินและชำระอากร ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา แทนการเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงินผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของกรมสรรพากรตามข้อ ๑ (๒) ก็ได้”

                                                             ประกาศ ณ วันที่  ๑  กรกฎาคม  พ.ศ. ๒๕๖๘ 


                                                                                ปิ่นสาย  สุรัสวดี

                                                                                      (นายปิ่นสาย  สุรัสวดี)

                                                                                          อธิบดีกรมสรรพากร  




อ้างอิง


เรื่อง

ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีใบกำกับภาษี

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

17/01/2003

เลขที่หนังสือ

กค 0706/พ./523

ประเภทภาษี

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 77(4), มาตรา 82/5(5), มาตรา 89(6), ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40)ฯ

ข้อหารือ

     บริษัท ช. ได้นำเข้าสินค้า (Rubber Compound SZT 5001F) และได้โอนสินค้านี้ให้กับบริษัท ต. เป็นผู้ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าต่อกรมศุลกากรเพื่อกระทำพิธีการนำเข้าสินค้าและชำระภาษีมูลค่าเพิ่มต่อเจ้าพนักงานศุลกากร ซึ่งบริษัทฯ ไม่ต้องนำมูลค่าของสินค้าที่โอนมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษีเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามข้อ 1 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.101/2543 ฯ ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543 แต่เนื่องจากการนำเข้าครั้งนี้ บริษัทฯ ได้สำรองจ่ายค่าอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมศุลกากรแทนบริษัท ต. โดยบริษัทฯ จะนำใบเสร็จรับเงินที่ออกเป็นชื่อบริษัท ต. ไปเรียกเก็บเงินจากบริษัท ต. ในภายหลัง ซึ่งตามปกติบริษัทฯ จะต้องออกใบรับตามมาตรา 105 แห่งประมวลรัษฎากร แต่ในครั้งนี้บริษัทฯ ได้ออกใบกำกับภาษีเพื่อเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากบริษัท ต. และบริษัท ต. ได้นำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีดังกล่าวไปหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว โดยมิได้นำภาษีซื้อตามใบเสร็จรับเงินของกรมศุลกากรไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม บริษัทฯ หารือว่า ถ้าบริษัท ต. ต้องการนำใบเสร็จรับเงินของกรมศุลกากรไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม บริษัทฯ จะต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 เพิ่มเติมสำหรับยอดขายที่แจ้งไว้เกิน และบริษัท ต. จะต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 เพิ่มเติมสำหรับยอดซื้อที่แจ้งไว้เกินหลังจากที่ยื่นเพิ่มเติมแล้วบริษัท ต. สามารถนำใบเสร็จรับเงินของกรมศุลกากรไปหักในการคำนวณภาษีได้ตามปกติได้หรือไม่

แนววินิจฉัย

    กรณีตามข้อเท็จจริงดังกล่าว บริษัทฯ ไม่ต้องนำมูลค่าของสินค้าที่ขายมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษีเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 79(4) แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 2(9) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40)ฯ ลงวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 80)ฯ ลงวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2541 บริษัทฯ จึงไม่ต้องออกใบกำกับภาษีเพื่อเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากบริษัท ต. เมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นตามมาตรา 78(1) แห่งประมวลรัษฎากร แต่บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องออกใบรับตามมาตรา 105 แห่งประมวลรัษฎากร หรือใบส่งของตามมาตรา 105 จัตวา แห่งประมวลรัษฎากร แล้วแต่กรณี กรณีบริษัทฯ ได้ออกใบกำกับภาษีเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากบริษัท ต. จึงเป็นการออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออกตามมาตรา 86/13 แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับสองเท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษีตามมาตรา 89(6) แห่งประมวลรัษฎากร และบริษัท ต. ไม่มีสิทธินำไปถือเป็นภาษีซื้อ ต้องห้ามตามมาตรา 82/5(5) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น บริษัท ต. จึงต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมปรับปรุงยอดซื้อที่แจ้งไว้เกินพร้อมทั้งเสียเบี้ยปรับตามมาตรา 89(3) และ (4) แห่งประมวลรัษฎากร และเงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากรและบริษัทฯ ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมปรับปรุงยอดขายที่แจ้งไว้เกิน และเนื่องจากบริษัทฯ และบริษัท ต. ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี จึงให้งดเบี้ยปรับตามมาตรา 89(3) (4) และ (6) แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่บริษัทฯ และบริษัท ต. ตามข้อ 2 และข้อ 11 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.81/2542 ฯ ลงวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 สำหรับกรณีภาษีซื้อตามใบเสร็จรับเงินของกรมศุลกากรนั้น บริษัท ต. มีสิทธินำไปถือเป็นภาษีซื้อในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร

เลขตู้

66/32199



เรื่อง

ออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออก

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 16/02/2021 - วันที่ตอบ 08/03/2021

ประเภทภาษี

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 89 (6), มาตรา 90/4 (3)แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

รบกวนสอบถามประเด็นเกี่ยวกับการขายสินค้าออกจากเขตปลอดอากร

     บริษัท A เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและมีสถานประกอบการตั้งอยู่ในเขตปลอดอากร ได้ขายสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งอยู่ในราชอาณาจักร จำนวน 250,000.00 บาท ภาษีขายจำนวน 17,500.00 บาท โดยบริษัท A ได้ยื่นกระทำพิธีการนำเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรเมื่อนำสินค้านั้นออกจากเขตปลอดอากร มูลค่าของสินค้าที่บริษัท A ขายดังกล่าวไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษี ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 40 เรื่อง กำหนดลักษณะ และเงื่อนไข ค่าตอบแทนที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษี ตามมาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ข้อ 2 (5) แต่บริษัท A ได้ออกใบกำกับภาษีขายและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม

     ดังนั้นบริษัท A จึงต้องรับผิดกรณีออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามกฎหมายตามมาตรา 86/13 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษีตามมาตรา 89 (6) แห่งประมวลรัษฎากร จำนวน 35,000 .00 บาทและมีความผิดตามมาตรา 90/4 (3) แห่งประมวลรัษฎากรต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาทใช่หรือไม่

วิสัชนา

ตามมาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 (5) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40) ฯ ลงวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2535 กำหนดลักษณะ และเงื่อนไข ค่าตอบแทนที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษี ตามมาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร

     ....“(5) มูลค่าของสินค้าที่ผู้ประกอบการในเขตปลอดอากรตามมาตรา 77/1 (21) แห่งประมวลรัษฎากร ได้ขายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียน และผู้ประกอบการในเขตปลอดอากร ดังกล่าวซึ่งเป็นผู้นำเข้าตามมาตรา 77/1(11) แห่งประมวลรัษฎากร ได้ยื่นกระทำพิธีการนำเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรเมื่อนำสินค้านั้นออกจากเขตปลอดอากรแล้ว

     .........ผู้ซื้อสินค้าตามวรรคหนึ่ง ต้องมิใช่ผู้ประกอบการในเขตปลอดอากรตามมาตรา 77/1(21) แห่งประมวลรัษฎากร หรือคลังสินค้าทัณฑ์บนตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร"

     ตามมาตรา 89 (6) แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือบุคคลที่ออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามมาตรา 86/13 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องเสียเบี้ยปรับในกรณีและตามอัตราดังนี้

     ....“(6) ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ โดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามกฎหมายตามมาตรา 86/13 ให้เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้นั้น…”

     ตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้บุคคลใดไม่ชำระภาษีหรือนำส่งภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาตามบทบัญญัติในหมวดนี้ ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ

     ตามมาตรา 90/4 (3) แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้ผู้ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้โดยไม่มีสิทธิจะออก ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท ดังนี้

     ....“(3) ผู้ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้โดยไม่มีสิทธิจะออก เอกสารดังกล่าวตามมาตรา 86/13...”

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

     กรณีตามข้อเท็จจริงข้างต้น บริษัท A ได้ออกใบกำกับภาษีขาย มูลค่า 250,000 บาทและภาษีมูลค่าเพิ่ม 17,500 บาท โดยไม่มิสิทธิออกให้กับผู้ซื้อสินค้าดังกล่าว ตามมาตรา 86/13 แห่งประมวลรัษฎากร จึงต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษีตามมาตรา 89 (6) แห่งประมวลรัษฎากร จำนวน 35,000.00 บาท และต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท ตามมาตรา 90/4 (3) แห่งประมวลรัษฎากรเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องแล้ว

     ทางด้านตรงกันข้าม ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้รับใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่มีสิทธิที่จะออกดังกล่าว ย่อมไม่มีสิทธินำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีดังกล่าวไปใช้เป็นเครดิตหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 (5) แห่งประมวลรัษฎากร

เครดิต อาจารย์ ปณิตา อลงกรณ์วรกิจ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์ "



เรื่อง

การของดหรือลดเบี้ยปรับภาษีอากร

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 07/02/2020 - วันที่ตอบ 07/02/2020

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 65 ตรี (6), มาตรา 77/2 (1), มาตรา 78 (1) มาตรา 79 (1) – (4), มาตรา 89, มาตรา 89/1, มาตรา 89 (6), มาตรา 90/4 (3) และมาตรา 90/5 แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

รบกวนปรึกษาเกี่ยวกับการของดหรือลดเบี้ยปรับภาษีอากร มาตรา 89 (6)หน่อยค่ะ
เนื่องจากบริษัทได้ถูกเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรประเมินและเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลัง
กรณีบริษัทฯนำเข้าสินค้าและได้โอนสินค้าให้บริษัท ก (ผู้ซื้อ) เป็นผู้ยื่นใบขนขาเข้าต่อกรมศุลกากร เพื่อกระทำพิธีการนำเข้าสินค้าและชำระภาษีมูลค่าเพิ่มต่อเจ้าพนักงานศุลกากร และบริษัทฯ ได้เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากบริษัท ก
ซึ่งบริษัทฯ ได้นำใบกำกับภาษีดังกล่าวไปลงรายการภาษีขายเพื่อคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมยื่น ภ.พ.30
เจ้าพนักงานกรมสรรพากร ประเมินว่า บริษัทฯ ได้นำเขาสินค้าและโอนสินค้าให้ผู้ซึ้อดำเนินพิธีการศุลกากร โดยผู้ซื้อชำระภาษีมูลค่าเพิ่มต่อเจ้าพนักงานศุลกากรแล้ว ตามมาตรา 83/8 วรรคหนึ่ง และนำสินค้ารายการเดียวกันมาออกใบกำกับภาษีเรียกเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซึ้อ ทำให้เป็นการเรียกเก็บภาษีจากผู้ซื้อซ้ำ ซึ่งใบกำกับที่บริษัท ก ไม่มีสิทธินำภาษีซื้อมาหักออกจากภาษีขายได้ ตามมาตรา 82/5 (5)
การออกใบกำกับดังกล่าวจึงเป็นการออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออกตามมาตรา 86/13
ดังนั้น ตามมาตรา 86/13 วรรคสอง บริษัทฯ ซึ่งเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออกตามกฏหมาย จึงต้องรับผิดในภาษีมูลค่าเพ่ิมตามจำนวนที่ปรากฏในใบกำกับภาษีนั้น ซึ่งบริษัทฯ ได้นำใบกำกับภาษีดังกล่าวไปลงในรายการขายเพื่อยื่น ภ.พ.30 จึงถือว่า ได้ชำระภาษีตามมาตรา 86/13 แล้ว แต่บริษัทฯ ยังต้องรับผิดเบี้ยปรับสองเท้าของจำนวนภาษีตามใบกำกับนั้น ตามมาตรา 89 (6) ซึ่งกรณีดังกล่าว บริษัทฯ ไม่มีเจตนาในการหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอันผิดต่อกฏหมาย และให้ความร่วมมือในการตรวจสอบทุกกรณี แต่ข้อผิดพลาดดังกล่าวเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ ไม่มีความรู้และขาดความเข้าใจในทางปฏิบัติค่ะ
และเมื่อวาน บริษัทฯ ได้มีการยื่นหนังสือเพื่อของดหรือลดเบี้ยปรับภาษีอากรต่อสำนักงานพื้นที่
แต่บริษัทฯ ได้รับจดหมายเพื่อเข้ารับผลการประเมินและต้องเข้าไปลงลายมือชื่อรับผิดในวันที่ 13 ก.พ. 2563 นี้ ซึ่งพนักงานประเมินได้แจ้งว่า ให้บริษัทฯ ยื่นชำระเบี้ยปรับดังกล่าวก่อนที่จะเข้ารับการประเมินเพื่อแสดงการรับผิดโดยไม่มีเจตนา
คำถาม :
      1. หลังจากที่บริษัทฯ ยื่นเอกสารของดหรือลดเบี้ยปรับแล้ว
บริษัทฯ สามารถเข้าไปลงลายมือชื่อรับการประเมินได้ใช่ไหมคะ
      2. หรือบริษัทฯ
ต้องชำระเบี้ยปรับก่อนการเข้ารับการประเมินเพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่มีเจตนาในการทำผิด

วิสัชนา

     “เบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 89 แห่งประมวลรัษฎากร ในอัตรา 1 เท่า หรือ 2 เท่า หรือร้อยละ 2 ของจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม แล้วแต่กรณี ถูกบัญญัติขึ้นเพื่อใช้เป็นบทลงโทษทางแพ่ง กรณีผู้ประกอบการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มขาดจำนวน หรือฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติหน้าที่ทางภาษีมูลค่าเพิ่ม เกี่ยวกับทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม การออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ การใช้ใบกำกับภาษีปลอม การไม่เก็บรักษาใบกำกับภาษีหรือสำเนาใบกำกับภาษี รวมทั้ง การไม่จัดทำรายงานภาษีมูลค่าเพิ่ม และการมีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ในทำนองเดียวกัน เป็นอำนาจเจ้าพนักงานประเมินในอันที่จะป้องปรามการกระทำความผิดทางภาษีมูลค่าเพิ่ม
      ในขณะที่ “เงินเพิ่ม” ภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร 
ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของจำนวนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระหรือนำส่ง ถูกบัญญัติขึ้นเพื่อใช้เป็นบทลงโทษทางแพ่ง กรณีผู้ประกอบการหรือผู้มีหน้าที่นำส่ง ได้ชำระหรือนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม แล้วแต่กรณี ล่าช้า เกินกว่ากำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด คล้ายกับดอกเบี้ยเงินเบิกเกินบัญชีธนาคารพาณิชย์
 กล่าวเฉพาะ “เบี้ยปรับ” ตามมาตรา 89 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ในอัตรา 2 เท่าของจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากการออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามกฎหมาย อาทิ การออกใบกำกับภาษีของผู้ประกอบการที่มิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือกรณีตามมาตรา 86/1 แห่งประมวลรัษฎากร หรือกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษีสำหรับกิจกรรมดังต่อไปนี้ เช่น

- กิจการที่ไม่นับรวมเป็นมูลค่าของฐานภาษี (Non VAT Base) ตามมาตรา 79 (1) – (4) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40) ลงวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2535
- กิจการที่ไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (Out of VAT Scope) รวมทั้งกิจการที่อยู่ในบับคับที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ หรือยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ
- กิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
- การออกใบกำกับภาษีสำหรับกิจกรรมที่ไม่เกิดขึ้นจริง
- การออกใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ที่มิได้ซื้อสินค้าหรือรับบริการจากตนเองอย่างแท้จริง
- การออกใบกำกับภาษีสำหรับสินค้าหรือบริการคนละชนิดกับที่ตนเองได้ขายหรือให้บริการ
- การออกใบกำกับภาษีปลอมเพื่อการทุจริต หรือโกงภาษีมูลค่าเพิ่ม
ผู้ประกอบการที่ออกใบกำกับภาษีโดยไม่มิสิทธิที่จะออกตามกฎหมาย นั้น นอกจากต้องรับผิดเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบกำกับภาษีที่ตนได้ออกตามนัยมาตรา 86/13 แห่งประมวลรัษฎากร พร้อมทั้งเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (6) แห่งประมวลรัษฎากร และเงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร แล้ว ยังต้องระวางโทษอาญาตามมาตรา 90/4 (3) และมาตรา 90/5 แห่งประมวลรัษฎากร ในโทษจำคุกตั้งแต่ 2 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 – 200,000 บาท อีกด้วย ซึ่งเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าปรับทางอาญาดังกล่าว ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (6) แห่งประมวลรัษฎากร
 ทางด้านตรงกันข้าม ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้รับใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่มีสิทธิที่จะออกดังกล่าว ย่อมไม่มีสิทธินำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีดังกล่าวไปใช้เป็นเครดิตหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 (5) แห่งประมวลรัษฎากร

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า
เกี่ยวกับประเด็นไม่รวมเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 (9) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40) ลงวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2535 นั้น เป็นกรณีที่กฎหมายต้องการที่จะขจัดความซ้ำซ้อนของการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม จากการขายสินค้าที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เป็นผู้ขานสินค้า ได้โอนสิทธิการนำเข้าสินค้าของตนให้แก่ผู้ซื้อสินค้า ซึ่งก่อให้เกิดการภาระภาษีมูลค่าเพิ่มอันเนื่องจากการนำเข้าสินค้าตามกฎหมายศุลกากร ตามมาตรา 77/1 (2) ประกอบกับมาตรา 78/2 และมาตรา 83/8 แห่งประมวลรัษฎากร และกรณีการขายสินค้าในราชอาณาจักรตามมาตรา 77/2 (1) ประกอบกับมาตรา 78 (1) แห่งประมวลรัษฎากร อธิบดีกรมสรรพากรโดยอนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร จึงออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40) ลงวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2535 แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 80) ลงวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2541 ข้อ 2 (9) เพื่อทอนภาระความซ้ำซ้อนในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มครั้งที่สองที่อยู่ในอำนาจการจัดเก็บของกรมสรรพากรลง โดยให้ถือเป็นกิจการที่ไม่นับรวมเป็นมูลค่าของฐานภาษีของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เป็นผู้ขายสินค้านั้นในราชอาณาจักรสำหรับสินค้าที่นำเข้าซึ่งได้โอนสิทธิการนำเข้าไปให้แก่ผู้ซื้อสินค้าแล้วดังกล่าว
แต่อนิจจา!!! ความปรารถนาดีของอธิบดีกรมสรรพากร กลับกลายมาเป็นแส้ที่หวดลงบนหลังของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เป็นผู้ขายสินค้านั้นในราชอาณาจักรสำหรับสินค้าที่นำเข้าซึ่งได้โอนสิทธิการนำเข้าไปให้แก่ผู้ซื้อสินค้าแล้ว เพราะเหตุของการไม่เข้าใจข้อกฎหมาย ด้วยปรารถนาที่จะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามหน้าที่แห่งตน ซึ่งหาได้เกิดจากการจงใจเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงภาษีอากรดังกรณีอื่นของการออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามกฎหมาย
เบี้ยปรับตามมาตรา 89 (6) แห่งประมวลรัษฎากร นั้น เป็นอำนาจของอธิบดีกรมสรรพากรหรือผู้ที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบหมายเท่านั้น จะพิจารณาลดหรืองดให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ ลำพังเจ้าพนักางานประเมินที่ทำการตรวจสอบภาษีมูลค่าเพิ่มไม่มีอำนาจที่ลดหรืองดให้แต่อย่างใด เพียงแต่เป็นผู้เสนอความเห็นเบื้องต้นต่ออธิบดีกรมสรรพากรหรือผู้ที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบหมายเท่านั้น (ซึ่งถือว่าสำคัญมากประการหนึ่ง!!!)
ความผิดในกรณีนี้ หากพิจารณาด้วยใจเป็นธรรมแล้ว อธิบดีกรมสรรพากรหรือผู้ที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบหมายพึงต้องพิจารณา “งดเบี้ยปรับ” ให้แก่ผู้ประกอบการแต่เพียงสถานเดียวเท่านั้น เนื่องจากด้วยเหตุผลดังกล่าว ประกอบกับบริษัทฯ ไม่มีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงภาษีมูลคาเพิ่ม ข้อผิดพลาดดังกล่าวเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ ไม่มีความรู้และขาดความเข้าใจในทางปฏิบัติ และได้ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบด้วยดีในทุกกรณี
 ดังนั้น เมื่อบริษัทฯ ได้ทำคำร้องของดหรือลดเบี้ยปรับต่ออธิบดีกรมสรรพากรแล้ว จึงพึงต้องรอผลการพิจารณาของท่าน ไม่พึงต้องแสดงความจริงใจที่จะชำระเบี้ยปรับ 20% ของจำนวนเบี้ยปรับ เพราะเจ้าพนักงานรับแบบแสดงรายการไม่มีอำนาจพิจารณาลดเบี้บปรับกรณีดังกล่าวตามมาตรา 89 วรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร แต่อย่างใด

คุณ Somchai Somkool ได้แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า
กรณีการโอนสิทธิให้ผู้ซื้อนำเข้า จะถือเป็นการขายสินค้าที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษี ตามประกาศ vat (ฉบับที่ 40) ประกอบกับคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 101/2543
ผู้ขายจะต้องมีสำเนาใบเสร็จรับเงินของกรมศุลกากรที่ผู้ซื้อได้เสียภาษีตอนนำเข้าไว้แล้ว
ถ้าสำเนาใบเสร็จนั้น “หาย” หรือผู้ซื้อไม่ยอมให้มา
บริษัทฯ ก็มีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีเรียกเก็บในอัตรา 7.0 ตามปกติ ของการขายสินค้าในราชอาณาจักร
 เพราะฉะนั้น คุณ js ลองกลับไป “ดูดีๆ” ว่าสำเนาใบเสร็จยังมีอยู่หรือปล่าวครับ

สุเทพ พงษ์พิทักษ์
ตามข้อ 1. ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 101/2543 เรื่อง ค่าตอบแทนที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติมดังนี้
      ”ข้อ 1การขายสินค้าที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ต้องนำมูลค่าของ สินค้าที่ขายมารวมคำนวณเป็น มูลค่าของฐานภาษีเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม มาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขดังนี้
(1) ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เป็น ผู้ขายต้องเป็นผู้ประกอบการ จดทะเบียนที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ ตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร
(2) ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ขายสินค้าที่ ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ให้แก่ผู้ซื้อในประเทศ
(3) ผู้ซื้อซึ่งนำเข้าสินค้าได้มีการชำระ ภาษีมูลค่าเพิ่มต่อเจ้าพนักงานศุลกากร ตามมาตรา 83/8 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว
(4) ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ขายสินค้า จะต้องมีหลักฐานสำเนาใบเสร็จ รับเงินของกรมศุลกากรที่ออกให้ผู้ ซื้อเก็บรักษาไว้พร้อมที่จะให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบ
ผู้ประกอบการจดทะเบียนตามวรรคหนึ่งไม่ต้องออก ใบกำกับภาษีเพื่อเรียก เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อเมื่อความ รับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นตามมาตรา 78 (1) แห่งประมวลรัษฎากร แต่มีหน้าที่ต้องออกใบรับตามมาตรา 105 หรือใบส่งของ ตามมาตรา 105 จัตวา แห่งประมวลรัษฎากร แล้วแต่กรณี”
 ขอบคุณคุณSomchai Somkool ในความเห็นเพิ่มเติมที่เป็นประโยชน์อย่างมากนะครับ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ