เกี่ยวกับการแจ้งเปลี่ยนแปลงรายการในทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม 1. การแจ้งหยุดประกอบกิจการชั่วคราวเป็นเวลาติดต่อกันเกินกว่า 30 วัน ตามมาตรา 85/12 แห่งประมวลรัษฎากร โดยให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประสงค์จะหยุดประกอบกิจการชั่วคราวเป็นเวลาติดต่อกันเกินกว่าสามสิบวัน แจ้งการหยุดประกอบกิจการชั่วคราว ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ ภายในสิบห้าวันนับจากวันที่หยุดประกอบกิจการชั่วคราว
2. กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นแจ้งเลิกกิจการพร้อมกับคืนใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ ตามมาตรา 85/15 แห่งประมวลรัษฎากร การเลิกประกอบกิจการตามวรรคหนึ่ง หมายถึง การเลิกประกอบกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
3. กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียน ซึ่งกิจการของตนมีมูลค่าของฐานภาษีต่ำกว่ามูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาณ (ฉบับที่ 432) พ.ศ. 2548 เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าสามปี มีสิทธิยื่นแบบ ภ.พ.09 ขอให้อธิบดีกรมสรรพากรสั่งถอนทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ ตามมาตรา 85/10 แห่งประมวลรัษฎากร
ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า 1. กรณีโรงงานได้หยุดทำการผลิตสินค้าเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2565 และโรงงานได้เลิกจ้างพนักงานค่ะ หลังจากนั้นจนถึงปัจจุบัน หากกิจการประสงค์ที่จะแจ้งเลิกประกอบกิจการตามมาตรา 85/15 แห่งประมวลรัษฎากร กิจการก็ไม่ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 แบบเปล่าทุกเดือน ไปจนครบ 3 ปี แล้วจึงยื่นแบบ ภ.พ.09 แจ้งต่ออธิบดีสรรพากรเพื่อเลิกกิจการ แต่อย่างใด ให้ยื่นแบบ ภ.พ.09 เพื่อแจ้งเลิกกิจการได้ทันที่ แต่กิจการก็ไม่ผิดหากจะรอจนครบ 3 ปี แล้วค่อยแจ้งเลิกประกอบกิจการภาษีมูลค่าเพิ่ม
2. เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2565 โรงงานได้ขายเครื่องจักรทั้งหมดในโรงงาน ก็บันทึกตามระบบบัญชี เช่นนี้ ก็ไม่ถือว่ามีความผิดใดๆ ที่ขายเครื่องจักรทรัพย์สินทั้งหมด โดยไม่แจ้งปิดกิจการก่อน เพราะกิจการไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม การที่กิจการไม่แจ้งการหยุดประกอบการชั่วคราวเกินกว่า 30 วัน ตามมาตรา 85/12 แห่งประมวลรัษฎากร ก็อาจต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท ตามมาตรา 90 (10) แห่งประมวลรัษฎากร แต่มีอายุความดำเนินคดีเพียง 1 ปี เท่านั้น
3. ต่อมาเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2566 โรงงานได้ขายที่ดินที่เป็นที่ตั้งของโรงงาน พอได้เงินมาส่วนนึงก็จ่ายคืนเจ้าหนี้เงินยืมกรรมการ แล้วเงินสดส่วนที่เหลือจะทำเป็นให้กรรมการยืมเป็นลูกหนี้เงินยืมกรรมการ คิดดอกเบี้ยร้อยละ 25 สตางค์/ปี นั้น ในทางบัญชีกระทำได้ แต่ในทางภาษีอากรต้องพิจารณาเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำธนาคารพาณิชย์ ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน หากเป็นอัตราที่ไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำธนาคารพาณิชย์ ก็เป็นอันจบประเด็น ทั้งนี้ (1) หากกระทำสัญญาเงินกู้ บริษัทฯ ก็พึงต้องเสียอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาท ต่อทุกจำนวนเงินกู้ 2,000 บาท และเศษของ 2,000 บาท (2) การให้กู้ยืมเงินแก่กรรมการเข้าลักษณะเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยื่ยงธนาคารพาณิชย์ บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องนำรายรับดอกเบี้ยไปยื่นแบบ ภ.ธ.40 เพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในอัตรา 3.3% ของรายรับ ในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่ได้รับดอกเบี้ย โดยไม่ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ
4. กิจการไม่ต้องรอยื่นแบบ ภ.พ.30 ให้ครบ 3 ปี กรณีขอเพิกถอนทะเบียน ตามมาตรา 85/10 แห่งประมวลรัษฎากร แต่อย่างใด ตามข้อ 1. ข้างต้น
อาจารย์ Nu Phudit **แฟนตัวยง** ขอแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมครับอาจารย์ ตามข้อ 2. ”โรงงานได้ขายเครื่องจักรทั้งหมดในโรงงาน ก็บันทึกตามระบบบัญชี” ในส่วนนี้ผมเข้าใจประโยคดังกล่าวนี้ว่า ผู้ถามจะบันทึกบัญชีขายตามมูลค่ายอดคงเหลือของเครื่องจักรในทางบัญชีเท่านั้น ซึ่งหากเป็นดังที่คาดไว้ กิจการอาจมีประเด็นในเรื่องราคาขายเครื่องจักรซึ่งต้องถือตามราคาตลาด ณ เวลาที่ขายในขณะนั้น จึงขอแสดงความเห็นเพิ่มเติมในกรณีนี้ว่า ให้พึงระวัง เพราะกิจการอาจถูกเจ้าพนักงานประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล VAT ขาย และเบี้ยปรับเงินเพิ่มได้อีกคราวหนึ่ง
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์ " |