FB CPA Solution ดร.สมศักดิ์ ประถมศรีเมฆ

10 ข้อผิดพลาดเกี่ยวกับ TFRS 2: การจ่ายโดยใช้หุ้นเป็นเกณฑ์ (Share-based Payment)
| เรื่อง | 10 ข้อผิดพลาดเกี่ยวกับ TFRS 2: การจ่ายโดยใช้หุ้นเป็นเกณฑ์ (Share-based Payment) |
| แหล่งที่มา | FB CPA Solution ดร.สมศักดิ์ ประถมศรีเมฆ |
| วันที่ | |
| ประเภทภาษี | |
| ข้อกฎหมาย | |
| คำถาม | 10 ข้อผิดพลาดเกี่ยวกับ TFRS 2: การจ่ายโดยใช้หุ้นเป็นเกณฑ์ (Share-based Payment) |
| คำตอบ | พี่น้อง AC2 10 ข้อผิดพลาดเกี่ยวกับ TFRS 2: การจ่ายโดยใช้หุ้นเป็นเกณฑ์ (Share-based Payment) เผื่อจะเป็นประโยชน์กับการสอบสัก 1-5 คะแนนครับ ________________________________________ 1. ใช้ราคาหุ้น ณ วันรับบริการมาคำนวณมูลค่าสิทธิ - ตัวอย่าง: บริษัทให้สิทธิซื้อหุ้นแก่พนักงานวันที่ 1 ม.ค. 20X1 โดยสิทธิแต่ละหน่วยมีมูลค่ายุติธรรม 50 บาท → ต้องใช้ราคา 50 บาทนี้ตลอด แม้ปีถัดมาราคาหุ้นจะเปลี่ยนไปก็ตาม ________________________________________ 2. บันทึกมูลค่าสิทธิทั้งหมดเป็นค่าใช้จ่ายทันทีในปีแรก - สิ่งที่ถูก: กระจายค่าใช้จ่ายตลอด ช่วงรอการได้รับสิทธิ (Vesting Period) - ตัวอย่าง: หากเงื่อนไขคือ “พนักงานต้องทำงานครบ 3 ปี” → ต้องรับรู้ค่าใช้จ่ายปีละ 1/3 ตลอด 3 ปี ________________________________________ 3. พนักงานลาออกกลางทาง ยังบันทึกค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง - สิ่งที่ถูก: ถ้าพนักงาน ไม่ได้รับสิทธิจริง (Forfeiture) เช่นลาออกก่อนครบเงื่อนไข → ต้อง กลับรายการ (Reversal) ค่าใช้จ่ายที่เคยรับรู้ - ตัวอย่าง: พนักงานลาออกปีที่ 2 จากระยะเวลารอ 3 ปี → ต้องลบค่าใช้จ่ายที่รับรู้ไปในปี 1 ออกทั้งหมด ________________________________________ 4. ใช้ราคาหุ้นสิ้นงวดมาอัปเดตทุกปี (Equity-settled) - สิ่งที่ถูก: แบบ ชำระด้วยหุ้น (Equity-settled) ใช้ราคาวันให้สิทธิ (Grant Date) เท่านั้น ไม่เปลี่ยนในภายหลัง - ตัวอย่าง: ปี 1 ราคาสิทธิ 60 บาท แม้ปี 2 ราคาหุ้นขึ้นเป็น 100 บาท → ก็ยังใช้ 60 บาทในการคำนวณเสมอ ________________________________________ 5. จ่ายเป็นเงินสด (Cash-settled) แต่ใช้วิธีคิดแบบจ่ายเป็นหุ้น - สิ่งที่ถูก: แบบ จ่ายเป็นเงินสด (Cash-settled) ต้องวัดมูลค่าใหม่ทุกงวดตามราคาหุ้น (Mark to Market) - ตัวอย่าง: บริษัทให้เงินสดตามราคาหุ้น → หากราคาหุ้นเพิ่มจาก 40 → 60 บาทในปีถัดมา → ต้องปรับมูลค่าหนี้สินและบันทึกส่วนเพิ่มเข้า P/L ________________________________________ 6. ไม่มีเงื่อนไขอะไรเลย ก็ไม่ต้องรับรู้ค่าใช้จ่าย - สิ่งที่ถูก: ถ้าไม่มี เงื่อนไขการให้สิทธิ (Non-vesting condition) → ต้องรับรู้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดทันที - ตัวอย่าง: ให้หุ้นฟรีแก่พนักงาน ไม่ต้องทำงานต่อ ไม่ต้องอยู่ครบ → ต้องรับรู้ค่าใช้จ่าย 100% ในวันแรก ________________________________________ 7. พนักงานลาออก แต่ไม่กลับรายการของปีก่อน - สิ่งที่ถูก: หากพนักงาน ลาออกก่อนครบช่วงรอ (Vesting Period) → ต้อง กลับรายการ (Reverse) ค่าใช้จ่ายที่เคยบันทึกไว้ แม้ว่าสิทธินั้นจะมี เงื่อนไขราคาหุ้น (Market condition) ก็ตาม ส่วนในกรณีที่ พนักงานอยู่ครบ แต่ไม่ถึงเป้าหมายราคาหุ้น → ไม่ต้อง reverse ________________________________________ กรณีที่ 1: Performance condition + ลาออก สิทธิจะให้หากพนักงานทำยอดขายถึง 5 ล้านบาทใน 3 ปี แต่พนักงานลาออกในปีที่ 2 → ต้อง reverse ค่าใช้จ่าย เพราะพนักงานไม่ได้อยู่ครบระยะเวลาที่กำหนด (ไม่ vest) ________________________________________ กรณีที่ 2: Market condition + ลาออก สิทธิจะให้หากราคาหุ้นเฉลี่ยเกิน 200 บาทใน 3 ปี แต่พนักงานลาออกในปีที่ 2 → ต้อง reverse ค่าใช้จ่าย เพราะลาออกก่อนครบ vesting period ทำให้สิทธิไม่ vest โดยไม่เกี่ยวกับ market condition ________________________________________ กรณีที่ 3: Market condition + อยู่ครบแต่ราคาหุ้นไม่ถึงเป้า พนักงานอยู่ครบ 3 ปี แต่ราคาหุ้นเฉลี่ยไม่ถึง 200 บาทตามเงื่อนไข → ไม่ต้อง reverse เพราะ market condition ถูกประเมินและรวมไว้ในมูลค่าแล้วตั้งแต่วันให้สิทธิ (Grant Date) ________________________________________ 8. ให้สิทธิซื้อหุ้นในราคาตลาด จึงไม่ต้องรับรู้ค่าใช้จ่าย - สิ่งที่ถูก: แม้ราคาจะเท่าตลาด แต่หากมี ข้อได้เปรียบแอบแฝง (Implied Benefit) → ต้องประเมินมูลค่าและรับรู้ - ตัวอย่าง: ให้สิทธิซื้อหุ้นราคา 100 บาท (ราคาตลาด) แต่พนักงานไม่ต้องจ่ายเงินจนกว่าจะขาย → ถือว่าได้รับประโยชน์ ต้องคำนวณมูลค่าผลตอบแทนเพื่อบันทึกเป็นค่าใช้จ่าย ________________________________________ 9. แก้เงื่อนไขให้พนักงานได้สิทธิง่ายขึ้น ไม่ต้องบันทึกเพิ่ม - สิ่งที่ถูก: หากมีการ เปลี่ยนแปลงเงื่อนไข (Modification) ที่เอื้อประโยชน์เพิ่มขึ้น เช่น ลดระยะเวลา → ต้องคำนวณมูลค่าใหม่ และรับรู้ค่าใช้จ่ายเพิ่ม - ตัวอย่าง: จากเดิมต้องอยู่ครบ 3 ปี → เปลี่ยนให้ครบ 1 ปี ก็ได้รับสิทธิ → ต้องประเมินมูลค่าที่เพิ่มขึ้น และรับรู้เข้า P/L ทันทีในปีที่แก้ไข ________________________________________ 10. ถ้ากำหนดให้สิทธิขึ้นอยู่กับราคาหุ้น (Market Condition) → ยังไม่ต้องรับรู้ค่าใช้จ่ายจนกว่าจะถึงเป้า - สิ่งที่ถูก: Market condition ต้องนำมาประเมินมูลค่าและรับรู้ตั้งแต่วันให้สิทธิ แม้ภายหลังจะไม่ถึงเป้าก็ยังไม่ต้อง reverse - ตัวอย่าง: บริษัทให้สิทธิกับพนักงาน หากราคาหุ้นเฉลี่ย 30 วันสุดท้ายเกิน 150 บาท → ต้องประเมินโอกาสเกิดและรวมไว้ในมูลค่าสิทธิ ณ วันให้สิทธิ (Grant Date) → แม้ราคาสุดท้ายจะไม่ถึง 150 บาท แต่ถ้าพนักงานอยู่ครบเงื่อนไขอื่น ก็ยังต้องรับรู้ค่าใช้จ่ายตามเดิมและไม่มีการ reverse ค่าใช้จ่ายทิ้ง ________________________________________ TFRS ยากเพราะรายละเอียดมันเยอะ รายละเอียดเล็ก ๆ อย่าง “market condition reverse หรือไม่” ก็อาจทำให้เราพลาดทั้งข้อได้ และนั่นคือเหตุผลที่เราอยากเป็นผู้ช่วยของคุณในการเตรียมสอบครั้งนี้ เพราะการสอบ CPA วิชาการบัญชี 1 และ 2 ไม่ใช่แค่การเข้าใจภาพใหญ่... แต่มันคือ การแม่นใน micro detail ของมาตรฐาน TFRS แต่ละฉบับ ที่คนออกข้อสอบเขาตั้งใจวัด ถ้าคุณรู้สึกว่า • อ่านเองแล้วจับทางไม่ได้ • จำได้แต่ใช้ไม่ถูก • หรือไม่มั่นใจว่าเข้าใจ "ถูกต้องจริงไหม" เราขอชวนคุณมาเรียนกับเรา คอร์สติวสอบ CPA AC1 – AC2 จาก CPA Solution ที่ปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับมาตรฐาน TFRS ล่าสุด พร้อมอธิบายแบบ “ตรงจุด” ว่าอะไรที่มักออก อะไรที่มักผิด และอะไรที่คนมักเข้าใจคลาดเคลื่อน เรียนออนไลน์ได้ เรียนซ้ำได้ พร้อมหนังสือประกอบที่สรุปให้ถึงระดับจุดวาง debit-credit ไม่ต้องจำแบบท่อง ต้องจำแบบ “เข้าใจอย่างเฉียบคม” สมัครหรือติดต่อสอบถามได้ที่ Line: @cpasolution หรืออินบ็อกซ์ Facebook: CPA Solution หรือ www.cpasolution.biz คุณจะได้ไม่ต้องเดินลำพังในดง TFRS อีกต่อไป มาทำให้เป็นเรื่องง่ายด้วยบริการของ Tax-EZ สนใจสมัครสมาชิกเพื่อรับสิทธิพิเศษ คลิกที่นี่ ติดตามข่าวสารของ Tax-EZ ได้ทาง Website : tax-ez.info , Facebook Page : Tax-EZ ติดตาม FB เพจที่ให้ความรู้ทางด้านบัญชีกับ FB CPA Solution ดร.สมศักดิ์ ประถมศรีเมฆ คลิ๊ก ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB CPA Solution ดร.สมศักดิ์ ประถมศรีเมฆ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาแบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ |