Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

บริษัท A เปิดกิจการให้บริการสอนโยคะ ได้มีการขายคอร์สสปาของบริษัท B คู่กัน (Cross-Sales ระหว่างนิติบุคคล)


เรื่อง บริษัท A เปิดกิจการให้บริการสอนโยคะ ได้มีการขายคอร์สสปาของบริษัท B คู่กัน (Cross-Sales ระหว่างนิติบุคคล)
แหล่งที่มา Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วันที่ วันที่ถาม 02/08/2024 - วันที่ตอบ 12/08/2024
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย -
ปุจฉา
เกี่ยวกับการ Cross-Sales ระหว่างนิติบุคคลค่ะ
    กรณีที่บริษัท A เปิดกิจการให้บริการสอนโยคะ ได้มีการขายคอร์สสมาชิกรายเดือนให้กับลูกค้าเป็นปรกติเดือนละ 1,500 บาท แต่มีโปรโมชั่นโดยหากลูกค้าสนใจจะรับบริการสปาด้วย ซึ่งเป็นกิจการของอีกนิติบุคคลหนึ่ง หรือบริษัท B ที่เช่าสถานที่อยู่ภายในอาคารเดียวกัน แต่แยกกันประกอบกิจการชัดเจน โดยที่บริษัท A ถือหุ้นในบริษัท B ด้วย 51% ลูกค้าจะชำระค่าบริการเพิ่มอีกเพียง 1,000 บาท เป็นเดือนละ 2,500 บาท ซึ่งถ้าหากลูกค้าซื้อคอร์สแยกกันระหว่างโยคะกับสปา จะต้องจ่ายในราคา 3,000 บาทต่อเดือน โดยที่บริษัท A จะรับเงินแทนบริษัท B ก่อน และออกเอกสารหลักฐานใบเสร็จรับเงิน, ใบกำกับภาษีแยกกันระหว่างโยคะและสปา และชำระคืนส่วนต่าง 1,000 บาท ให้กับบริษัท B เต็มจำนวน โดยไม่มีการชาร์จค่าบริการเพิ่มเติม
ขอเรียนสอบถามอาจารย์ ดังนี้ค่ะ
1. ค่าบริการส่วนที่บริษัท A รับเงินแทน B ก่อน 1,000 บาท จะไม่ถือเป็นรายได้ของบริษัท A ที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนที่มีการรับเงิน ใช่หรือไม่คะ

2. หากกรณีที่ไม่สามารถออกหลักฐานการรับเงินแยกกันได้ จำเป็นต้องออกรวมในนามบริษัทใดบริษัทหนึ่งไปก่อน แต่มีการชำระคืนค่าบริการที่รับมาแทนเต็มจำนวนเหมือนเดิมโดยไม่มีการชาร์จค่าบริการอื่น ๆ เพิ่มเติม ยังคงไม่ถือเป็นรายได้ของบริษัทที่รับเงินแทนได้หรือไม่คะ

3. ค่าบริการส่วนที่บริษัท A รับแทนบริษัท B บริษัท B จะต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนที่ได้รับเงินจากบริษัท A หรือมีการให้บริการแก่ลูกค้าเสร็จสิ้น แล้วแต่ว่าเหตุการณ์ใดจะขึ้นก่อนใช่หรือไม่คะ

4. หากทางภาษีพิจารณาเป็นรายได้ของบริษัท A ก่อน ซึ่งจะต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนที่มีการรับชำระค่าบริการหรือมีการรับเงินล่วงหน้า เมื่อบริษัท A ชำระเงินคืนให้แก่บริษัท B จะต้องถือเป็นต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายของบริษัท A แทนใช่หรือไม่คะ ซึ่งต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย (หากมี) ตามอัตราที่กำหนดเสมือนเป็นการจ้างบริษัท B ให้บริการสปาแก่ลูกค้าของบริษัท A ใช่หรือไม่คะ
วิสัชนา
1. กรมสรรพากได้วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับกิจการค้าร่วม (Consortium) ตามหนังสือตอบข้อหารือเลขที่ กค 0702/8522 เรื่อง ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการประกอบกิจการร่วมกัน ลงวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ดังนี้ 
    “กรณีบริษัทฯ กับ A. และ O. ได้ทำสัญญาความร่วมมือระหว่างบริษัทค้าร่วม (Consortium Agreement) เพื่อวัตถุประสงค์ในการเข้าทำสัญญาเช่าระบบฯ ในฐานะผู้ให้เช่ากับ ศ. ในฐานะผู้เช่า โดยตกลงแบ่งแยกหน้าที่ความรับผิดชอบ แบ่งแยกงาน และแบ่งแยกค่าตอบแทนระหว่างบริษัทค้าร่วมไว้ อย่างชัดเจนตามที่ปรากฏใน Consortium Agreement ซึ่งเป็นไปตามคุณสมบัติ ของผู้เสนอราคาที่ ศ. กำหนดให้เป็น Consortium ได้เมื่อบริษัทค้าร่วมทั้งสามไม่ได้ร่วมทุนกัน ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สิน แรงงานหรือเทคโนโลยี และไม่มีการแบ่งปันผลกำไร หรือขาดทุนในระหว่างสมาชิกบริษัทค้าร่วม แม้ว่าหนังสือแต่งตั้งตัวแทนระหว่างบริษัทค้าร่วมจะกำหนดให้บริษัทค้าร่วมทั้งสามต้องร่วมรับผิดชอบอย่างลูกหนี้ร่วมต่อ ศ. ก็ตาม แต่ความรับผิดนั้นย่อมเป็นไปตามที่ระบุไว้ใน Consortium Agreement เมื่อบริษัทค้าร่วมแต่ละแห่งได้เรียกเก็บค่าบริการตามส่วนของการให้บริการของตน ซึ่งแยกต่างหากจากบริษัทค้าร่วมอื่น และ ศ. ผู้จ่ายเงิน ได้หักภาษี ณ ที่จ่าย พร้อมทั้งออกหนังสือรับรอง การหักภาษี ณ ที่จ่ายแยกเป็นแต่ละบริษัท ดังที่ปรากฏในเอกสารรายละเอียดการออก ใบกำกับภาษี ตัวอย่างใบกำกับภาษีของบริษัทฯ และของ A. ตลอดจนหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ที่ ศ. ออกให้แก่บริษัทฯ และ A. กรณีดังกล่าว ถือได้ว่า การเข้าร่วมกันของบริษัทค้าร่วมไม่เข้าลักษณะของกิจการร่วมค้า (Joint Venture) ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น บริษัทแต่ละรายจึงต้องแยกกันยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล” 

2. “กิจการค้าร่วม (Consortium) คือ การประกอบธุรกิจที่มีลักษณะของการร่วมกันขององค์กรธุรกิจตั้งแต่สององค์กรขึ้นไป เพื่อดำเนินกิจการหนึ่งด้วยวัตถุประสงค์ คือ เข้าร่วมกันเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงตามแผนธุรกิจ แต่ละฝ่ายจะใช้ความสามารถและความชำนาญในการทำงางานในส่วนที่ตนรับผิดชอบให้สำเร็จตามโครงการ และมีการแบ่งแยกการทำงานไว้อย่างชัดเจน โดยต่างฝ่ายต่างออกใบแจ้งหนี้และใบเสร็จรับเงินเฉพาะของบริษัทตนสัญญากิจการค้าร่วมเป็นเพียงการลงนามร่วมกันในการทำสัญญากับเจ้าของโครงการเท่านั้น เพราะแต่ละฝ่ายจะรับผิดชอบเฉพาะในส่วนของตนไม่มีการร่วมหรือแบ่งบ่งปันผลกำไรหรือขาดทุนระหว่างกัน เมื่องานเสร็จสิ้นแล้ว ก็จะยุติลงเหมือนกับกิจการร่วมค้าประโยชน์ของกิจการค้าร่วม คือ ผู้ประกอบการจะสามารถคำนวณหรือประเมินความสามารถของตนในการรับงานในแต่ละส่วนได้ และจะรับผิดชอบเฉพาะส่วนงานของตนเองเท่านั้น ตัวอย่างของกิจการค้าร่วม เช่น ร่วมทำสัญญากัญญากับหน่วยงานรัฐในการขายและพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์โดยใช้ชื่อ "กิจการร่วมค้า AB" หรือ "คอนเซอร์เดียม AB" ซึ่งบริษัท A รับผิดชอบในการขายอุปกรณ์ ส่วนบริษัท B รับผิดชอบในการติดตั้งระบบ เมื่อปรากฏว่าเกิดความเสียหายจากการพัฒนาระบบบจนไม่สามารถใช้งานได้อันมิใช่เกิดจากอุปกรณ์ ดังนั้น บริษัท B จึงต้องเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว Consortium จะมีลักษณะแตกต่างจาก Joint Venture กล่าวคือ สมาชิกของ Consortium นั้นจะมีการแบ่งแยกงานและเงินที่สมาชิกแต่ละคนจะได้รับจากเจ้าของโครงการ จะมีการร่วมกันก็เพียงแต่มาลงมในสัญญาฉบับเดียวกันที่ทำกับเจ้าของโครงการเท่านั้นเอง โดย Consortium นั้น ไม่ได้เป็นหน่วยภาษีแยกต่างหากจากผู้เป็นสมาชิกของ Consortium
      Consortium นั้น สมาชิกแต่ละคนจะได้รับเงินในส่วนของงานที่ตนทำ จะกำไรหรือขาดทุนก็เป็นเรื่องของตน ไม่มีการไปรวมกับกำไรหรือขาดทุนของสมาชิก Consortium รายอื่น และสมาชิก Consortium แต่ละรายก็จะเสียภาษีโดยยื่นแบบแสดงรายการชำระภาษีของตนแยกแต่ละรายได้”

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า 
    กรณีตามข้อเท็จจริง กรณีที่บริษัท A เปิดกิจการให้บริการสอนโยคะ ได้มีการขายคอร์สสมาชิกรายเดือนให้กับลูกค้าเป็นปรกติเดือนละ 1,500 บาท แต่มีโปรโมชั่น โดยหากลูกค้าสนใจจะรับบริการสปาด้วย ซึ่งเป็นกิจการของอีกนิติบุคคลหนึ่ง หรือบริษัท B ที่เช่าสถานที่อยู่ภายในอาคารเดียวกัน แต่แยกกันประกอบกิจการชัดเจน โดยที่บริษัท A ถือหุ้นในบริษัท B ด้วย 51% ลูกค้าจะชำระค่าบริการเพิ่มอีกเพียง 1,000 บาท เป็นเดือนละ 2,500 บาท ซึ่งถ้าหากลูกค้าซื้อคอร์สแยกกันระหว่างโยคะ กับสปา จะต้องจ่ายในราคา 3,000 บาทต่อเดือน โดยที่บริษัท A จะรับเงินแทนบริษัท B ก่อน และออกเอกสารหลักฐานใบเสร็จรับเงิน, ใบกำกับภาษีแยกกันระหว่างโยคะ และสปา และชำระคืนส่วนต่าง 1,000 บาท ให้กับบริษัท B เต็มจำนวน โดยไม่มีการชาร์จค่าบริการเพิ่มเติม นั้น บริษัท A และบริษัท B พึงต้องทำสัญญาความร่วมมือระหว่างบริษัทค้าร่วม (Consortium Agreement) กำหนดวัตถุประสงค์ในการเข้าทำสัญญาให้บริการสอนโยคะ และคอร์สสปา ในฐานะผู้ให้บริการทั้งสองดังกล่าว กับลูกค้าแต่ละราย ในฐานะผู้รับบริการ โดยตกลงแบ่งแยกหน้าที่ความรับผิดชอบ แบ่งแยกงาน และแบ่งแยกค่าตอบแทนระหว่างบริษัทค้าร่วมไว้ อย่างชัดเจนตามที่ปรากฏใน Consortium Agreement ตามแนวทางปฏิบัติของกรมสรรพากรดังกล่าวข้างต้น เช่นนี้
1. ค่าบริการส่วนที่ บริษัท A รับเงินแทน B ก่อน 1,000 บาท จะไม่ถือเป็นรายได้ของบริษัท A ที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนที่มีการรับเงิน ถูกต้องแล้วครับ

2. กรณีที่ไม่สามารถออกหลักฐานการรับเงินแยกกันได้ จำเป็นต้องออกรวมในนามบริษัทใดบริษัทหนึ่งไปก่อน ก็ให้ระบุในหลักฐานการรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อว่า รับเงินแทนบริษัท B เมื่อมีการชำระคืนค่าบริการที่รับมาแทนเต็มจำนวนเหมือนเดิมโดยไม่มีการชาร์จค่าบริการอื่น ๆ เพิ่มเติม ยังคงไม่ถือเป็นรายได้ของบริษัทที่รับเงินแทนได้ โดยต้องการความชัดแจ้งของ Consortium Agreement

3. ค่าบริการส่วนที่บริษัท A รับแทนบริษัท B บริษัท B จะต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนที่ได้รับเงินจากบริษัท A  

4. ในทางภาษีไม่เกิดกรณีหากมีความชัดเจนใน Consortium Agreement จึงไม่มีประเด็นต้องพิจารณา



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ 

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ