ตามข้อ 8 (3) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 89) เรื่อง กำหนดแบบหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไข เกี่ยวกับการจัดทำรายงาน การลงรายการในรายงาน การเก็บใบกำกับภาษีและเอกสารหลักฐานอื่นที่ใช้ประกอบการลงรายงานภาษีซื้อตามมาตรา87 และมาตรา 87/3 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2542 กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการลงรายการในรายงานภาษีซื้อตามมาตรา 87 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้ “ข้อ 8 การลงรายการในรายงานภาษีซื้อตามมาตรา 87 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ให้ดำเนินการดังนี้ (1) ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดเก็บใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 หรือใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/5 แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่มีลักษณะเป็นใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ใบเสร็จรับเงินของกรมสรรพากร ใบเสร็จรับเงินของกรมศุลกากร ใบเสร็จรับเงินของกรมสรรพสามิต และเอกสารหลักฐานอื่นประกอบการลงรายงานภาษีซื้อ แยกต่างหากจากเอกสารหลักฐานอื่น โดยให้ถือปฏิบัติดังต่อไปนี้ (ก) แยกเป็นรายเดือนภาษีที่ลงรายการในรายงานภาษีซื้อ (ข) เรียงตามลำดับใบกำกับภาษีที่ได้รับ (ค) ให้เลขที่กำกับใบสำคัญดังกล่าวเรียงขึ้นใหม่ทางด้านบนขวาของใบสำคัญนั้น ๆ (2) ให้ลงรายการตามมูลค่าสินค้าหรือบริการและจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งเกิดจากใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 หรือใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/5 แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่มีลักษณะเป็นใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป เป็นรายใบกำกับภาษี โดยให้ลงรายการเรียงตามลำดับใบกำกับภาษีที่ได้รับโดยไม่คำนึงว่าใบกำกับภาษีนั้นจะลงวันเดือนปีใด แต่การลงรายการในช่องวันเดือนปีของใบกำกับภาษี ให้ลงวันเดือนปีตามที่ระบุไว้ในใบกำกับภาษี และให้ลงรายการภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้รับใบกำกับภาษี เว้นแต่ ภาษีซื้อที่มิได้นำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีเพราะมีเหตุจำเป็น ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนยังคงมีสิทธินำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ตามมาตรา 82/3 วรรคสี่ แห่งประมวลรัษฎากร ให้ลงรายการในเดือนภาษีที่นำไปถือเป็นภาษีซื้อได้ ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนจะลงรายการวันหนึ่งวันใดในเดือนภาษีนั้นก็ได้ โดยต้องจัดเรียงเอกสารรวมกับใบกำกับภาษีของเดือนภาษีที่ถือเป็นภาษีซื้อ (3) กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อนำเข้าสินค้า และได้รับใบเสร็จรับเงินจากกรมศุลกากร ให้ลงรายการตามมูลค่าสินค้าและจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มตามหลักฐานใบเสร็จรับเงินของกรมศุลกากร และให้ลงรายการโดยปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตาม (2)”
ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า กรณีตามข้อเท็จจริง บริษัทฯ ได้ยื่นเสียภาษีอากรนำเข้าสินค้า และภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้รับใบเสร็จรับเงินแล้ว โดยได้ขอคืนภาษีซื้อตามหลักฐานใบเสร็จรับเงินของกรมศุลกากรไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่เดือนภาษีตุลาคม พ.ศ. 2567 ภายหลังได้ตรวจสอบพบว่า ใบขนขาเข้าได้แสดงรายการค่า freight ไว้สูงเกินไปทำให้บริษัทฯ ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสูงไป 1 ล้านบาท นั้น 1. สำหรับค่าอากรขาเข้า บริษัทฯ พึงต้องดำเนินการขอคืนอากรศุลกากรในส่วนที่สูงเกินไปจากกรมศุลกากร ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กรมศุลกากรกำหนด โดยติดต่อเจ้าพนักงานศุลกากร กรมศุลกากร (อาจสอบถามทางโทรศัพท์ไปก่อน) 2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม นั้น บริษัทฯ ได้รับคืนไปหมดแล้ว จึงไม่มีผลกระทบต่อการยื่นแบบภาษี ภ.พ.30 แต่อย่างใด และไม่พึงต้องขอคืนให้เกิดการกระเพื่อมไหว
Bella Bella ขอบพระคุณอาจารย์สุเทพ มากๆ ค่ะสำหรับคำแนะนำ อาจารย์คะ ในเดือน ต.ค.2567 ที่ยื่นแบบ ภ.พ.30 ถือว่ายื่นถูกต้องไหมไหมคะ เพราะการคำนวนภาษีซื้อสูงไปทำให้เสียภาษีขายต่ำไปไหมคะ กลัวว่าจะมีผลกระทบเกี่ยวกับแบบยื่นไม่ถูกต้อง
สุเทพ ตอบกลับ Bella แบบ ภ.พ.30 สำหรับเดือนภาษีตุลาคม พ.ศ. 2567 ที่บริษัทฯ นำภาษีซื้อตามใบเสร็จรับเงินของกรมศุลกากรมาใช้ ในทางสรรพากรถือว่า ภาษีซื้อตามแบบ ภ.พ.30 ดังกล่าวนั้น ถูกต้องแล้ว เพราะภาษีมูลค่าเพิ่มตามที่บริษัทฯ ได้ชำระไปตามใบขนสินค้าขาเข้า และใบเสร็จรับเงินของกรมศุลกากร นั้น รัฐได้รับแล้ว บริษัทฯ จึงมีสิทธิใช้เป็นเครดิตได้เต็มจำนวน ไม่กระทบจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระตามแบบ ภ.พ.30 รวมทั้งภาษี่ขายที่ถูกต้องอยู่แล้ว แต่อย่างใด
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |