1. กรณีบริษัทฯ ได้เช่าถังจาก Supplier ต่างประเทศ (มาเลเซีย) เพื่อขนส่งสินค้าจากไทยไปส่งลูกค้าต่างประเทศ ตามข้อ 12 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย - มาเลเซีย “ข้อ 12 ค่าสิทธิ 1. ค่าสิทธิที่เกิดขึ้นในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งและจ่ายให้ผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งอาจเก็บภาษีได้ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งนั้น 2. อย่างไรก็ตาม ค่าสิทธิเช่นว่านั้นอาจเก็บภาษีได้ในรัฐผู้ทำสัญญาซึ่งค่าสิทธินั้นเกิดขึ้น และตามกฎหมายของรัฐผู้ทำสัญญานั้น แต่ถ้าผู้รับเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง ภาษีที่เรียกเก็บนั้นจะต้องไม่เกินร้อยละ 15 ของจำนวนค่าสิทธิทั้งสิ้น 3. โดยไม่ต้องคำนึงถึงบทบัญญัติของวรรค 2 ค่าสิทธิทางอุตสาหกรรมที่เห็นชอบแล้วอันเกิดจากแหล่งในประเทศมาเลเซีย และได้รับโดยผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยจะได้รับยกเว้นภาษีในประเทศมาเลเซีย 4. คำว่า "ค่าสิทธิ" ที่ใช้ในข้อนี้หมายถึงการจ่ายไม่ว่าชนิดใดที่ได้รับเป็นค่าตอบแทนเพื่อการใช้หรือสิทธิในการใช้ซึ่งลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรม ศิลปะ หรือวิทยาศาสตร์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า แบบหรือหุ่นจำลอง ผังสูตรลับหรือกรรมวิธีลับใดๆ หรือเพื่อการใช้หรือสิทธิในการใช้อุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ ทางพาณิชย์กรรมหรือทางอุตสาหกรรม หรือเพื่อข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ ทางพาณิชยกรรมหรือทางอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม คำนี้มิให้รวมถึงค่าสิทธิใดๆ หรือจำนวนใดๆ ที่จ่ายในส่วนที่เกี่ยวกับฟิล์มภาพยนตร์หรือเทปสำหรับใช้การแพร่ภาพทางโทรทัศน์หรือทางวิทยุ หรือในส่วนที่เกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ บ่อน้ำมันเหมืองหินหรือสถานที่อื่นที่มีการขุดใช้ทรัพยากรธรรมชาติ หรือป่าไม้หรือผลิตภัณฑ์อื่นจากป่า 5. คำว่า "ค่าสิทธิทางอุตสาหกรรมที่เห็นชอบแล้ว" หมายถึง ค่าสิทธิซึ่งได้จำกัดความไว้ในวรรค 4 ซึ่งได้รับความเห็นชอบและรับรองโดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของมาเลเซียว่าอาจชำระได้เพื่อความมุ่งประสงค์แห่งการส่งเสริมการพัฒนาการทางอุตสาหกรรมในมาเลเซีย และซึ่งอาจชำระได้โดยวิสาหกิจซึ่งเกี่ยวข้องทั้งหมดหรือโดยส่วนสำคัญกับกิจกรรมอย่างหนึ่งอย่างใดดังกรณีต่อไปนี้ ก. การหัตถกรรม การประกอบ หรือการแปรรูป ข. การก่อสร้าง การวิศวกรรมโยธา หรือการต่อเรือ หรือ ค. การไฟฟ้า พลังงานจากน้ำ แก๊ส หรือการส่งน้ำ 6. เงินได้อันได้จากการจำหน่ายสิทธิหรือทรัพย์สินที่กล่าวถึงในวรรค 4 อาจเก็บภาษีได้ในรัฐผู้ทำสัญญาที่เงินได้นั้นเกิดขึ้น แต่ภาษีที่รัฐนั้นตั้งบังคับเก็บจะต้องไม่เกินร้อยละ 15 ของจำนวนเงินได้ดังกล่าวทั้งสิ้น 7. บทบัญญัติในวรรค 1, 2, 3 และ 4 มิให้ใช้บังคับในกรณีที่ผู้รับค่าสิทธิหรือเงินได้ซึ่งเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่ง มีอยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งที่ค่าสิทธิหรือเงินได้นั้นเกิดขึ้น ซึ่งสถานประกอบการถาวรอันเกี่ยวข้องในประการสำคัญกับสิทธิหรือทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดค่าสิทธิหรือเงินได้นั้น ในกรณีเช่นนี้ ให้ใช้บทบัญญัติของข้อ 7 บังคับ 8. ค่าสิทธิหรือเงินได้ซึ่งกล่าวไว้ในวรรค 6 ให้ถือว่าเกิดขึ้นในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่ง ถ้าผู้จ่ายเป็นรัฐผู้ทำสัญญารัฐนั้นเอง ส่วนราชการ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น หรือผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญารัฐนั้น อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่บุคคลผู้จ่ายค่าสิทธิหรือเงินได้นั้นไม่ว่าจะเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งรัฐใดหรือไม่ก็ตามมีอยู่ซึ่งสถานประกอบการถาวรในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งอันเกี่ยวข้องกับพันธกรณีในการจ่ายค่าสิทธิหรือเงินได้ที่เกิดขึ้น และค่าสิทธิหรือเงินได้นั้นตกเป็นภาระแก่สถานประกอบการถาวรนั้นให้ถือว่าค่าสิทธิหรือเงินได้นั้นเกิดขึ้นในรัฐผู้ทำสัญญาซึ่งสถานประกอบการถาวรนั้นตั้งอยู่ 9. ในกรณีที่โดยเหตุผลแห่งความสัมพันธ์พิเศษระหว่างผู้จ่ายและผู้รับหรือระหว่างบุคคลทั้งสองนั้นกับบุคคลอื่นค่าสิทธิหรือเงินได้ที่จ่าย เมื่อคำนึงถึงการใช้สิทธิหรือข้อสนเทศอันเป็นมูลแห่งการจ่ายแล้ว มีจำนวนเกินกว่าจำนวนเงินซึ่งควรจะได้ตกลงกันระหว่างผู้จ่ายกับผู้รับ หากไม่มีความสัมพันธ์เช่นว่านั้น บทบัญญัติของข้อนี้ให้ใช้บังคับเฉพาะกับเงินจำนวนหลัง ในกรณีนั้นส่วนเกินของเงินที่ชำระนั้นให้คงเก็บภาษีได้ตามกฎหมายของรัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐทั้งนี้โดยคำนึงถึงบทอื่นๆ แห่งความตกลงนี้ด้วย”
ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า (1) กรณีบริษัทฯ จ่ายค่าเช่าถังจาก Supplier ต่างประเทศ (มาเลเซีย) เพื่อขนส่งสินค้าจากไทยไปส่งลูกค้าต่างประเทศ ค่าเช่าดังกล่าวเป็นค่าตอบแทนเพื่อการใช้หรือสิทธิในการใช้อุปกรณ์ทางพาณิชย์กรรม เข้าลักษณะเป็น “ค่าสิทธิ” ตามข้อ 12 วรรคสี่ แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทน – มาเลเซีย บริษัทฯ จึงมีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตรา 15% ของค่าเช่า และนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.54 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนทีจ่ายเงินได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร (2) เนื่องจากค่าเช่าถังดังกล่าว เป็นการให้บริการที่ได้ให้ในต่างประเทศ และได้ใช้บริการนั้นในประเทศไทย บริษัทฯ จึงมีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลเพิ่ม ในอัตรา 7% ของค่าบริการ ตามมาตรา 83/6 (2) แห่งประมวลรัษฎากร
2. จากข้อ 1. ทำให้มีค่า Ocean Freight และค่าขนส่ง ซึ่งจ่ายให้ Supplier ต่างประเทศ (มาเลเซีย) เช่นกัน เนื่องจากค่าบริการขนส่งทางทะเลดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าตอบแทนการใช้อุปกรณ์ทางพาณิชยกรรม เข้าลักษณะเป็นค่าสิทธิเช่นเดียวกับข้อ 1 บริษัทฯ จึงมีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่นเดียวกับข้อ 1
3. กรณีบริษัทฯ ซื้อสินค้าเพื่อจำหน่ายในประเทศจาก Supplier ต่างประเทศ (มาเลเซีย) แต่ Supplier ส่งสินค้าจากในประเทศไทยมาให้ทางบริษัทฯ และบริษัทฯ ชำระค่าสินค้าและค่าขนส่งไปให้ Supplier ต่างประเทศทั้งหมด กรณีนี้ เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในส่วนของค่าขนส่ง และนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มของสินค้าและค่าขนส่ง แต่อย่างใด
ในส่วนการซื้อสินค้าเช่นนี้ ไม่มีผลทางภาษีอื่นใดกับบริษัทฯ แต่อย่างใด คงเป็นการค้าขายระหว่างประเทศตามปกติ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์ " |