Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

ภาษีมูลค่าเพิ่มจากการขายรถยนต์นั่ง กรณีขายราคาต่ำกว่าราคามูลค่าสุทธิทางภาษี
| เรื่อง | ภาษีมูลค่าเพิ่มจากการขายรถยนต์นั่ง กรณีขายราคาต่ำกว่าราคามูลค่าสุทธิทางภาษี |
| แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ |
| วันที่ | วันที่ถาม 05/01/2026 - วันที่ตอบ 15/02/2026 |
| ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม |
| ข้อกฎหมาย | มาตรา 79/3 แห่งประมวลรัษฎากร |
| ปุจฉา | สอบถามอาจารย์ เรื่อง ภาษีมูลค่าเพิ่มจากการขายรถยนต์นั่ง กรณีขายราคาต่ำกว่าราคามูลค่าสุทธิทางภาษี อ้างอิงจากโจทย์ ตามหนังสือกรมสรรพากรเลขที่ กค 0811/ก.1033 ลงวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2543 หากบริษัทฯ ได้ขายรถยนต์นั่งไปในราคา 2,000,000 บาท เสียภาษีมูลค่าเพิ่มไปแล้วจำนวน 140,000 บาท (ซึ่งเป็นราคาที่บริษัทฯ ขายให้แก่บุคคลภายนอกที่แท้จริง และเปิดใบกำกับภาษีขายเรียบร้อยแล้ว) แต่เป็นราคาที่ต่ำว่ามูลค่าสุทธิคงเหลือทางภาษีซึ่งคำนวณได้ที่ 2,150,000 บาท ทางเจ้าหน้าที่สรรพากรจึงแจ้งว่า บริษัทฯ คำนวณต้นทุนในการคิดภาษีมูลค่าเพิ่มขาดไป 150,000 บาท ทำให้ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 10,500 บาท ไม่รวมเบี้ยปรับเงินเพิ่ม โดยอ้างอิง พ.ร.ฎ. (ฉบับที่ 145) มาตรา 5 แต่เนื่องจากบริษัทฯ ยังเข้าใจว่าการขายรถยนต์นั่งต่ำกว่าราคาสุทธิทางภาษี จะมีผลต้องบวกกลับส่วนต่างจากการขายขาดทุน และต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเท่านั้น มิได้มีประเด็นของภาษีมูลค่าเพิ่มเข้ามาเกี่ยวข้อง ดิฉันจึงอยากทราบว่า วิธีการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวที่เจ้าหน้าที่แจ้งนั่นถูกต้องหรือไม่ อย่างไร เลขที่หนังสือ : กค 0811/ก.1033 วันที่ : 28 กันยายน 2543 เรื่อง : ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีรถยนต์นั่ง ข้อกฎหมาย : มาตรา 4 (1) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527 ข้อหารือ : บริษัทฯ ได้ซื้อรถยนต์ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2539 ในราคา 5,000,000 บาท บริษัทฯ บันทึกบัญชีในราคาทุนคือ 5,000,000 บาท และได้บันทึกบัญชีค่าเสื่อมราคาในระหว่างที่ใช้รถยนต์คันนี้ โดยคิดค่าเสื่อมราคาจากราคาทุน 1,000,000 บาท ในอัตราร้อยละ 20 ต่อปี โดยบันทึกค่าเสื่อมราคาตั้งแต่วันที่ซื้อจนถึงวันที่ขายบริษัทฯ ได้ขายรถคันนี้ไปเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2543 ในราคา 2,500,000 บาท ในวันที่ขายนั้น บัญชีค่าเสื่อมราคาสะสม-รถยนต์ มียอดเท่ากับ 650,000 บาท และได้บันทึกบัญชีกำไรขาดทุนจากการขายรถยนต์คันนี้ ตามการคำนวณดังนี้ ราคาขาย 2,500,000 หัก มูลค่าตามบัญชีสุทธิ :- - ราคาทุน 5,000,000 - ค่าเสื่อมราคาสะสม-คิดค่าเสื่อมราคา จากราคาทุน 1 ล้านบาท โดยคำนวณ จากวันที่ซื้อจนถึงวันขาย (650,000) 4,350,000 ขาดทุนจากการขายรถยนต์ตามบัญชี (1,850,000) บริษัทฯ หารือว่า กรณีขายรถยนต์คันดังกล่าว ในทางภาษีบริษัทฯ จะต้องบวกกลับหรือไม่ ถ้าบวกกลับ จะบวกกลับด้วยจำนวนเงินเท่าใด แนววินิจฉัย : กรณีตามข้อเท็จจริง บริษัทฯ ซื้อรถยนต์นั่งมาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2539 มูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินประเภทรถยนต์นั่งเฉพาะส่วนที่เกินคันละหนึ่งล้านบาท ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณ กำไรสุทธิ ตามมาตรา 4 (1) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยรายจ่ายที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (ฉบับที่ 315) พ.ศ.2540 มูลค่าต้นทุนทรัพย์สินหนึ่งล้านบาทนั้น บริษัทฯ หักค่าเสื่อมราคาไปแล้ว 650,000 บาท ต้นทุนทรัพย์สินที่ให้ถือเป็นรายจ่ายได้ จึงยังคงเหลืออยู่ 350,000 บาท เมื่อบริษัทฯ ขายรถยนต์นั่งไปในราคา 2,500,000 บาท บริษัทฯ จึงมีกำไรจากการขายรถยนต์ 2,150,000 บาท เมื่อบริษัทฯ บันทึกการขายรถยนต์นั่งเป็นขาดทุน 1,850,000 บาท บริษัทฯ จึงต้องนำมูลค่าต้นทุน 4,000,000 บาท ที่ต้องห้ามหักเป็นรายจ่ายไปบวกกลับในการคำนวณกำไรสุทธิของบริษัทฯ เลขตู้ : 63/29849 |
| วิสัชนา | 1. กรณีราคาตลาดตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร 1.1 เป็นอำนาจเจ้าพนักงานประเมิน ในอันที่จะประเมินรายได้จากการโอนทรัพย์สิน รวมทั้งการขายสินค้า รายได้จากการให้บริการ และรายได้จากการให้กู้ยืมเงิน ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทีมีผลตอบแทนจากการโอนทรัพย์สิน (ขายสินค้า) การให้บริการ หรือการให้กู้ยืม ให้เป็นไปตามราคาตลาด ณ วันที่เกิดกิจกรรมอันก่อให้เกิดเงินได้นั้น 1.2 สาเหตุของการประเมินรายได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากเจ้าพนักงานประเมิน ได้ทำการตรวจสอบรายได้ที่เป็นผลตอบแทนจากการโอนทรัพย์สิน (ขายสินค้า) ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงิน และได้พิจารณาเห็นว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลน้ันมีผลตอบแทนดังกล่าวไม่เป็นไปตามราคาตลาด กล่าวคือ ไม่ได้รับผลตอบแทนเลย หรือได้รับผลตอบแทนแต่ต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ถือเป็นประเด็นสำคัญของการตรวจสอบความถูกต้องด้านรายได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล 1.3 เป็นการประเมินรายได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นผู้โอนทรัพย์สิน (ขายสินค้า) ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงิน ด้านเดียว โดยไม่คำนึงถึงต้นทุนของคู่สัญญา และไม่มีบทบัญญัติยอมให้เพิ่มต้นทุนของคู่สัญญา 1.4 เงื่อนไขตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นกฎหมายทั่วไป เมื่อเทียบเคียงกับบทบัญญัติมาตรา 71 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรตาม 2. ตามมาตรา 79/3 (1) แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากการขายสินค้า โดยมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาด โดยไม่มีเหตุอันสมควร ตาม “ราคาตลาด” ในวันที่ความรับผิดเกิดขึ้น ดังนี้ “มาตรา 79/3 การคำนวณมูลค่าของฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการตามมาตรา 79 ให้ถือมูลค่าของฐานภาษีเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้ (1) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยไม่มีค่าตอบแทนหรือมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร มูลค่าของฐานภาษีให้ถือราคาตลาดของสินค้าหรือการให้บริการในวันที่ความรับผิดเกิดขึ้น (2) การขายสินค้าหรือการให้บริการในกรณีที่ผู้ประกอบการนำสินค้าไปใช้หรือได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น โดยมิใช่เพื่อการประกอบกิจการโดยตรงตามมาตรา 77/1 (8)(ง) หรือ (10) มูลค่าของฐานภาษีให้ถือตามราคาตลาดของสินค้าหรือบริการในวันที่ความรับผิดเกิดขึ้น (3) การขายสินค้าตามมาตรา 77/1 (8)(จ) ที่เกิดจากสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบตามมาตรา 87 (3) หรือมาตรา 87 วรรคสอง มูลค่าของฐานภาษีให้ถือตามราคาตลาดของสินค้าในวันที่ความรับผิดเกิดขึ้น (4) การขายสินค้าที่ได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 (5) และภายหลังได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในสินค้าอันทำให้ผู้รับโอนสินค้ามีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/1 (2) มูลค่าของฐานภาษีให้ถือราคาตลาดตามสภาพหรือปริมาณของสินค้าที่เป็นอยู่ในวันที่ความรับผิดเกิดขึ้น (5) การขายสินค้าในกรณีผู้ประกอบการมีสินค้าคงเหลือและหรือมีทรัพย์สินที่ผู้ประกอบการมีไว้ในการประกอบกิจการ ณ วันเลิกประกอบกิจการ มูลค่าของฐานภาษีให้ถือตามราคาตลาดในวันเลิกประกอบกิจการ ราคาตลาดตามมาตรานี้ให้ถือราคาเฉลี่ยของราคาตลาดที่ซื้อขายกันตามความเป็นจริงทั่วไปในวันที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ทั้งนี้ ตามที่ได้มีการตรวจสอบราคาตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด และในกรณีที่ไม่อาจทราบราคาตลาดได้แน่นอนให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศใช้เกณฑ์คำนวณเพื่อให้ได้มาซึ่งราคาตลาดได้” ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า กรณีตามข้อเท็จจริง 1. กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล การคำนวณจำนวนกำไรจากการขายรถยนต์นั่งเพื่อการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ราคาขาย 2,000,000 หัก มูลค่าตามบัญชี (2,150,000) ขาดทุนจากการขายรถยนต์ทางบัญชี (150,000) บวก มูลค่าต้นทุนส่วนที่เกิน 1 ล้านบาท (รายจ่ายต้องห้าม) 1,800,000 กำไรจากการขายรถยนต์ทางภาษีอากร 1,650,000 เนื่องจากมูลค่าต้นทุนรถยนต์นั่งในส่วนที่ไม่เกิน 1,000,000 บาท ยังเหลืออยู่อีก 350,000 บาท จึงสามารถนำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ จึงคงเหลือมูลค่าต้นทุนรถยนต์นั่งในส่วนที่เกิน 1,000,000 บาท อยู่อีก (2,150,000 – 350,000) = 1,800,000 บาท ที่ต้องบวกกลับในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล 2. กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 79/3 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้บริษัทฯ ต้องใช้ “ราคาตลาด” เป็นฐานในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้น ราคาตลาดของรถยนต์นั่งดังกล่าวจึงอาจมีมูลค่ามากกว่ามูลค่าสุทธิทางบัญชีที่คงเหลืออยู่ก่อนวันที่บริษัทฯ ได้ขายรถยนต์นั่งนั้นไป ซึ่งอาจคำนวณได้จากราคาในท้องตลาดหรือตามเว็บไซต์ต่าง ๆ ดังนั้น ในกรณีที่เจ้าพนักงานสรรพากรใช้ราคาสุทธิทางบัญชี ก็เป็นทางออกที่เป็นธรรมประการหนึ่ง ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ |