Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

การคำนวณเงินปันผล SMEs และกรอกลงหนังสือรับรองภาษีหัก ณ ที่จ่าย
เรื่อง | การคำนวณเงินปันผล SMEs และกรอกลงหนังสือรับรองภาษีหัก ณ ที่จ่าย |
แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ |
วันที่ | วันที่ถาม 15/09/2023 - วันที่ตอบ 15/09/2023 |
ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้นิติบุคคล |
ข้อกฎหมาย | คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 119/2545 |
ปุจฉา | การคำนวณเงินปันผล SMEs และกรอกลงหนังสือรับรองภาษีหัก ณ ที่จ่าย |
วิสัชนา | การคำนวณเงินปันผล SMEs และกรอกลงหนังสือรับรองภาษีหัก ณ ที่จ่าย ตามที่มีเพจเกี่ยวกับภาษีแห่งหนึ่ง ได้ยกตัวอย่าง #การคำนวณเงินปันผล SMEs และกรอกลงหนังสือรับรองภาษีหัก ณ ที่จ่าย โดย 1. สมมติว่า SMEs ที่เป็นบริษัทจำกัดแห่งหนึ่งมีกำไรสุทธิจำนวน 5,300,000 บาท มีผู้ถือหุ้นจำนวน 3 คน ประกอบด้วย นาย ข ถือหุ้นจำนวน 25% นาย ค ถือหุ้นจำนวน 25% การคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทฯ เป็นดังนี้ - กำไรสุทธิจำนวน 300,000 บาทแรก ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล - กำไรสุทธิในส่วนที่เกิน 300,000 บาท แต่ไม่เกิน 3,000,000 บาท เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 15% ของจำนวนกำไรสุทธิ 2,700,000 บาท คิดเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวน 405,000 บาท คงเหลือกำไรสะสมอัตรา 15% จำนวน 2,295,000 บาท - กำไรสุทธิในส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 20% ของจำนวนกำไรสุทธิ 2,300,000 บาท คิดเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวน 460,000 บาท คงเหลือกำไรสะสมอัตรา 20% จำนวน 1,840,000 บาท รวมภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวน 865,000 บาท คงเหลือกำไรสะสมจำนวน 4,435,000 บาท 2. สมมติว่า บริษัทฯ มีมติจ่ายเงินปันผลจากกำไรสะสมดังกล่าวให้แก่ผู้ถือหุ้นทั้ง 3 คนทั้งจำนวน (บริษัทฯ คงจะตั้งสำรองตามกฎหมายไว้ครบจำนวนตามกฎหมายเรียบร้อยแล้ว) ดังนี้ นาย ก ถือหุ้นจำนวน 50% ได้รับเงินปันผลจำนวน 2,217,500 บาท นาย ข ถือหุ้นจำนวน 25% ได้รับเงินปันผลจำนวน 1,108,750 บาท นาย ค ถือหุ้นจำนวน 25% ได้รับเงินปันผลจำนวน 1,108,750 บาท บริษัทฯ คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 (2)(จ) แห่งประมวลรัษฎากร ในอัตรา 10% ของเงินปันผล ดังนี้ นาย ก ถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย จำนวน 221,750 บาท นาย ข ถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย จำนวน 110,875 บาท นาย ค ถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย จำนวน 110,875 บาท 3. ดังจะเห็นได้ว่า กรณีตามตัวอย่างบริษัทฯ รู้อย่างชัดแจ้งว่า บริษัทฯ มีกำไรสะสมที่ต้องจ่ายเงินปันผลในแต่ละอัตราโดยชัดแจ้ง บริษัทฯ จึงสามารถเลือกจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นจากกำไรสะสมอัตราใด เป็นจำนวนเท่าใดก็ได้ กรณีที่บริษัทฯ เลือกจ่ายเงินปันผลทั้งหมด สัดส่วนของกำไรสะสมตามอัตราภาษีของผู้ถือหุ้นแต่ละคน จะเป็นดังนี้ อัตรา CIT นาย ก นาย ข นาย ค รวม 0% 150,000 75,000 75,000 300,000 15% 1,147,500 573,750 573,750 2,240,000 20% 920,000 460,000 460,000 1,840,000 รวม 2,217,500 1,108,750 1,108,750 4,435,000 4. ตามข้อ 13 วรรคสอง ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 119/2545 ฯ ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการเฉลี่ยเงินปันผล กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล จ่ายเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรให้แก่ผู้รับซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา และผู้จ่ายเงินได้ไม่สามารถทราบโดยชัดแจ้งว่าจ่ายจากเงินกำไรหลังจากเสียภาษีในอัตราใด ดังนี้ “ข้อ 13 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้หลายอัตรา เมื่อจ่ายเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรให้แก่ผู้รับซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา และผู้จ่ายเงินได้ทราบโดยชัดแจ้งว่า จ่ายจากเงินกำไรหลังจากเสียภาษีในอัตราใด ผู้จ่ายเงินได้จะต้องระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ชัดเจนว่าเงินปันผลหรือ เงินส่วนแบ่งของกำไรที่จ่ายนั้นจำนวนใดได้มาจากกิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราใด กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามวรรคหนึ่ง จ่ายเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรให้แก่ผู้รับซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา และผู้จ่ายเงินได้ไม่สามารถทราบโดยชัดแจ้งว่าจ่ายจากเงินกำไรหลังจากเสียภาษีในอัตราใด ผู้จ่ายเงินได้ต้องเฉลี่ยเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรตามส่วนของกำไรหลังจากเสียภาษีในแต่ละอัตราภาษี และจะต้องระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ชัดเจนว่าเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่จ่ายนั้นจำนวนใดได้มาจากกิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราใด” จากแนวทางปฏิบัติดังกล่าว อาจแยกพิจารณาได้ ดังนี้ 4.1 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้หลายอัตรา เมื่อจ่ายเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรให้แก่ผู้รับซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา และผู้จ่ายเงินได้ทราบโดยชัดแจ้งว่า จ่ายจากเงินกำไรหลังจากเสียภาษีในอัตราใด ผู้จ่ายเงินได้จะต้องระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ชัดเจนว่าเงินปันผลหรือ เงินส่วนแบ่งของกำไรที่จ่ายนั้นจำนวนใดได้มาจากกิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราใด ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการคำนวณเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ให้นำจำนวนเงินปันผลตามข้อ 3 ข้างต้นมาจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นแต่ละคนได้ทันที โดยไม่ต้องไปปวดหัวกับการเฉลี่ยอัตราภาษี ดังนี้ นาย ก อัตรา CIT W.T 10% เครดิตภาษี รวมเครดิตภาษี เงินปันผล 0% = 150,000 15,000 - 15,000.00 15% = 1,147,500 114,750 202,500.00 317,250.00 20% = 920,000 92,000 230,000.00 315,000.00 รวม 2,217,500 221,750 432,500.00 654,250.00 นาย ข อัตรา CIT W.T 10% เครดิตภาษี รวมเครดิตภาษี เงินปันผล 0% = 75,000 7,500 - 7,500.00 15% = 573,750 57,375 101,250.00 158,625.00 20% = 460,000 46,000 115,000.00 161,000.00 รวม 1,108,750 110,875 216,250.00 327,125.00 นาย ค อัตรา CIT W.T 10% เครดิตภาษี รวมเครดิตภาษี เงินปันผล 0% = 75,000 7,500 - 7,500.00 15% = 573,750 57,375 101,250.00 158,625.00 20% = 460,000 46,000 115,000.00 161,000.00 รวม 1,108,750 110,875 216,250.00 327,125.00 4.2 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตาม 4.1 จ่ายเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรให้แก่ผู้รับซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา และผู้จ่ายเงินได้ไม่สามารถทราบโดยชัดแจ้งว่าจ่ายจากเงินกำไรหลังจากเสียภาษีในอัตราใด ผู้จ่ายเงินได้ต้องเฉลี่ยเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรตามส่วนของกำไรหลังจากเสียภาษีในแต่ละอัตราภาษี และจะต้องระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ชัดเจนว่า เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่จ่ายนั้นจำนวนใดได้มาจากกิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราใด กรณีนี้ แทบจะไม่มีที่ให้นำไปประยุกต์ใช้ได้เลย เพราะในท้ายที่สุดบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จ่ายเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไร ต่างก็ต้องจำแนกเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่จ่ายออกตามอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นๆ อยู่ดี มิฉะนั้น ก็จะไม่อาจจ่ายเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรได้ ดังนั้น กรณีจึงเกิดมีขึ้นได้แต่เพีงเฉพาะตามกรณีที่แสดงใน 4.1 เท่านั้น จึงไม่พึงต้องเสียเวลา เสียประสาทกับวิธีการนี้ 5. กรณีตามตัวอย่างข้างต้น เนื่องจากบริษัทฯ ทราบโดยชัดแจ้งว่าจะจ่ายเงินปันผลอัตราใดให้แก่ผู้ถือหุ้น จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องเฉลี่ยอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ 5.1 เพราะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ใช้การไม่ได้ (1) เงินปันผลที่ไม่ผ่านการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ย่อมไม่มีสิทธิได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร (2) เงินปันผลที่ผ่านการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 15% ย่อมมีสิทธิได้เครดิตเพียง 15% เท่านั้น จะมากกว่าอัตราดังกล่าวไม่ได้ (3) เงินปันผลที่ผ่านการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 20% ย่อมมีสิทธิได้เครดิตเพียง 20% เท่านั้น จะน้อยกว่าอัตราดังกล่าวไม่ได้ 5.2 อธิบดีกรมสรรพากรวางแนวทางให้ต้องเฉลี่ยเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรตามส่วนของกำไรหลังจากเสียภาษีในแต่ละอัตราภาษี เฉพาะในกรณีที่ไม่สามารถทราบโดยชัดแจ้งว่า จ่ายเงินปันผบจากกำไรสะสม ที่ผ่านการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราใด โดยให้เฉลี่ยเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรตามส่วนของกำไรสะสมหลังจากเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในแต่ละอัตรา และจะต้องระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ชัดเจนว่า เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่จ่ายนั้นจำนวนใดได้มาจากกิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราใด ซึ่งจะไม่มีการเฉลี่ยอัตราภาษีแต่อย่างใด ดังนั้น จึงขอให้ไตร่ตรองให้รอบคอบ มิฉะนั้น อาจกลายเป็นการเข้าใจผิดในสาระสำคัญ และพาให้กระทำผิดกฎหมายทั้งผู้จ่ายเงินปันผล และผู้รับเงินปันผล หากได้มีการปฏิบัติตามตัวอย่าง: บริษัท SMEs มีกำไรสุทธิ 5,300,000 บาท ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวน 865,000 บาท คงเหลือกำไรสะสมจำนวน 4,435,000 บาท แล้วเช่นนี้ บริษัทฯ จะจ่ายเงินปันผลเป็นจำนวน 5,300,000 บาท อันเป็นกำไรก่อนการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้อย่างไรกัน? วิธีการเฉลี่ยที่แสดง ไม่เคยปรากฎว่า เป็นแนวทางที่กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติไว้ เพราะเมื่อเป็นวิธีการที่ผิดจากที่กฎหมายกำหนด ย่อมเป็นโมฆะ ใช้การไม่ได้ คุณ คือ คนดีที่เสียภาษีถูกต้อง หมายความว่า ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข อันเป็น 3 ข้อหลัก และเพื่มความถูกต้องใน อัตราภาษี และกำหนดเวลา ก็จะเกิดความสมบูรณ์ ครบถ้วน และถูกต้องทั้งเม็ดเงินภาษี และหน้าที่ทางภาษีอากร ![]() ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ |