Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

ลักษณะเงินได้แพทย์มีใบประกอบวิชาชีพ ทำงานเป็นแพทย์ของโรงพยาบาลเอกชนและคลินิกความงาม
| เรื่อง | ลักษณะเงินได้แพทย์มีใบประกอบวิชาชีพ ทำงานเป็นแพทย์ของโรงพยาบาลเอกชนและคลินิกความงาม |
| แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ |
| วันที่ | วันที่ถาม 04/05/2025 - วันที่ตอบ 25/05/2025 |
| ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา |
| ข้อกฎหมาย | มาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร |
| ปุจฉา | ปัจจุบัน เป็นแพทย์มีใบประกอบวิชาชีพ ทำงานเป็นแพทย์ของโรงพยาบาลเอกชนและคลินิกความงาม ลักษณะของการจ้างงาน ไม่ประจำ สามารถเลือก/วันเวลา ทำงานเองได้ เป็นการคิดเงินต่อเคส ตามปริมาณของเคส หมอแจ้งราคาเอง แต่จ่ายเข้าบริษัทฯ โดยได้รับส่วนแบ่ง 10% จากยอดขาย คือ ไม่มีเงินเดือน มาทำก็ได้ ไม่มาทำก็ไม่ได้ รายได้แต่ละเดือนไม่แน่นอน ไม่เท่ากันตามวันที่มาทำงานและตามจำนวนเคส วันไหนไม่มีคนไข้ ไม่มียอด = 0 ลักษณะนี้เป็นเงินได้มาตรา 40 (.....) อะไร คะ จากอ้างอิง ข้อหารือ https://www.rd.go.th/60857.html สามารถเข้า 40 (6) ได้ไหมคะ เพราะที่ผ่านมา ส่งภาษีตามใบทวิ 50 (มีหัก 3%) ซึ่งใบ ทวิ มา 40 (6) ค่ะ มีหนังสือเชิญพบขอตรวจสอบเอกสารย้อนหลัง ตีความเงินได้เป็น 40 (2) ทั้งหมด มีภาษีและเบี้ยปรับหลักล้านเลยค่ะอาจารย์ อยากขอให้อาจารย์ช่วยให้ความเข้าใจในเรื่องภาษีเงินได้ของแพทย์ด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ สรรพากรพื้นที่ให้หนังสือนี้มาค่ะอาจารย์ บันทึกข้อความ ส่วนราชการ กรมสรรพากร กองกฎหมาย กลุ่มกฎหมาย 6 โทร. IP Phone 1133 เลขที่ กค 0733/ว.6788 วันที่ 22 พ.ย. 2567 เรื่อง ข้อมความเข้าใจเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการให้ทาริการการประกอบโรคศิลปะ ผู้อำนวยการกอง (ทุกกอง) เรียน สรรพากรภาค (ทุกภาค) สรรพากรพื้นที่ (ทุกพื้นที่) สรรพากรพื้นที่สาขา (ทุกพื้นที่สาขา) เพื่อให้เจ้าพนักงานธรรพากถึงปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกันในการตรวจและแนะนำผู้เสียภาษีได้อย่างถูกต้อง สำหรับการให้บริการการประกอบโรคศิลปะที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ณ) แห่งประมวลรัษฎากร กรมสรรพากรจึงขอซ้อมความเข้าใจว่า การให้บริการการประกอบโรคศิลปะที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ฌ) แห่งประมวลรัษฎากร จะต้องเป็นการประกอบกิจการใด ๆ ที่ผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพโรคศิลปะสาชาต่าง ๆ ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการประกอบโรคศิลปะสาชานั้น ๆ ได้กระทำต่อมนุษย์ในการบำบัดโรค รวมตลอดถึงการตรวจโรคและป้องกันโรคในสาชาต่าง ๆ ทั้งนี้ ไม่คำนึงว่าค่าตอบแทนที่ผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพโรคศิลปะได้รับจะเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) หรือ (6) แห่งประมวลรัษฎากร ตัวอย่าง 1. แพทย์ ก. เป็นผู้ใต้รับอนุญาตที่ประกอบโรคศิลปะได้ไปให้บริการตรวจและรักษาผู้ป่วยในสถานพยาบาลหรือหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนไม่ว่าจะเป็นประจำหรือครั้งคราว โดยไม่ไม่ได้เป็นลูกจ้างของสถานพยาบาลหรือหน่วยงานนั้น และได้รับค่าตอบแทนจากการให้บริการดังกล่าว ค่าตอบแทนที่ได้รับถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร และได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1) (ณ) แห่งประมวลรัษฎากร 2. แพทย์ ข. เป็นผู้ให้รับอนุญาตให้ประกระโรคศิลปะได้ทำสัญญาหรือข้อตกลงกับสถานพยาบาล ขอใช้สถานที่ เครื่องมือ และอุปกรณ์ของสถานพยาบาลเพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วยในนามของแพทย์ ข. เอง โดยมีข้อตกลงเรียกเก็บและแบ่งเงินค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วย ไม่ว่าแพทย์ ข. จะเป็นผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาเองแล้วแบ่งให้สถานพยาบาล หรือสถานพยาบาลเป็นผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาแทนแล้วแบ่งให้แพทย์ ข. ค่าตอบแทนที่เรียกเก็บจากผู้ป่วยทั้งจำนวน เข้าลักษณะเป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระประเภทการประกอบโรคศิลปะของแพทย์ ข. ตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร และได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1) (ณ) แห่งประมวลรัษฎากร จึงเรียนมาเพื่อพราบ และแจ้งให้เจ้าหน้าที่ถือเป็นแนวทางปฏิบัติต่อไป (นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์) ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษีฯ ปฏิบัติราชการแทน อธิบดีกรมสรรพากร ในเรื่องการตีความแง่กฎหมายค่ะ - บริษัทฯ (The V Clinic) สาขาเซ็นทรัลหาดใหญ่ และสาขาโรบินสันโอเชี่ยน นครศรีธรรมราช จ่ายเป็น % จากหัตถการที่ทำโดยแพทย์ (10% ของยอดหัตถการ) วันที่ทำงาน ไม่แน่นอน ส่งตารางทำงานเอง หากไม่มีคนไข้ ไม่ได้เงินค่าตอบแทน ไม่มีการันตี ไม่มีเงินเดือน หากโดนแจ้งหยุดงาน ออฟตารางงาน ก็ไม่ได้รับค่าชดเชยค่ะ หนูส่งในส่วนนี้เป็น 40 (6) ได้ ถือว่าถูกต้องไหมคะ |
| วิสัชนา | กรณีแพทย์ ซึ่งเป็นผู้ให้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปะที่ประกอบการในบริษัทฯ (The V Clinic) สาขาเซ็นทรัลหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และสาขาโรบินสันโอเชี่ยน นครศรีธรรมราช จะเข้าลักษณะเป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระประเภทการประกอบโรคศิลปะของแพทย์ ตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ต้องเป็นกรณีที่แพทย์ได้ทำสัญญา หรือข้อตกลงกับสถานพยาบาล ขอใช้สถานที่ เครื่องมือ และอุปกรณ์ของสถานพยาบาลเพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วยในนามของแพทย์เอง โดยมีข้อตกลงเรียกเก็บและแบ่งเงินค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วย ไม่ว่าแพทย์จะเป็นผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาเองแล้วแบ่งให้สถานพยาบาล หรือสถานพยาบาลเป็นผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาแทนแล้วแบ่งให้แพทย์ ทั้งนี้ ค่าตอบแทนที่เรียกเก็บจากผู้ป่วยถือเป็นเงินได้พึงประเมินของแพทย์ทั้งจำนวน ดังนั้น จึงขอให้พิจารณาหลักเกณฑ์หรือแนวทางปฏิบัติของกรมสรรพากร และปรับการดำเนินการให้สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของกรมสรรพากรได้ ดังกล่าว ก็ย่อมมีความปลอดภัย ลดความเสี่ยงในการดำเนินงานได้ เลขที่หนังสือ : 0702/6494 วันที่ : 20 สิงหาคม 2561 เรื่อง : ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีเงินได้จากการประกอบวิชาชีพพยาบาล ข้อกฎหมาย : มาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ข้อหารือ : 1. นางสาว ส. ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ชั้นหนึ่ง ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2528 และพระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2540 และสอบผ่านเป็นพยาบาลผู้เชี่ยวชาญการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมปี 2551 จากสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย 2 นางสาว ส. ได้ทำสัญญาพยาบาลวิชาชีพเฉพาะทาง (สัญญาฯ) กับบริษัท ร. จำกัด ซึ่งได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาลรักษาโรคไต โดยมีข้อตกลงสรุปได้ดังนี้ 2.1 นางสาว ส. ตกลงทำงานให้บริษัทฯ ในตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพเฉพาะด้านโรคไต (พยาบาลวิชาชีพไตเทียม) เป็นระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2559 โดยได้รับค่าตอบแทนตามผลสำเร็จของงานตามอัตราความยากง่ายของผู้ป่วยแต่ละรายด้วยความรู้ความชำนาญ 2.2 บริษัทฯ ตกลงจ่ายค่าตอบแทนตามผลสำเร็จของงาน โดยจะชำระค่าตอบแทนการทำงานภายในวันที่ 10 ของเดือน 2.3 นางสาว ส. ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานดังนี้ (1) เป็นพยาบาลวิชาชีพที่มีความเชี่ยวชาญด้านไตเทียม โดยผ่านการอบรมหลักสูตรเฉพาะทางไตเทียม 4 เดือน หรือสอบผ่านผู้เชี่ยวชาญด้านไตเทียม (2) ดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องมือไตเทียมแบบองค์รวม โดยได้รับค่าตอบแทนในการดูแลผู้ป่วยแต่ละรายแตกต่างกันตามลักษณะอาการและความยากง่ายของผู้ป่วยแต่ละรายจนสิ้นสุดการฟอกเลือดในแต่ครั้ง และงานอื่นที่บริษัทฯ หรือตัวแทนได้มอบหมาย 3. เมื่อปี 2558 นางสาว ส. ได้รับเงินค่าตอบแทนตามสัญญาฯ จากบริษัทฯ เป็นค่าประกอบวิชาชีพพยาบาล (รายละเอียดปรากฏตามหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย) 4. นางสาว ส. ขอหารือว่า เงินค่าตอบแทนที่นางสาว ส. ได้รับซึ่งมีจำนวนไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับความยากง่ายของวิชาชีพพยาบาลนั้น เข้าลักษณะเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ อย่างไร แนววินิจฉัย : กรณีพยาบาลมีเงินได้จากการไปปฏิบัติงานในสถานพยาบาลเอกชนและได้รับค่าตอบแทนเป็นรายเดือนซึ่งไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับเวลาปฏิบัติงานนั้น หากเป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ ย่อมถือว่าเงินได้ที่พยาบาลได้รับดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก่ 1. เป็นบุคคลซึ่งได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต - เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบัน ในสาขาการพยาบาล สาขาการผดุงครรภ์ หรือสาขาการพยาบาลและผดุงครรภ์ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2479 หรือ - เป็นผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาล การผดุงครรภ์ หรือการพยาบาลและการผดุงครรภ์ โดยได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ การพยาบาลวิชาชีพการผดุงครรภ์ หรือวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์จากสภาการพยาบาลตามพระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2528 และ 2. ปฏิบัติงานตามวิชาชีพ "การพยาบาล" หรือ "การผดุงครรภ์" ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2528 (ไม่รวมถึงพยาบาลที่ปฏิบัติงานในลักษณะงานธุรการ) ดังนี้ "การพยาบาล" หมายความว่า การกระทำในการช่วยเหลือดูแลผู้ป่วยเพื่อบรรเทาอาการของโรค และการลุกลามของโรค การประเมินภาวะสุขภาพ การส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพอนามัย และการป้องกันโรค รวมทั้งการช่วยเหลือแพทย์ และการกระทำตามคำสั่งในการรักษาโรคของแพทย์ ทั้งนี้ โดยอาศัยหลักวิทยาศาสตร์และศิลปะการพยาบาล "การผดุงครรภ์" หมายความว่า การตรวจ การแนะนำ การส่งเสริมสุขภาพ และการปฏิบัติต่อหญิงมีครรภ์ การป้องกันความผิดปกติในระยะตั้งครรภ์และระยะคลอด การทำคลอด การดูแลและส่งเสริมสุขภาพมารดาและทารกในระยะหลังคลอด รวมทั้งการช่วยเหลือแพทย์และการกระทำตามคำสั่งในการรักษาโรคของแพทย์ ทั้งนี้ โดยอาศัยหลักวิทยาศาสตร์และศิลปะการผดุงครรภ์ และ 3. ได้รับค่าตอบแทนซึ่งคำนวณจากผลการปฏิบัติงาน โดยขึ้นอยู่กับความยากง่ายของงานที่ทำการรักษาผู้ที่มารับการรักษา ดังนั้น กรณีตามข้อเท็จจริง นางสาว ส. ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2528 ตกลงทำงานให้บริษัทฯ ในตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพเฉพาะด้านโรคไต (พยาบาลวิชาชีพไตเทียม) โดยบริษัทฯ ตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้แก่นางสาว ส.ตามผลสำเร็จของงานตามอัตราความยากง่ายของผู้ป่วยแต่ละรายด้วยความรู้ความชำนาญของนางสาวส.นั้น เงินได้ที่นางสาว ส. ได้รับจากบริษัทฯ จึงเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร เลขตู้ : 81/40775 เลขที่หนังสือ : กค 0702/5760 วันที่ : 6 กันยายน 2560 เรื่อง : ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีเงินได้จากวิชาชีพอิสระ การประกอบโรคศิลปะ ข้อกฎหมาย : มาตรา 40 (2) มาตรา 50 (1) และมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ข้อหารือ : โรงพยาบาล ฯ ได้หารือข้อกฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีเงินได้จากวิชาชีพอิสระ การประกอบโรคศิลปะ โดยมีข้อเท็จจริงสรุปได้ว่า ผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปะ (แพทย์) ของโรงพยาบาลฯ ได้รับเงินเดือนและได้รับเงินจากการตรวจรักษาผู้ป่วยที่คลินิกพิเศษนอกเวลาราชการของโรงพยาบาลฯ ซึ่งแพทย์ต้องทำสัญญาหรือตกลงกับสถานพยาบาลเพื่อขอใช้สถานที่ เครื่องมือ และอุปกรณ์เพื่อประกอบโรคศิลปะในนามของแพทย์เพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วย และมีข้อตกลงแบ่งเงินค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วย โดยสถานพยาบาลเป็นผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาแทนแพทย์ แล้วนำมาจ่ายให้กับแพทย์เพื่อแบ่งรายได้ให้สถานพยาบาล เงินได้ที่แพทย์เรียกเก็บจากผู้ป่วยทั้งจำนวนถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร มิใช่เฉพาะส่วนแบ่งที่เหลือหลังจากหักส่วนแบ่งของสถานพยาบาลออก ความเข้าใจของโรงพยาบาลฯ ดังกล่าว ถูกต้องหรือไม่ อย่างไร แนววินิจฉัย : 1. หากผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปะได้รับค่าตอบแทนที่เป็นเงินได้พึงประเมิน เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร โรงพยาบาลฯ ในฐานะผู้จ่ายเงินได้ดังกล่าวมีหน้าที่ต้องคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายไว้ทุกคราวที่จ่ายเงิน ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร 2. หากผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปะได้รับค่าตอบแทนที่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแยกเป็น 2 กรณี ดังนี้ (1) กรณีผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปะทำสัญญาหรือข้อตกลงกับสถานพยาบาลเพื่อขอใช้สถานที่ เครื่องมือ และอุปกรณ์เพื่อประกอบโรคศิลปะในนามของผู้ได้รับอนุญาตเพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วย โดยผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปะเป็นผู้เรียกเก็บเงินค่าตรวจรักษาเอง และมีข้อตกลงแบ่งเงิน ค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วยให้แก่สถานพยาบาลเป็นลายลักษณ์อักษร (2) กรณีผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปะทำสัญญาหรือข้อตกลงกับสถานพยาบาล เพื่อขอใช้สถานที่ เครื่องมือ และอุปกรณ์เพื่อประกอบโรคศิลปะในนามของผู้ได้รับอนุญาตเพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วย และมีข้อตกลงแบ่งเงินค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วยโดยสถานพยาบาลเป็นผู้เรียกเก็บเงินค่าตรวจรักษาแทนผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปะ แล้วนำมาจ่ายให้กับผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปะเพื่อแบ่งรายได้ให้แก่สถานพยาบาลต่อไป ทั้งกรณี (1) และ (2) ให้ถือว่าเงินที่ผู้ได้รับอนุญาตเรียกเก็บจากผู้ป่วยทั้งจำนวนเป็นเงินได้ พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ของผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปะ มิใช่เฉพาะเงิน ส่วนแบ่งที่เหลือหลังจากหักส่วนแบ่งของสถานพยาบาลออกแล้ว เลขตู้ : 80/40459 เลขที่หนังสือ : กค 0811(กม)/1435 วันที่ : 7 สิงหาคม 2541 เรื่อง : ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย กรณีโรงพยาบาลจ้างบุคลากรจากที่อื่นมาทำงานนอกเวลา ข้อกฎหมาย : มาตรา 40 (1), มาตรา 40 (2), มาตรา 40 (6) ข้อหารือ : กรณีโรงพยาบาล ก. ได้ว่าจ้างเภสัชกร พยาบาลและเทคนิคการแพทย์ ซึ่งเป็นบุคลากรจากที่อื่นมาทำงานนอกเวลาให้กับโรงพยาบาลฯ การที่โรงพยาบาลฯ จ่ายค่าตอบแทนให้บุคคลดังกล่าวเป็นอัตราต่อเวรและต่อชั่วโมงถือเป็นการจ้างแรงงาน เพราะโรงพยาบาลฯ มีวัตถุประสงค์ที่จะใช้แรงงานตามกำหนดเวลาว่าจ้าง เข้าลักษณะเป็นการจ่ายค่าจ้างแรงงานเป็นรายเดือน ผู้รับค่าจ้างแรงงานมิได้มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ประกอบกับผู้ป่วยเป็นคนไข้ของโรงพยาบาลฯ มิใช่คนไข้ที่ผู้รับจ้างนำเข้ามารักษาพยาบาลเอง การจ่ายค่าตอบแทนของโรงพยาบาลฯ จึงเข้าลักษณะเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร โรงพยาบาลฯ ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร จึงขอทราบว่า ความเห็นดังกล่าว ถูกต้องหรือไม่ อย่างไร แนววินิจฉัย : 1. คำว่า "ศิลปะ" ตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร หมายถึง การประกอบโรคศิลปะตามคำนิยามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2497 ซึ่งหมายความว่า กิจการใด ๆ อันกระทำโดยตรงต่อร่างกายต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ (1) เวชกรรม... (2) ทันตกรรม... (3) เภสัชกรรม... (4) การพยาบาล... (5) การผดุงครรภ์... (6) กายภาพบำบัด... (7) เทคนิคการแพทย์... 2. โดยที่ในปัจจุบันได้มีการแยกการควบคุมการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ทันตกรรม เภสัชกรรม การพยาบาลและการผดุงครรภ์ ออกจากอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ โดยจัดตั้งแพทยสภา ทันตแพทยสภา สภาเภสัชกรรม และสภาการพยาบาลขึ้น ทำหน้าที่ควบคุมการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ทันตกรรม เภสัชกรรม การพยาบาล การผดุงครรภ์ และการพยาบาลและการผดุงครรภ์ แทนคณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะตามพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2497 ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพ ดังต่อไปนี้ (1) พระราชบัญญัติวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. 2537 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 31 มิถุนายน 2537 เป็นต้นไป "ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม" หมายความว่า บุคคลซึ่งได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมจากสภาเภสัชกรรมตามมาตรา 4 และผู้ได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบัน ในสาขาเภสัชกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ และใบอนุญาตนั้นยังคงใช้ได้ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับตามมาตรา 55 (2) พระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2528 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2528 เป็นต้นไป "ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาล" หมายความว่า บุคคลซึ่งได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลจากสภาการพยาบาล "ผู้ประกอบวิชาชีพการผดุงครรภ์" หมายความว่า บุคคลซึ่งได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการผดุงครรภ์จากสภาการพยาบาล "ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์" หมายความว่า บุคคลซึ่งได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์จากสภาการพยาบาลตามมาตรา 4 และผู้ได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบัน ในสาขาการพยาบาล สาขาการผดุงครรภ์ หรือสาขาการพยาบาลและผดุงครรภ์ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ และใบอนุญาตนั้นยังคงใช้ได้ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับตามมาตรา 50 (3) พระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พุทธศักราช 2497 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2480 เป็นต้นไป ตามมาตรา 4 (7) และมาตรา 15 (3) คือ "เทคนิคการแพทย์ คือ การกระทำใด ๆ ด้วยกรรมวิธีทางห้องปฏิบัติการเพื่อช่วยวินิจฉัยและทำนายความรุนแรงของโรค" สำหรับผู้ประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบันในสาขาการพยาบาลกายภาพบำบัด และเทคนิคการแพทย์ ต้อง (ก) มีปริญญาหรือประกาศนียบัตรจากสถานศึกษาในประเทศไทยที่คณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะรับรอง แต่คณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะอาจสอบความรู้ก่อนก็ได้ (ข) มีปริญญาหรือประกาศนียบัตรจากสถานศึกษาในต่างประเทศและได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะในประเทศที่ตนได้รับปริญญา หรือประกาศนียบัตร และคณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ ได้สอบความรู้เป็นที่พอใจแล้ว แต่ถ้าเป็นคนไทยไม่จำต้องเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะในประเทศที่ผู้นั้นได้รับปริญญาหรือประกาศนียบัตร ดังนั้น "โรคศิลปะ" ตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร จึงหมายถึงการประกอบโรคศิลปะตามคำนิยามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2497 และตามเจตนารมย์ตามประมวลรัษฎากร หมายความรวมถึง ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม การพยาบาล การผดุงครรภ์การพยาบาลและการผดุงครรภ์และเทคนิคการแพทย์ ตามพระราชบัญญัติตามข้อ 2 (1) - (3) ด้วย แต่ทั้งนี้ ค่าตอบแทนที่ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะได้รับจะถือเป็นเงินได้ประเภทใด จะต้องพิจารณาตามลักษณะของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร 3. กรณีตามข้อเท็จจริง (1) เภสัชกร ไปปฏิบัติงานในสถานพยาบาลเอกชนเป็นครั้งคราวและได้รับค่าตอบแทนเป็นรายเดือน แต่ละเดือนไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับเวลาปฏิบัติงาน โดยคำนวณตามชั่วโมงการทำงานเป็นอัตราต่อเวรต่อชั่วโมง กรณีที่เป็นไปตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้ (ก) เป็นบุคคลซึ่งได้รับทะเบียนและรับใบอนุญาต - เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบัน ในสาขาเภสัชกรรม ตามพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พุทธศักราช 2479 หรือเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. 2537 และ (ข) ปฏิบัติงานวิชาชีพเภสัชกรรม ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. 2537 โดยขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมจากสภาเภสัชกรรม (ไม่รวมถึง การปฏิบัติงานในลักษณะงานธุรการ) ดังนี้ "วิชาชีพเภสัชกรรม" หมายความว่า วิชาชีพที่เกี่ยวกับการกระทำในการเตรียมยา การผลิตยา การประดิษฐ์ยา การเลือกสรรยา การวิเคราะห์ยา การควบคุมและการประกันคุณภาพยา การปรุงและจ่ายยาตามใบสั่งยาของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม หรือผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม หรือผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์ รวมทั้งการดำเนินการปรุงยาและการขายยา ตามกฎหมายว่าด้วยยา"และ (ค) ได้รับค่าตอบแทนโดยคำนวณจากผลการปฏิบัติงานขึ้นอยู่กับความยากง่ายของงานที่ทำ โดยต้องมีผู้มารับการรักษาถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร (2) พยาบาล ที่ไปปฏิบัติงานในสถานพยาบาลเอกชนและได้รับค่าตอบแทนเป็นรายเดือนไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับเวลาปฏิบัติงาน โดยคำนวณตามชั่วโมงการทำงานเป็นอัตราต่อเวรต่อชั่วโมง กรณีที่เป็นไปตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้ (ก) เป็นบุคคลซึ่งได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบัน ในสาขาการพยาบาล สาขาการผดุงครรภ์ หรือสาขาการพยาบาลและผดุงครรภ์ ตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2479 หรือเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาล การผดุงครรภ์ หรือการพยาบาลและการผดุงครรภ์ โดยได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาล วิชาชีพการผดุงครรภ์ หรือวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์จากสภาการพยาบาล ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2528 และ (ข) ปฏิบัติงานตามวิชาชีพ "การพยาบาล" หรือ "การผดุงครรภ์" ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2528 (ไม่รวมถึงพยาบาลที่ปฏิบัติงานในลักษณะงานธุรการ) ดังนี้ "การพยาบาล" หมายความว่า การกระทำในการช่วยเหลือดูแลผู้ป่วยเพื่อบรรเทาอาการของโรค และการลุกลามของโรค การประเมินภาวะสุขภาพ การส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพอนามัย และการป้องกันโรค รวมทั้งการช่วยเหลือแพทย์ และการกระทำตามคำสั่งในการรักษาโรคของแพทย์ ทั้งนี้ โดยอาศัยหลักวิทยาศาสตร์และศิลปะการพยาบาล "การผดุงครรภ์" หมายความว่า การตรวจ การแนะนำ การส่งเสริมสุขภาพ และการปฏิบัติต่อหญิงมีครรภ์ การป้องกันความผิดปกติในระยะตั้งครรภ์และระยะคลอด การทำคลอด การดูแลและส่งเสริมสุขภาพมารดาและทารกในระยะหลังคลอด รวมทั้งการช่วยเหลือแพทย์และการกระทำตามคำสั่งในการรักษาโรคของแพทย์ ทั้งนี้ โดยอาศัยหลักวิทยาศาสตร์และศิลปะการผดุงครรภ์ และ (ค) ได้รับค่าตอบแทนซึ่งคำนวณจากผลการปฏิบัติงานขึ้นอยู่กับความยากง่ายของงานที่ทำ โดยต้องมีผู้มารับการรักษาถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร (3) เทคนิคการแพทย์ ไปปฏิบัติงานในสถานพยาบาลเอกชนเป็นครั้งคราว และได้รับค่าตอบแทนเป็นรายเดือน แต่ละเดือนไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับเวลาปฏิบัติงาน โดยคำนวณตามชั่วโมง การทำงานเป็นอัตราต่อเวรต่อชั่วโมง กรณีที่เป็นไปตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้ (ก) เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบัน สาขาเทคนิคการแพทย์ โดยเป็นผู้ได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พุทธศักราช 2479 และ (ข) ปฏิบัติงานด้านเทคนิคการแพทย์ ไม่รวมถึงการปฏิบัติงานในลักษณะงานธุรการ และ (ค) ได้รับค่าตอบแทนโดยคำนวณจากผลการปฏิบัติงานขึ้นอยู่กับความยากง่ายของงานที่ทำ โดยต้องมีผู้มารับการรักษาถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร 4 หากข้อเท็จจริง ไม่เข้าลักษณะตาม 3. ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) หรือ (2) แห่งประมวลรัษฎากร แล้วแต่กรณี เลขตู้ : 61/26979 ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ |