Case study

ตัดจำหน่ายสินทรัพย์ถาวรต้องแจ้งกรมสรรพากรหรือไม่


เรื่อง ตัดจำหน่ายสินทรัพย์ถาวรต้องแจ้งกรมสรรพากรหรือไม่
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 17/11/2024
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัท ตัดจำหน่ายสินทรัพย์ถาวรที่ไม่สามารถใช้งานได้และมูลค่าทางบัญชีเหลือ 1 บาท บริษัทมีหน้าที่ต้องทำหนังสือแจ้งเจ้าพนักงานกรมสรรพากรหรือไม่คะ 

คำตอบ

ตอบ  

ภาษีเงินได้นิติบุคคล (รับรู้ค่าใช้จ่ายทางภาษี)

ตาม คำสั่งกรมสรรพากร  ที่ ป. 58/2538  ข้อ 1 ระบุว่า  กรณีการทำลายทรัพย์สินที่ชำรุดไม่สามารถใช้การได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากบริษัทฯ สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการทำลายทรัพย์สินดังกล่าวจริง และมีผู้สอบบัญชีของบริษัทฯ รับรองการกระทำดังกล่าว ถือเป็นผลเสียหายจากการประกอบกิจการโดยตรงไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร จึงมีสิทธินำมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินที่เหลืออยู่ดังกล่าวมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ถึงแม้ไม่ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่สรรพากรทราบล่วงหน้าก่อนก็ตาม 

จะเห็นว่า ไม่มีกฏหมาย หรือ คำสังใดเขียนระบุชัดเจนไว้ว่า การตัดจำหน่ายสินทรัพย์ถาวร บริษัทจะต้องแจ้งเจ้าหน้าที่สรรพากร  แตอย่างไรก็ตาม  ได้มีข้อหารือ กค 0811/09658 ระบุไว้เป็นแนวทางว่า  เพื่อประโยชน์ในการพิสูจน์ ให้บริษัทฯ ปฏิบัติให้เป็นไปตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.79/2541 ฯ ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541

ดังนั้น เพื่อความชัดเจน และ ลดข้อโต้แย้งในอนาคต จึงแนะนำให้บริษัท ปฏิบัติตาม ป.79/2541 ดังนี้

1  มีมติที่ประชุมกรรมการอนุมัติให้ตัดจำหน่าย WRITE OFF โดยมีการอธิบายเหตุผลที่ต้อง WRITE OFF เช่น สินทรัพย์ไม่สามารถใช้งานได้แล้ว เนื่องจาก...........  สินทรัพย์ยังใช้งานได้ แต่ไม่มีความจำเป็นที่จะใช้แล้ว และไม่สามารถขายได้  เป็นต้น 

2 เมื่อได้รับอนุมัติให้ write off  แล้ว บริษัทฯ  พึงต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานประเมินสำนักงานสรรพากรพื้นที่ท้องที่ที่บริษัทฯ ตั้งอยู่ ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ก่อนวัน write off ซึ่งสรรพากรพื้นที่จะจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกมาสังเกตการณ์การทำลายหรือไม่ก็สุดแต่จะเห็นสมควร โดยมีรายละเอียดในการแจ้งดังนี้

        (1) รายละเอียดเกี่ยวกับรายการ สินทรัพย์ถาวรที่  ที่จะทำลาย เข่น ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่า 

        (2) วันเวลา สถานที่ที่จะทำลาย 

        (3) วิธีการทำลาย 

        (4) เหตุผลความจำเป็นที่ต้องทำลาย 

 3.  ในการทำลายบริษัทฯ ต้องเชิญผู้สอบบัญชีร่วมสังเกตการณ์การ write off และลงลายมือชื่อเป็นพยานในการทำลาย  


มาตรา 65 ตรีรายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

(13) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ



คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 58/2538

เรื่อง      ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการตัดมูลค่าต้นทุนที่เหลืออยู่ของทรัพย์สินที่สูญหายหรือชำรุดจนไม่สามารถใช้งานได้

                เพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวทางปฏิบัติในการตรวจสอบและแนะนำกรณีการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับการตัดมูลค่าต้นทุนที่เหลืออยู่ของทรัพย์สินที่สูญหายหรือชำรุดจนไม่สามารถใช้งานได้ กรมสรรพากรจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้


                ข้อ 1 กรณีที่ทรัพย์สินชำรุดจนไม่สามารถใช้งานได้ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล จะนำมูลค่าต้นทุนที่เหลืออยู่ของทรัพย์สินนั้น ตัดเป็นรายจ่ายทั้งจำนวนไม่ได้ แต่หากได้ทำลายหรือขายไปซึ่งทรัพย์สินนั้น ก็มีสิทธิ์ตัดต้นทุนที่เหลืออยู่เป็นรายจ่ายได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร

                        ในกรณีที่ขายทรัพย์สินนั้นไป บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ต้องนำราคาขายทรัพย์สินดังกล่าวมารวมคำนวณกำไรสุทธิ เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วย


                ข้อ 2 กรณีที่ทรัพย์สินสูญหาย ซึ่งถือเป็นผลเสียหายจากการประกอบกิจการ และบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ประสงค์จะตัดต้นทุนที่เหลืออยู่ของทรัพย์สินนั้นเป็นรายจ่ายทั้งจำนวน ได้ดังนี้

                        (ก) กรณีที่ทรัพย์สินที่สูญหายนั้น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ได้มีการประกันหรือสัญญาคุ้มกันใด ๆ ไว้ กรณีดังกล่าวถือเป็นผลเสียหายอันอาจได้รับกลับคืนเนื่องจากการประกันหรือสัญญาคุ้มกันใด ๆ ดังนั้น เมื่อทรัพย์สินได้รับความเสียหายและกำลังรอการชดใช้จากบริษัทประกันภัย แต่ได้สิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชีไปก่อน เช่นนี้บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล จะตัดผลเสียหายดังกล่าวเป็นรายจ่ายทันทีไม่ได้ ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (12) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น จะต้องรอจนกว่าจะได้รับค่าสินไหมที่ได้รับชดใช้จากบริษัทประกันภัยเสียก่อน ถ้าผลเสียหายมากกว่าค่าชดใช้ผลต่างถือเป็นผลเสียหายที่มีสิทธิ์หักเป็นรายจ่ายได้ แต่ถ้าค่าชดใช้สูงกว่าความเสียหาย ผลต่างถือเป็นรายได้ จึงต้องนำมารวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วย

                        (ข) กรณีทรัพย์สินที่สูญหายนั้น ไม่มีการประกันหรือสัญญาคุ้มกันใด ๆ มูลค่าของต้นทุนที่เหลืออยู่ของทรัพย์สินนั้น ถือเป็นผลเสียหายจากการประกอบกิจการ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล มีสิทธิ์ตัดเป็นรายจ่ายได้ทั้งจำนวน ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร แต่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล จะต้องมีหลักฐานที่เชื่อถือได้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าทรัพย์สินนั้นได้สูญหายจริง





คำสั่งกรมสรรพากร

ที่ ป. 79/2541

เรื่อง      แนวทางปฏิบัติ กรณีการทำลายของเสีย สินค้าที่เสื่อมคุณภาพ 

สินค้าที่มีตำหนิสินค้าที่หมดสมัยนิยม สินค้าที่หมดอายุ และเศษซาก


ข้อ 3 การลงรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับของเสียเกินปกติที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต สินค้าที่เสื่อมคุณภาพ สินค้าที่มีตำหนิ สินค้าที่หมดสมัยนิยม สินค้าที่หมดอายุ และเศษซาก ถ้าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลประสงค์จะตัดต้นทุนดังกล่าวเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้ทำลายนั้น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ดังนี้

(3) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่น

        (3.1) การทำลายของเสียหรือสินค้าหรือเศษซากที่โดยสภาพไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้ เช่น ผลิตภัณฑ์อาหาร เวชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เป็นต้น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ดังนี้

                (ก) ต้องมีการตรวจสอบสภาพสินค้าดังกล่าวว่า เสียหายตามเงื่อนไขที่แต่ละกิจการได้กำหนดไว้หรือไม่ และต้องได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจในการพิจารณาให้เป็นสินค้าเสียหายตามเงื่อนไขที่กำหนดดังกล่าว กรณีสินค้าที่ได้รับคืน บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะต้องมีเอกสารหลักฐานการรับคืนสินค้า ซึ่งระบุรายละเอียดของสินค้าที่รับคืน เช่น วันเดือนปีที่รับคืน ปริมาณสินค้า ชนิดสินค้าหรือรหัสสินค้า สาเหตุที่รับคืนสินค้า เลขที่อ้างอิงของการสั่งซื้อสินค้าที่รับคืนนั้น และให้มีการลงลายมือชื่อของลูกค้าที่คืนสินค้า พนักงานที่รับคืนสินค้าด้วย เมื่อมีการนำสินค้าที่รับคืนมาเก็บไว้เพื่อรอทำลาย ให้พนักงานฝ่ายคลังสินค้าที่เก็บรักษาสินค้าเสียหายตรวจนับและลงลายมือชื่อกำกับไว้ พร้อมทั้งแจ้งให้ฝ่ายบัญชีทราบด้วย

                 (ข) เมื่อได้รับอนุมัติให้ทำลายของเสียหรือสินค้าหรือเศษซากจากผู้มีอำนาจอนุมัติให้ทำลายแล้ว ให้มีบุคคลอย่างน้อยประกอบด้วย ฝ่ายคลังสินค้า ฝ่ายบัญชี ฝ่ายขาย หรือฝ่ายตรวจสอบ (ถ้ามี) ร่วมสังเกตการณ์ และลงลายมือชื่อเป็นพยานในการทำลาย เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการบันทึกบัญชี พร้อมทั้งให้เชิญผู้สอบบัญชีมาเป็นพยานในการทำลาย ทั้งนี้ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่จำเป็นต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ที่กรมสรรพากรร่วมเป็นพยานในการทำลายก็ได้

        (3.2) การทำลายของเสียหรือสินค้าหรือเศษซากที่โดยสภาพสามารถเก็บรักษาและรอการทำลายพร้อมกันได้เมื่อมีปริมาณที่เหมาะสม บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตาม (3.1) และให้แจ้งการทำลายให้สรรพากรพื้นที่หรือสรรพากรจังหวัด หรือสรรพากรจังหวัด (สาขา) ในท้องที่ที่รับผิดชอบทราบล่วงหน้าเป็นเวลา 30 วันก่อนวันทำลาย ซึ่งสรรพากรพื้นที่ หรือสรรพากรจังหวัด หรือสรรพากรจังหวัด (สาขา) อาจส่งเจ้าหน้าที่ไปดูการทำลายด้วยก็ได้ตามความเหมาะสมแล้วแต่กรณี



 

ภาษีมูลค่าเพิ่ม


 
เนื่องจาก สินทรัพย์ถาวร เข้านิยามคำว่า สินค้า  ตามมาตรา 77/1(9) (คือมีไว้เพื่อใช้)

ดังนั้นแนวทางการทำลายสินทรัพย์  จึงสามารถ อ้างอิงตาม คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 79/2541เรื่อง แนวทางปฏิบัติ กรณีการทำลายของเสียสินค้าที่เสื่อมคุณภาพ สินค้าที่มีตำหนิสินค้าที่หมดสมัยนิยมสินค้าที่หมดอายุ และเศษซากได้ เพื่อจะไม่ต้องนำส่งภาษีขาย ตามมาตรา 77/1(8)(9)


มาตรา 77/1 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

(8) " ขาย " หมายความว่า จำหน่าย จ่าย โอนสินค้า ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่ และให้หมายความรวมถึง..


(9) “สินค้า”หมายความว่าทรัพย์สินที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่างที่อาจมีราคาและถือเอาได้ไม่ว่าจะมีไว้เพื่อขายเพื่อใช้หรือเพื่อการใด ๆ และให้หมายความรวมถึงสิ่งของทุกชนิดที่นำเข้า แต่ทั้งนี้ ไม่รวมถึงทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่างที่ส่งมอบโดยผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรือเครือข่ายทางอิเล็กทรอนิกส์อื่นใด


 

อ้างอิง


เรื่อง

ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการปรับปรุงและการทำลายทรัพย์สิน

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

14/09/1999

เลขที่หนังสือ

กค 0811/09658

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 65 ทวิ, มาตรา 65 ทวิ (2), มาตรา 65 ตรี (5), มาตรา 65 ตรี (13)

ข้อหารือ

     บริษัทฯ ประกอบธุรกิจโรงภาพยนตร์ระบบมัลติเพล็กซ์ที่ทันสมัย มีการนำเอาเทคโนโลยีที่นำสมัยมาใช้เสมอมาภายใต้สภาวะการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจประเภทนี้ทางบริษัทฯ จึงจะต้องมีการปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ ให้มีความทันสมัยเพื่อสามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ปัจจุบันมีประเด็นข้อปรึกษาเพื่อถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติที่ถูกต้องดังนี้

     1. บริษัทฯ ได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบคอมพิวเตอร์และพรม โดยแต่เดิมต้นทุนของทรัพย์สินทั้งสองประเภทได้บันทึกเป็นทรัพย์สินตัดค่าเสื่อมราคา 10 ปี ต่อมาเมื่อใช้งานไปได้ 2 - 3 ปี พบว่าสภาพของทรัพย์สินค่อนข้างชำรุด เนื่องจากการใช้งานทำให้การบริการไม่มีประสิทธิภาพ ทางบริษัทฯ จึงตัดสินใจเปลี่ยนทรัพย์สินใหม่เพื่อรักษาภาพพจน์ต่อผู้มาใช้บริการ ส่วนสินทรัพย์ชุดเก่าได้ทุบทำลายและเผาโดยได้ทำการถ่ายวิดีโอเทปและถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน แต่มิได้แจ้งเจ้าหน้าที่สรรพากรเกี่ยวกับการทำลายทรัพย์สินดังกล่าว ทางบริษัทฯ กระทำไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่กระทำไปด้วยความสุจริตและมีข้อเท็จจริงแสดงเป็นหลักฐานอย่างชัดเจน ซึ่งผู้ตรวจสอบบัญชีของบริษัทฯ ก็รับทราบการกระทำดังกล่าวด้วยทางบริษัทฯ จะสามารถนำต้นทุนที่เหลืออยู่ในบัญชีของทรัพย์สินดังกล่าวมาตัดเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในปีที่มีการทำลายทรัพย์สินนั้นได้หรือไม่อย่างไร

     2. บริษัทฯ ได้มีการทำลายอุปกรณ์เครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนหนึ่งและได้นำมูลค่าสุทธิที่เหลืออยู่ทางบัญชีมาคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ต่อมาภายหลังจากการตรวจเช็คทรัพย์สินปรากฏว่า มีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์บางส่วนที่ยังมิได้ทำลายจริง และยังคงใช้งานอยู่ในปัจจุบันจึงนำค่าใช้จ่ายที่ตัดจ่ายไปนั้นมาบวกกลับและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงทางบริษัทฯ จะสามารถนำค่าใช้จ่ายที่บวกกลับมาทยอยตัดเป็นค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามอายุการใช้งานที่เหลืออยู่อีกได้หรือไม่อย่างไร

     3. บริษัทฯ มีการปรับปรุงทรัพย์สินบางประเภท เช่น เก้าอี้ เครื่องฉายภาพยนตร์ ให้อยู่ในสภาพที่สามารถใช้งานได้เป็นปกติตามอายุการใช้งานของทรัพย์สินแต่ละประเภท ต้นทุนค่าใช้จ่ายต่าง ๆเพื่อการรักษาประสิทธิภาพการทำงานนี้บริษัทฯ สามารถตัดเป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้นจริงในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้หรือไม่อย่างไร

แนววินิจฉัย

     1. กรณีตาม 1. แยกพิจารณาได้ดังนี้

         (1) กรณีทรัพย์สินชำรุดจนไม่สามารถใช้งานได้ บริษัทฯ จะนำมูลค่าต้นทุนที่เหลืออยู่ของทรัพย์สินนั้นตัดเป็นรายจ่ายทั้งจำนวนไม่ได้ แต่หากได้ทำลายหรือขายไปซึ่งทรัพย์สินนั้นก็มีสิทธิตัดต้นทุนที่เหลืออยู่เป็นรายจ่ายได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ ตามข้อ 1 แห่งคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.58/2538 ฯ ลงวันที่ 2 สิงหาคม 2538

         (2) กรณีการทำลายทรัพย์สินที่ชำรุดไม่สามารถใช้การได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากบริษัทฯ สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการทำลายทรัพย์สินดังกล่าวจริง และมีผู้สอบบัญชีของบริษัทฯ รับรองการกระทำดังกล่าว ถือเป็นผลเสียหายจากการประกอบกิจการโดยตรงไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร จึงมีสิทธินำมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินที่เหลืออยู่ดังกล่าวมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ถึงแม้ไม่ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่สรรพากรทราบล่วงหน้าก่อนก็ตาม แต่ในการทำลายครั้งต่อไปเพื่อไม่ให้มีปัญหากับการตรวจของเจ้าหน้าที่จึงขอให้บริษัทฯ ปฏิบัติให้เป็นไปตาม คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.79/2541 ฯ ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541

     2. กรณีตาม 2. เมื่ออุปกรณ์เครื่องคอมพิวเตอร์ยังมิได้มีการทำลายจริงและบริษัทฯ ได้นำค่าใช้จ่ายที่ตัดไปนั้นมาบวกกลับและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมแล้ว บริษัทฯ จึงมีสิทธินำมูลค่าต้นทุนส่วนที่เหลือของอุปกรณ์เครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวมาหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งานที่เหลืออยู่ได้ตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร

     3. กรณีตาม 3. หากการปรับปรุงทรัพย์สินดังกล่าวไม่ได้เป็นการต่อเติมเปลี่ยนแปลงขยายออกหรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน แต่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิมเพื่อให้ทรัพย์สินสามารถใช้การได้เป็นปกติ บริษัทฯ มีสิทธินำรายจ่ายดังกล่าวมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ไม่ต้องห้าม ตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร

เลขตู้

62/28306



เรื่อง

ขาย & Write off สินทรัพย์ถาวร เครื่องใช้สำนักงาน เครื่องจักร เครื่องมือ ที่ใช้งานไม่ได้

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 16/02/2024 - วันที่ตอบ 16/03/2024

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 58/2538ฯ, คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 79/2541, คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 86/2542

ปุจฉา

ขอสอบถาม เรื่อง สินทรัพย์ถาวร ค่ะ

    บริษัทฯ มีเครื่องใช้สำนักงาน เครื่องจักร เครื่องมือ ที่ใช้งานไม่ได้

อยากถามว่า

สินทรัพย์บางอย่าง เช่น เครื่องมือ เครื่องจักร ไม่สามารถขายได้ ทางบริษัทฯ ต้องการทำลายสินทรัพย์ดังกล่าว ต้องแจ้งสรรพากร หรือผู้สอบ เหมือนทำลายสินค้าไหมคะและต้องทำอย่างไรบ้างคะทางบัญชีและภาษีเนื่องจากปัจจุบันทางบริษัทเคยแต่ทำการขายรวมๆ เปิดใบกำกับภาษี ยื่นภาษีขายปกติค่ะ หรือ write off ออกจากบัญชี ทางบริษัทฯ ก็จะทำการประเมินราคาและบวกกลับทางภาษีค่ะ ไม่แน่ใจว่าทำถูกไหมคะ

วิสัชนา

1.กรณีที่ทรัพย์สินชำรุด ไม่สามารถใช้งานได้ บริษัทฯ ได้ทำการขายในราคาตลาด นำส่งภาษีขาย ออกใบกำกับภาษี นำมูลค่าต้นทุนที่เหลืออยู่ตามบัญชี ตัดเป็นรายจ่าย และนำราคาขายมารวมคำนวณกำไรสุทธิ เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามข้อ 1. ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 58/2538ฯ ลงวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2538 กรณีที่ทรัพย์สินชำรุดจนไม่สามารถใช้งานได้ หากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ได้ขายไปซึ่งทรัพย์สินนั้น ก็มีสิทธิ์ตัดต้นทุนที่เหลืออยู่เป็นรายจ่ายได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร

2. กรณีที่ตรวจนับไม่พบทรัพย์สินสูญหาย บริษัทฯ ได้ตัดจำหน่ายออกจากบัญชี สินทรัพย์ที่หายถือว่าเป็นการขาย โดยใช้ราคาตลาด นำส่งภาษีขาย ไม่ออกใบกำกับภาษี ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 86/2542 และนำภาษีขายที่นำส่ง และมูลค่าทรัพย์สินที่เหลืออยู่ของทรัพย์สินที่บริษัทฯ ได้ตัดจำหน่าย (write off) บวกกลับไม่ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

3. กรณีที่ทรัพย์สินไม่มีตัวตน ประเภทโปรแกรม Software ต่างๆ ที่เลิกใช้งาน และตัดจำหน่ายเต็มมูลค่าคงเหลือ 1 บาท ไม่สามารถขายได้ บริษัทฯ ตัดออกจากบัญชี และนำมูลค่าต้นทุนที่เหลืออยู่ตามบัญชีถือเป็นรายจ่ายปกติ


4.กรมสรรพากรอนุโลมให้นำหลักเกณฑ์การทำลายสินค้าไปปรับใช้กับการทำลายทรัพย์ ซึ่งตามข้อ 3.2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 79/2541 กำหนดหลักเกณฑ์การแจ้งการทำลายให้สรรพากรพื้นที่ในท้องที่ที่รับผิดชอบทราบล่วงหน้าเป็นเวลา 30 วันก่อนวันทำลาย ดังนี้

     “(3.2) สำหรับของเสียหรือสินค้าหรือเศษซากที่โดยสภาพสามารถเก็บรักษาและรอการทำลายพร้อมกันได้เมื่อมีปริมาณที่เหมาะสม ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะต้องแจ้งการทำลายให้สรรพากรพื้นที่... ในท้องที่ที่รับผิดชอบทราบล่วงหน้าเป็นเวลา 30 วันก่อนวันทำลาย ซึ่งสรรพากรพื้นที่... อาจส่งเจ้าหน้าที่ไปดูการทำลายด้วยก็ได้ตามความเหมาะสมแล้วแต่กรณี”

      อนึ่ง กรณีการทำลายทรัพย์สินที่ชำรุดไม่สามารถใช้การได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากบริษัทฯ สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการทำลายทรัพย์สินดังกล่าวจริง และมีผู้สอบบัญชีของบริษัทฯ รับรองการกระทำดังกล่าว ถือเป็นผลเสียหายจากการประกอบกิจการโดยตรงไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร จึงมีสิทธินำมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินที่เหลืออยู่ดังกล่าวมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ถึงแม้ไม่ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่สรรพากรทราบล่วงหน้าก่อนก็ตาม แต่ในการทำลายครั้งต่อไปเพื่อไม่ให้มีปัญหากับการตรวจของเจ้าหน้าที่จึงขอให้บริษัทฯ ปฏิบัติให้เป็นไปตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 79/2541 ฯ ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 (หนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0811/09658 ลงวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2542)


5. สำหรับแบบฟอร์มการทำลายสินค้าหรือทรัพย์สินนั้น กรมสรรพากรมิได้กำหนดไว้แต่อย่างใด ให้กระทำเป็นคำร้องตามแบบฟอร์มหนังสือราชการทั่วไป โดยต้องแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าหรือทรัพย์สินที่จะทำลาย ดังต่อไปนี้เป็นอาทิ

     (1) ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือทรัพย์สินที่ต้องการทำลาย ซึ่งได้รับอนุมัติให้ทำลายของเสียหรือสินค้าหรือเศษซากหรือทรัพย์สินจากผู้มีอำนาจอนุมัติให้ทำลาย

     (2) วิธีการทำลาย

     (3) วัน เวลา สถานที่ที่ใช้ในการทำลาย

     (4) เหตุผลที่ต้องการทำลาย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์

หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ