1. ตามมาตรา 78 (3) แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดหลักเกณฑ์ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการขายสินค้า ดังนี้ “มาตรา 78 ภายใต้บังคับมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการขายสินค้า ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (3) การขายสินค้าโดยมีการตั้งตัวแทนเพื่อขายและได้ส่งมอบสินค้าให้ตัวแทนแล้ว ทั้งนี้ เฉพาะสัญญาการตั้งตัวแทนเพื่อขายตามประเภทของสินค้าและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อตัวแทนได้ส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อ เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนการส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อ ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) ตัวแทนได้โอนกรรมสิทธิ์สินค้าให้ผู้ซื้อ (ข) ตัวแทนได้รับชำระราคาสินค้า (ค) ตัวแทนได้ออกใบกำกับภาษี หรือ (ง) ได้มีการนำสินค้าไปใช้ไม่ว่าโดยตัวแทนหรือบุคคลอื่น ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี
2. ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 8 เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ของสัญญาการตั้งตัวแทนเพื่อขายตามประเภทของสินค้า ตามมาตรา 78 (3) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2534 อธิบดีกรมสรรพากรโดยอนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 78 (3) แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ.2534 กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขของสัญญาการตั้งตัวแทนเพื่อขายตามประเภทของสินค้า โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 เป็นต้นไป ดังต่อไปนี้ “ข้อ 1 ต้องเป็นสัญญาการตั้งตัวแทนเพื่อขายสินค้าโดยตัวแทนได้รับค่าตอบแทนหรือบำเหน็จจากตัวการตามที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาตั้งตัวแทน ข้อ 2 สัญญาตามข้อ 1 ต้องจัดทำเป็นลายลักษณ์อักษร และเป็นสัญญาที่ตั้งตัวแทนเพื่อขายสินค้าประเภทใดประเภทหนึ่ง หรือทุกประเภทก็ได้ ข้อ 3 ตัวการและตัวแทนต้องเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งต้องคำนวณเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร ข้อ 4 ตัวการและตัวแทนต้องเก็บรักษาต้นฉบับสัญญาการตั้งตัวแทนไว้ ณ สถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันสิ้นสุดสัญญา ข้อ 5 ตัวการต้องแจ้งสัญญาการตั้งตัวแทนต่อเจ้าพนักงานสรรพากรภายใน 15 วันนับแต่วันทำสัญญาตั้งตัวแทน ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ หรือสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาในเขตท้องที่ที่สถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ของตัวการตั้งอยู่ ข้อ 6 ตัวแทนต้องจัดทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ โดยให้จัดทำแยกต่างหากจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบของตน ตามมาตรา 87(3) แห่งประมวลรัษฎากร”
3. ตาม่ข้อ 4 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 68) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการออกใบกำกับภาษีโดยตัวแทน และ กำหนดรายการในใบกำกับภาษี ตามมาตรา 86/5 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2538 อธิบดีกรมสรรพากรอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 86 วรรคสี่ มาตรา 86/5 (4) แห่งประมวลรัษฎากร และกฎกระทรวงฉบับที่ 198 (พ.ศ. 2538) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายสินค้าหรือการให้บริการอื่น ตามมาตรา 86/5 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2538 กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการออกใบกำกับภาษีของการขายสินค้าหรือการให้บริการตามมาตรา 86/5 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ไว้ดังต่อไปนี้ “ข้อ 4 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนตัวแทนออกใบกำกับภาษีและหรือใบรับแทนผู้ประกอบการจดทะเบียนตัวการ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (1) กรณีผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการจากผู้ประกอบการจดทะเบียนตัวการนำเอกสารที่มีรายการเช่นเดียวกับรายการตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร มาชำระค่าสินค้าหรือค่าบริการ ผู้ประกอบการจดทะเบียนตัวแทนต้องตีพิมพ์ข้อความที่แสดงว่าได้รับชำระเงินแล้วลงบนเอกสารดังกล่าว เพื่อเป็นหลักฐานแสดงการรับชำระเงินแทนผู้ประกอบการจดทะเบียนตัวการ และส่งมอบส่วนที่เป็นใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/5 แห่งประมวลรัษฎากรให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการแทนผู้ประกอบการจดทะเบียนตัวการ พร้อมทั้งเก็บรักษาสำเนาใบกำกับภาษีไว้เพื่อส่งมอบแก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนตัวการ (2) กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนตัวแทนออกใบกำกับภาษีสำหรับการรับชำระเงินแทนผู้ประกอบการจดทะเบียนตัวการที่มิใช่การขายตั๋วหรือบัตรดูภาพยนตร์ ดนตรีละคร หรือกิจการที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน ผู้ประกอบการจดทะเบียนตัวแทนต้องออกใบกำกับภาษีที่มีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ (ก) คำว่า ใบกำกับภาษีอย่างย่อ หรือ TAX INVOICE (ABB) หรือ TAX INV (ABB) (ข) ชื่อ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรและรหัสของผู้ประกอบการจดทะเบียนตัวการ (ค) ชื่อหรือชื่อย่อ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียนตัวแทน กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนตัวแทนใช้สถานประกอบการหลายแห่งในการออกใบกำกับภาษีแทนผู้ประกอบการจดทะเบียนตัวการ จะต้องระบุชื่อหรือชื่อย่อและรหัสของสถานประกอบการที่เป็นสาขาไว้ในใบกำกับภาษีด้วย (ง) หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี (จ) ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณและมูลค่าของสินค้าหรือบริการโดยชื่อ ชนิด หรือประเภทของสินค้าหรือบริการจะออกเป็นรหัสก็ได้ (ฉ) ราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการโดยต้องมีข้อความระบุชัดเจนว่าได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว (ช) วัน เดือน ปี และเวลาที่ออกใบกำกับภาษี (ซ) เลขรหัสประจำเครื่องบันทึกการเก็บเงินที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด (ฌ) ข้อความอื่นที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด โดยให้จัดทำหมายเลขลำดับของใบกำกับภาษีเป็นสองชุด ชุดแรกให้เรียงลำดับต่อกันไปตามการใช้งานของเครื่องบันทึกการเก็บเงินแต่ละเครื่อง และชุดที่สองให้เรียงลำดับต่อกันไปแยกตามรายผู้ประกอบการจดทะเบียนตัวการแต่ละรายในเครื่องบันทึกการเก็บเงินแต่ละเครื่อง กรณีที่ออกใบกำกับภาษีที่มีรายการเช่นเดียวกับรายการตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากรด้วย จะต้องมีรหัสหรือเครื่องหมายหรือข้อความที่แสดงให้เห็นว่าหมายเลขลำดับใดเป็นหมายเลขลำดับของใบกำกับภาษีที่มีรายการเช่นเดียวกับรายการตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร (3) กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนตัวแทนออกใบกำกับภาษีสำหรับการขายตั๋วหรือบัตรดูภาพยนตร์ ดนตรี ละคร หรือกิจการที่มีลักษณะทำนองเดียวกันแทนผู้ประกอบการจดทะเบียนตัวการ ผู้ประกอบการจดทะเบียนตัวแทนต้องออกใบกำกับภาษีที่มีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ (ก) คำว่า ใบกำกับภาษีอย่างย่อ หรือ TAX INVOICE (ABB) หรือ TAX INV (ABB) (ข) ชื่อ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรและรหัสของผู้ประกอบการจดทะเบียนตัวการ (ค) ชื่อหรือชื่อย่อ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียนตัวแทน กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนตัวแทนใช้สถานประกอบการหลายแห่งในการออกใบกำกับภาษีแทนผู้ประกอบการจดทะเบียนตัวการ จะต้องระบุชื่อหรือชื่อย่อและรหัสของสถานประกอบการที่เป็นสาขาไว้ในใบกำกับภาษีด้วย (ง) หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี (จ) ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณและมูลค่าของบริการ โดยชื่อ ชนิด หรือประเภทของบริการจะออกเป็นรหัสก็ได้ (ฉ) ราคาค่าบริการ โดยต้องมีข้อความระบุชัดเจนว่าได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว (ช) วัน เดือน ปี และเวลาที่ออกใบกำกับภาษี (ซ) เลขรหัสประจำเครื่องบันทึกการเก็บเงินที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด (ฌ) รหัสของรอบการแสดงแต่ละรอบ (ญ) ข้อความอื่นที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด โดยให้จัดทำหมายเลขลำดับของใบกำกับภาษีเรียงลำดับต่อกันไปตามการใช้งานของระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบอิเลคทรอนิคส์อื่นที่ระบบกลางในแต่ละวันทำการ กรณีที่ออกใบกำกับภาษีที่มีรายการเช่นเดียวกับรายการตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากรด้วย จะต้องมีรหัสหรือเครื่องหมายหรือข้อความที่แสดงให้เห็นว่าหมายเลขลำดับใดเป็นหมายเลขลำดับของใบกำกับภาษีที่มีรายการเช่นเดียวกับรายการตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร การบันทึกเลขรหัสประจำเครื่องบันทึกการเก็บเงินที่กรมสรรพากรกำหนดลงในใบกำกับภาษี ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนตัวแทนออกตั๋วหรือบัตรโดยใช้ข้อมูลจากระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบอิเลคทรอนิคส์อื่นที่ระบบกลางแยกต่างหากจากข้อมูลของเครื่องบันทึกการเก็บเงินแต่ละเครื่องที่ใช้ออกใบกำกับภาษี จะใช้เลขรหัสประจำเครื่องบันทึกการเก็บเงินที่กำหนดไว้จากระบบกลางของระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบอิเลคทรอนิคส์อื่นและรหัสของสถานประกอบการที่เป็นสาขาซึ่งออกใบกำกับภาษี พร้อมทั้งรหัสของพนักงานผู้ออกใบกำกับภาษีแทนก็ได้ กรณีการขายตั๋วหรือบัตรล่วงหน้าให้ความรับผิดในการเสียภาษีของผู้ประกอบการจดทะเบียนตัวการเกิดขึ้น ณ วันที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนตัวแทนขายตั๋วหรือบัตรนั้น การแสดงราคาตั๋วหรือบัตร ให้ระบุราคาขายหลังหักส่วนลดได้ แต่ต้องมีรหัสของส่วนลดกำกับไว้ในใบกำกับภาษีด้วย (4) ผู้ประกอบการจดทะเบียนตัวแทนต้องจัดทำใบกำกับภาษีและสำเนาใบกำกับภาษีที่มีรายการเช่นเดียวกับรายการตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ทุกครั้งที่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการจากผู้ประกอบการจดทะเบียนตัวการเรียกร้อง พร้อมทั้งส่งมอบใบกำกับภาษีดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนตัวแทนได้ออกใบกำกับภาษีตาม (2) หรือ (3) ไปแล้ว ให้เรียกใบกำกับภาษีนั้นคืนเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน และออกใบกำกับภาษีที่มีรายการเช่นเดียวกับรายการตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากรให้ใหม่ โดยจะต้องออกจากเครื่องบันทึกการเก็บเงินเครื่องเดิมและออกให้ภายในวันเดียวกันเท่านั้น (5) ผู้ประกอบการจดทะเบียนตัวแทนที่ประสงค์จะออกใบกำกับภาษีแทนผู้ประกอบการจดทะเบียนตัวการโดยให้มีรายการเป็นอย่างอื่น นอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในประกาศฉบับนี้ ให้ขออนุมัติต่ออธิบดีกรมสรรพากร และห้ามออกใบกำกับภาษีดังกล่าวก่อนได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากร (6) อธิบดีกรมสรรพากรอาจกำหนดให้รายการในใบกำกับภาษีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนตัวแทนออกแทนผู้ประกอบการจดทะเบียนตัวการมีรายการเป็นอย่างอื่นเพิ่มเติมเป็นการทั่วไป หรือเฉพาะรายผู้ประกอบการจดทะเบียนก็ได้”
ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า การฝากขายสินค้าที่เป็นไปตามมาตรา 78 (3) แห่งประมวลรัษฎากร นั้น ต้องเป็นการฝากขายสินค้าเต็มรูปแบบ ซึ่งในทางปฏิบัติกระทำได้ยากมาก อาทิ 1. ตัวการผู้ฝากขายสินค้า (Consignor) ต้องมีการจดแจ้งการเป็นตัวการ-ตัวแทนในการฝากขายสินค้า ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 8 ฯ
2. ตัวแทนรับฝากขาย (Consignee) มีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป (ซึ่งในการขายปลีกโดยทั่วไป สามารถออกใบกำกับภาษีอย่างย่อตามมาตรา 86/6 แห่งประมวลรัษฎากรได้ อันเป็นวิธีการที่สะดวกกว่ามาก) โดยตัวแทนผู้รับฝากขายจะต้องออกใบกำกับภาษี ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 68) ข้อ 4 ข้างต้น ซึ่งในที่นี้ บริษัท ก ต้องเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีให้บริษัท ข ในนามบริษัท K
3. ตัวแทนรับฝากขาย (Consignee) ต้องดูแลจัดทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบแทนตัวการ
4. ตัวการผู้ฝากขายสินค้า (Consignor) ต้องลงรายงานภาษีขายให้แล้วเสร็จภายใน 3 วันทำการ นับแต่วันที่ตัวแทนรับฝากขายได้ขายสินค้าให้แก่ลูกค้า
5. เมื่อเป็นจดแจ้งตัวแทนรับฝากขาย (Consignee) ย่อมเข้าลักษณะเป็นการให้บริการที่ต้องถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายสำหรับค่าบริการนายหน้า (คอมมิชชั่น) ในอัตรา 3% ของค่านายหน้า ดังนั้น จึงในทางปฏิบัติ ไม่นิยมดำเนินการฝากขายสินค้าตามมาตรา 78 (3) แห่งประมวลรัษฎากร หากแต่ดำเนินการฝากขายสินค้าตามมาตรา 78 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเข้าลักษณะเป็นการขายสินค้าแบบ “ขายเสร็จเด็ดขาด” (เฉพาะในทางภาษีมูลค่าเพิ่ม) ได้สิทธิภาษีซื้อ 7% ของมูลค่าสินค้าตามใบกำกับภาษีของตัวการในทันทีที่ได้รับสินค้าโดยได้รับเครดิตเทอม 60 – 90 วัน ในขณะที่ตนเองขายสินค้าเป็นเงินสด เรียกรับภาษีขายเป็นเงินสด จึงเป็น Supply chain ห่วงโซ่อุปทานที่อยู่ชั้นที่ได้เปรียบสูงสุด อย่างไรก็ตาม ยังมีบริษัทตัวแทนรับฝากขาย (Consignee) ที่ดำเนินการตามรับฝากขายสินค้าที่เป็นไปตามมาตรา 78 (3) แห่งประมวลรัษฎากรมีอยู่จริงในประเทศไทยแห่งแรกและแห่งเดียวที่ดำเนินเป็นผู้รับฝากขายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขของกรมสรรพากรทุกกรณี ได้แก่ บริษัท ตำรับไทย สมุนไพร จำกัด เลขที่ 80/366-371 ม.3 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง ปทุมธานี 12120 ซึ่งนั่นย่อมหมายความว่า ผู้บริหารต้องมีแนวคิดที่แตกต่างไปจากตัวแทนรับฝากขายสินค้าทั่วไป ต้องมีการลงทุนจัดทำซอฟต์แวร์ วางข้อกำหนดในการรับฝากขายสินค้าอย่างเข้มข้น เพียงพอเพื่อลดความเสี่ยง และแรงเสียดทานทางภาษีอากร โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม
เครดิต อาจารย์ หยี พูนพิศ ชวลิตนิธิกุล
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |