Q&A AAP’s Lawyer

ลูกจ้างมีพฤติกรรมนอกเวลางานไม่เหมาะสม คุกคามผู้อื่นในที่สาธารณะ ผิดกฎหมายอะไร? นายจ้างไล่ออกได้หรือไม่?
| เรื่อง | ลูกจ้างมีพฤติกรรมนอกเวลางานไม่เหมาะสม คุกคามผู้อื่นในที่สาธารณะ ผิดกฎหมายอะไร? นายจ้างไล่ออกได้หรือไม่? |
| แหล่งที่มา | Q&A AAP’s Lawyer |
| วันที่ | |
| ประเภทภาษี | |
| ข้อกฎหมาย | |
| คำถาม | จากกรณีข่าวกลุ่มชาวอิตาลีคุกคามและดูหมิ่นสาวไทยบนรถไฟฟ้า สาวไทยสามารถดำเนินการตามกฎหมายอย่างไรได้บ้าง และจากกรณีดังกล่าวในบริบทกฎหมายแรงงานไทย นายจ้างจะมีสิทธิไล่ลูกจ้างที่ทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมแบบนี้ในที่สาธารณะได้หรือไม่ Disclaimer : บทความนี้เป็นการวิเคราะห์ทางกฎหมายจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามรายงานข่าวและข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านสื่อต่าง ๆ เท่านั้น ผู้เขียนไม่ได้ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมดของเหตุการณ์ บทความนี้จึงเป็นเพียงการให้ความเห็นทางกฎหมายในเบื้องต้นเพื่อประโยชน์แก่ผู้สนใจศึกษากฎหมายไทยเท่านั้น |
| คำตอบ | กรณีข่าวกลุ่มชาวอิตาลีที่มีพฤติกรรมคุกคามและดูหมิ่นสาวไทยบนรถไฟฟ้า ได้ก่อให้เกิดคำถามในสังคมว่าผู้เสียหายสามารถดำเนินคดีตามกฎหมายไทยได้หรือไม่ และหากผู้กระทำเป็นลูกจ้างของบริษัทเอกชน พฤติกรรมดังกล่าวจะส่งผลต่อสถานะการจ้างงานอย่างไร พฤติกรรมใดอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายไทย จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามข่าว พฤติกรรมบางอย่างอาจ ไม่เข้าข่ายความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า ได้โดยง่าย เช่น การที่ครูชาวอิตาลีกล่าวว่า "ขอโทษทีที่ฉันเอาเงินมาให้ประเทศพวกคุณ" หรือการที่นักเรียนชาวอิตาลีใช้นิ้วดึงหางตาเพื่อสื่อถึงการล้อเลียนรูปลักษณ์ของคนเอเชีย แม้ว่าพฤติกรรมดังกล่าวจะถูกมองว่าไม่เหมาะสมหรือเป็นการเหยียดเชื้อชาติในมุมมองของสังคม แต่ในทางกฎหมายไทย พฤติกรรมที่ต้องอาศัยการตีความจากบริบท คำพูด หรือสัญลักษณ์ มากกว่าเห็นได้ชัดว่าเป็นการใช้ถ้อยคำดูหมิ่นโดยตรง อาจเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาปฏิเสธข้อกล่าวหาได้ง่ายกว่า และผู้เสียหายอาจต้องพิสูจน์เจตนาของผู้กระทำในระดับที่ยากมากขึ้น อย่างไรก็ตาม พิสูจน์ได้ยาก ไม่ได้หมายความว่าพิสูจน์ไม่ได้ หากมีพยานหลักฐานที่เพียงพอ เช่น คลิปวิดีโอ พยานบุคคล หรือพฤติการณ์แวดล้อมอื่น ๆ ศาลก็ยังสามารถนำมาประกอบการวินิจฉัยได้ ในทางกลับกัน พฤติกรรมบางส่วนที่ปรากฏในข่าวกลับมีลักษณะที่ชัดเจนกว่า เช่น
พฤติกรรมเหล่านี้ อาจเข้าข่าย ความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า รวมถึงการคุกคามทางเพศตามกฎหมายไทยได้ นอกจากนี้ การกล่าวหาว่าผู้เสียหายเป็นโสเภณีต่อหน้าบุคคลอื่น ยัง อาจเข้าข่าย ความผิดฐานหมิ่นประมาทได้ด้วย เนื่องจากเป็นการใส่ความหรือดูหมิ่นต่อหน้าบุคคลอื่น ซึ่งมีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2371/2522 เคยวางหลักไว้ในลักษณะใกล้เคียงกัน ในส่วนของการคุกคามทางเพศ พฤติกรรมดังกล่าวก็ อาจเข้าข่าย ความผิดตามมาตรา 393 และมาตรา 284/1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ฉบับที่ 30 พ.ศ. 2568 หากผู้กระทำเป็นลูกจ้าง นายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยหรือไม่ อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ จากข้อเท็จจริงตามข่าว ครูผู้ดูแลกลุ่มนักศึกษาเป็นผู้ใช้คำพูดดูหมิ่นสาวไทยด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นคำว่า "ขอโทษทีที่ฉันเอาเงินมาให้ประเทศพวกคุณ" หรือ "Fu*k you" จึงทำให้เกิดคำถามในวงกว้างว่าพฤติกรรมดังกล่าวเหมาะสมกับวิชาชีพหรือไม่ สมมติว่าครูคนดังกล่าวไม่ได้เป็นครู แต่เป็นลูกจ้างของบริษัทไทยแห่งหนึ่ง ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ดูแลและอำนวยความสะดวกให้ผู้ร่วมทริปท่องเที่ยวตามที่นายจ้างมอบหมาย หากลูกจ้างแสดงพฤติกรรมเช่นเดียวกับที่ปรากฏในข่าว นายจ้างจะสามารถเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้หรือไม่ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 119 นายจ้างสามารถเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยได้ในกรณีต่อไปนี้ (1) ทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง (2) จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย (3) ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง (4) ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่เป็นกรณีร้ายแรงซึ่งนายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน (5) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกัน ไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ โดยไม่มีเหตุอันสมควร (6) ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก หากลูกจ้างกำลังปฏิบัติหน้าที่ดูแลและอำนวยความสะดวกให้ผู้ร่วมทริปท่องเที่ยวตามที่นายจ้างมอบหมาย แต่กลับใช้คำพูดดูหมิ่นหรือแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อบุคคลภายนอกในที่สาธารณะ โดยเฉพาะต่อหน้าผู้ร่วมทริปหรือบุคคลทั่วไป ย่อมเป็นกรณีที่แตกต่างจากการกระทำในชีวิตส่วนตัว เนื่องจากลูกจ้างกำลังปฏิบัติหน้าที่ในฐานะตัวแทนของนายจ้าง โดยทั่วไป ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือจรรยาบรรณขององค์กร มักกำหนดให้ ลูกจ้างต้องปฏิบัติงานด้วยความสุภาพ ให้เกียรติผู้อื่น รักษามาตรฐานทางจริยธรรม และหลีกเลี่ยงการกระทำหรือการใช้ถ้อยคำที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง ภาพลักษณ์ หรือความน่าเชื่อถือของนายจ้าง ดังนั้น หากลูกจ้างกระทำการในลักษณะดังกล่าวระหว่างปฏิบัติหน้าที่ และเหตุการณ์กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมจนส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของบริษัท ก็ อาจเข้าข่าย เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้าง ตามมาตรา 119 (4) หากข้อบังคับของบริษัทกำหนดเรื่องดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน และลักษณะการกระทำมีความร้ายแรงเพียงพอ นายจ้างก็ อาจมีสิทธิ เลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยได้ โดยไม่จำเป็นต้องตักเตือนเป็นหนังสือก่อน อย่างไรก็ตาม การใช้เหตุเลิกจ้างตามมาตรา 119 (4) ยังคงต้องพิจารณาข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างของแต่ละบริษัท รวมถึงข้อเท็จจริงและความร้ายแรงของการกระทำในแต่ละกรณีเป็นสำคัญ ไม่ใช่ว่าพฤติกรรมไม่เหมาะสมทุกกรณีจะนำไปสู่การเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้เสมอไป สรุป แม้ข้อเท็จจริงตามข่าวจะยังต้องรอการพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรม แต่จากข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ พฤติกรรมหลายประการ อาจเข้าข่าย ความผิดตามกฎหมายอาญาของไทยได้ ขณะเดียวกัน หากผู้กระทำเป็นลูกจ้างที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ในนามของนายจ้าง พฤติกรรมดังกล่าวก็ อาจส่งผลถึงความสัมพันธ์ในการจ้างงาน และในบางกรณีอาจเป็นเหตุให้เลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยได้
ที่ปรึกษาด้านกฏหมายทั่วไป เช่น การยื่นขอใบอนุญาตต่างๆ และ การตรวจสอบข้อกฎหมาย จัดทำระเบียบข้อบังคับบริษัทและหนังสือสัญญาการจ้างงาน จัดทำและตรวจทานหนังสือสัญญา รับคำปรึกษาและแก้ไขปัญหาด้านแรงงาน รับคำปรึกษาด้านการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา บริการงานด้านมรดก และอื่นๆ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ แผนกกฏหมาย (ทนายความ) ติดต่อโดยตรง : 02-261-8182 E-mail : legal@aapth.com |
ให้การสนับสนุนด้านกฏหมายทั่วไป