Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

บันทึกรับรู้ค่านายหน้าค้างจ่ายเป็นสกุลเงิน USD และการรับรู้อัตราแลกเปลี่ยน


เรื่อง บันทึกรับรู้ค่านายหน้าค้างจ่ายเป็นสกุลเงิน USD และการรับรู้อัตราแลกเปลี่ยน
แหล่งที่มา Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วันที่ วันที่ถาม 07/11/2022 - วันที่ตอบ 04/12/2022
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ข้อกฎหมาย มาตรา 65 ทวิ (5)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร, คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 132/2548
ปุจฉา
บริษัทฯ ประกอบธุรกิจส่งออกสินค้า มีตัวแทนหาลูกค้าต่างประเทศ ซึ่งตัวแทนเป็นบริษัทจดทะเบียนในไทย บริษัทฯ ตกลงจ่ายค่านายหน้า เป็นเงิน USD ตามอัตราที่ตกลง (เป็น % ของยอดขาย USD) 
คำถาม
     1. บริษัทฯ ควรบันทึกรับรู้ค่านายหน้า เมื่อไหร่ และควรใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันไหน สมมติ วันที่ส่งออก 25/09/65
     2. วันที่จ่ายค่านายหน้า (จ่ายวันที่ 10/10/65) ควรใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันไหนค่ะ
     3. การจ่าย ถ้าทั้ง 2 บริษัท ตกลงใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ระบุตามใบขนสินค้า ได้หรือไม่ค่ะ
วิสัชนา
1. ตามมาตรา 65 วรรค 2 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติไว้ว่า
     “การคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคหนึ่งให้ใช้เกณฑ์สิทธิ์ โดยให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น มารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และให้นำรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้น แม้จะยังมิได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น..”

2. ตามมาตรา 65 ทวิ (5) แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติไว้ว่า 
    “(5) เงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทย อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้
         (ก) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนอกจาก (ข) ให้เลือกใช้วิธีการคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและอัตราขายของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ หรือวิธีการคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา หรือทรัพย์สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้และคำนวณค่าหรือราคาของหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ขายซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ หรือวิธีการอื่นซึ่งสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามวิชาการบัญชีตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้ เมื่อใช้วิธีการใดในการคำนวณค่าหรือราคาดังกล่าวแล้ว ให้ใช้วิธีการนั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีจึงจะเปลี่ยนแปลงได้...” 

3. ตามข้อ 2 และ 3 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.132/2548  เรื่อง การคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 9 มาตรา 65 ทวิ (5) มาตรา 65 ทวิ และมาตรา 79/4 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2548 ดังนี้ 
    “ข้อ 2 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนอกจากธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่นตามที่รัฐมนตรีกำหนดมีเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวคำนวณค่าหรือราคาของเงินตราหรือทรัพย์สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ และให้คำนวณค่าหรือราคาของหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ขาย ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 65 ทวิ (5) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร
         กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามวรรคหนึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่นที่รัฐมนตรีกำหนด มีเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี  ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและอัตราขายของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 65 ทวิ (5) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร
         ทรัพย์สิน หรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องคำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทยตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง หมายถึง เงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับหรือมีภาระผูกพันที่จะต้องชำระเป็นเงินตราต่างประเทศเป็นจำนวนเงินที่กำหนดไว้แน่นอน เช่น เงินฝากธนาคาร (Cash) ลูกหนี้การค้า (Account Receivable) ลูกหนี้และตั๋วเงินรับจากการขายสินค้า (Accounts and Notes Receivable) หลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด (Marketable Securities) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะเปลี่ยนเป็นเงินสดทันทีที่ต้องการ แต่ไม่รวมถึงตราสารทุนซึ่งเป็นเงินลงทุนระยะยาวที่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศเพื่อหวังเงินปันผลในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ เงินให้กู้ยืมแก่บริษัทในเครือเดียวกัน (Loan to Subsidiaries) ค่าใช้จ่ายล่วงหน้า (Prepaid Expense) เจ้าหนี้จากการซื้อสินค้า (Accounts Payable) ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย (Accrued Expense) เป็นต้น....”
    ข้อ 3 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้รับมาหรือจ่ายไปซึ่งเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สิน ซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามราคาตลาดในวันที่รับมาหรือจ่ายไปนั้น ทั้งนี้ ตามมาตรา 65 ทวิ (5) วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร
         ราคาตลาดตามวรรคหนึ่ง กรณีการบันทึกบัญชี ณ วันที่เกิดรายการทรัพย์สิน หรือหนี้สิน หมายถึง
         (1) อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของธนาคารพาณิชย์ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ที่ได้ประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน (อัตราซื้อหรืออัตราขาย) หรือ
         (2) อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามอัตราอ้างอิงประจำวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน (อัตราซื้อถัวเฉลี่ยหรืออัตราขายถัวเฉลี่ย)
         ราคาตลาดตามวรรคหนึ่ง กรณีการได้รับเงินหรือจ่ายเงินเป็นเงินตราต่างประเทศ หมายถึง อัตราแลกเปลี่ยนที่เป็นจริงในทางปฏิบัติจากการนำเงินสกุลบาทไปแลกเป็นเงินสกุลต่างประเทศ หรือเกิดจากการนำเงินสกุลต่างประเทศไปแลกเป็นเงินสกุลบาท” 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า
กรณีบริษัทฯ ประกอบธุรกิจส่งออกสินค้า มีตัวแทนหาลูกค้าต่างประเทศ ซึ่งตัวแทนเป็นบริษัทจดทะเบียนตามกฎหมายประเทศไทย บริษัทฯ ตกลงจ่ายค่านายหน้า เป็นเงิน USD ตามอัตราที่ตกลง (เป็น % ของยอดขาย USD)   
    1. ค่านายหน้าเป็นค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ที่ไม่ใช่ต้นทุนสินค้าที่ขายที่จำเป็นต้องสัมพันธ์กับรายได้จากการส่งออก แม้ว่า ค่านายหน้าจะคำนวณจากฐานการส่งออกของบริษัทฯ ก็ตาม ดังนั้น บริษัทฯ พึงต้องบันทึกรับรู้ค่านายหน้าเป็นรายจ่าย ในรอบระยะเวลาบัญชีเกิดรายการค่านายหน้านั้นอย่างแท้จริง ซึ่งต้องเป็นรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับใบแจ้งหนี้ที่กำหนดจำนวนค่านายหน้าที่แน่นอนจากตัวแทนขาย และควรเป็นรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกับ รายได้จากการส่งออก ที่เกี่ยวข้องกับรายจ่ายค่านายหน้าดังกล่าวโดยตรง ตามเกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) ซึ่งหมายถึง วิธีการทางบัญชีที่ใช้เป็นหลักในการพิจารณาบันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายให้อยู่ในงวดต่าง ๆ โดยคำนึงถึงรายได้ที่พึงรับและค่าใช้จ่ายที่พึงจ่าย เพื่อให้แสดงผลการดำเนินงานของแต่ละงวดนั้นอย่างเหมาะสม ทั้งนี้โดยไม่คำนึงถึงรายรับและรายจ่ายเป็นเงินสดว่าได้รับเงินมาแล้วหรือจ่ายเงินไปแล้วหรือไม่ตามเกณฑ์เงินสด ดังนั้น ตามเกณฑ์คงค้าง สำหรับรายจ่ายค่านายหน้า ตามเกณฑ์คงค้าง รายจ่ายดังกล่าวจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการใช้ทรัพยากรหรือได้รับบริการจากบุคคลอื่นแล้ว ไม่ว่าจะจ่ายเงินแล้วหรือไม่ก็ตาม  
        เมื่อบริษัทฯ ได้รับใบแจ้งหนี้ค่านายหน้าจากตัวแทน ให้ตั้งเจ้าหนี้ค่านายหน้าค้างจ่าย เพื่อรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายด้วยตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารพาณิชย์ขายซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวนไว้ ตามข้อ 3 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 132/2548  เรื่อง การคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 9 มาตรา 65 ทวิ (5) มาตรา 65 ทวิ และมาตรา 79/4 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2548 ตามที่บริษัทฯ ได้เลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนไว้แล้ว ระหว่าง 
        (1) อัตราขายของธนาคารพาณิชย์ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ที่ได้ประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน หรือ 
        (2) อัตราขายถัวเฉลี่ยตามอัตราอ้างอิงประจำวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยของวันทำการก่อนวันที่ระบุในใบแจ้งหนี้นั้น   

    2. ต่อมา บริษัทฯ ได้จ่ายค่านายหน้าเป็นเงิน USD ในวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2565 ให้บริษัทฯ บันทึกการจ่ายค่านายหน้าดังกล่าว ตามอัตราแลกเปลี่ยนที่เป็นจริงในทางปฏิบัติจากการนำเงินสกุลบาทไปแลกเป็นเงินสกุลต่างประเทศ หรือเกิดจากการนำเงินสกุลต่างประเทศไปแลกเป็นเงินสกุลบาท 
    อนึ่ง ในกรณีที่บริษัทฯ ยังไม่ได้ชำระเงินรายจ่ายค่านายหน้าค้างจ่าย ภายในงวดปีภาษี และต้องเป็นรายจ่ายค้างจ่ายที่เป็นเงินตรา USD (หนี้สิน) ณ วันสิ้นงวด   หนี้สินดังกล่าว ซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้บริษัทฯ คำนวณค่าหรือราคาของหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ย (อัตราขาย) ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประกาศไว้ ณ วันสิ้นงวด ทั้งนี้ ตามมาตรา 65 ทวิ (5) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร

    3. ในกรณที่ทั้ง 2 บริษัท ได้ตกลงใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ระบุตามใบขนสินค้าได้ เพื่อการรับรู้เจ้าหนี้ และค่าใช้จ่าย และลูกหนี้ และรายได้ ย่อมถือว่าได้ตกลงจ่ายกันเป็นเงินตราไทยแล้ว โดยบริษัท ต้องชำระเงินค่านายหน้า เป็นเงินตราไทย มิฉะนั้น บริษัทฯ ต้องดำเนินการตามข้อ 1 และข้อ 2 ข้างต้น   

(อาจารย์ตา Panita Alongkornwarakit)



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ 

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ