ตามข้อ 1 และข้อ 8 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 118/2545 เรื่อง การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการจ่ายรางวัล ส่วนลดหรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 อธิบดีกรมสรรพากรวางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย กรณีการจ่ายรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย ตามข้อ 12/2 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้ พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 และการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังต่อไปนี้ “ข้อ 1 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ได้ขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อซึ่งได้ซื้อสินค้าไปโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อ หรือตามพฤติการณ์ผู้ซื้อได้ซื้อสินค้าไปโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อ เช่น ผู้ซื้อสินค้าเป็นผู้ประกอบการขายปลีกหรือขายส่งสินค้าหรือผู้แทนจำหน่าย เมื่อผู้ขายสินค้าดังกล่าวจ่ายรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใดๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย ซึ่งอาจเป็นสัญญาระยะยาว ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย ตามวรรคหนึ่ง หมายถึง เงินอุดหนุน เงินสนับสนุน เงินช่วยเหลือ เงินส่วนลด หรือเงินอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันที่ผู้ขายสินค้าซึ่งเป็นผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายได้จ่ายให้แก่ผู้ซื้อสินค้าซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่ายที่ซื้อสินค้าโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อ ทั้งนี้ ไม่ว่าเงินดังกล่าวจะคำนวณจากฐานการซื้อขายหรือคำนวณจากฐานอื่นใด เพื่อให้มีผลต่อการขาย การลดต้นทุน หรือลดรายจ่าย ของผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่าย” ตัวอย่าง (8) บริษัท ซ จำกัด ประกอบกิจการขายยางรถยนต์ มีข้อตกลงกับบริษัท ผู้แทนจำหน่ายว่า กรณีบริษัทผู้แทนจำหน่ายซื้อยางรถยนต์จากบริษัท ซ จำกัด ไปเพื่อขายได้ตามเป้าที่กำหนด บริษัท ซ จำกัด จะจ่ายส่วนลดภายหลัง (Rebate) โดยจะจ่ายในลักษณะเป็นใบลดหนี้ (Credit Note) เพื่อให้บริษัทผู้แทนจำหน่ายนำมาชำระหนี้ค่าซื้อยางรถยนต์ในคราวต่อไป เงินดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย บริษัท ซ จำกัด จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ข้อ 8 รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายตามข้อ 1 ไม่เข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ ตามมาตรา 77/1 (8) และมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้รับจึงไม่ต้องนำเงินรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายดังกล่าวไปรวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร รบกวนสอบถาม”
ต้อข้อถาม ขอเรียนว่า 1.กรณีใบลดหนี้ ตามตัวอย่าง (8) นั้น ออกโดยไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม ถูกต้องแล้วครับ
2. กรณีใบลดหนี้ ตามตัวอย่าง (8) นั้น ไม่ต้องลดยอดรายได้ ในแบบ ภ.พ.30 ถูกต้องแล้วครับ 3. กรณีใบลดหนี้ ตามตัวอย่าง (8) นั้น ผู้ขายต้องหัก ณ ที่จ่าย 3% ณ วันที่ออกใบลดหนี้ เฉพาะกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลได้ขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อซึ่งได้ซื้อสินค้าไปโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อ หรือตามพฤติการณ์ผู้ซื้อได้ซื้อสินค้าไปโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อ (Dealer/Distributor) เช่น ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก หรือผู้ส่งออก 4.ยอดในใบลดหนี้ ตามตัวอย่าง (8) นั้น ไม่สามารถนำมาลดยอดยอดรายได้หรือยอดขายที่นำมาใช้เป็นฐานในการคํานวณจำนวนค่ารับรอง ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นผู้ให้ส่วนลด ตามหลักเกณฑ์แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 143 (พ.ศ. 2522) ที่ออกตามมาตรา 65 ตรี (4) แห่งประมวลรัษฎากร เพราะถือเป็นรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนผู้ให้ส่วนลดดังกล่าว ในทางตรงกันข้าม บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นผู้ได้รับส่วนลดดังกล่าว ย่อมมีสิทธินำรายได้ส่วนลดนั้น ไปเป็นฐานในการคํานวณจำนวนค่ารับรอง ตามหลักเกณฑ์แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 143 (พ.ศ. 2522)
5. กรณีนี้ ถ้าผู้ขายไม่ออกใบลดหนี้ แต่ผู้ขายให้ทางตัวแทนจำหน่ายออกใบแจ้งหนี้มาเดือนนี้ แล้วผู้ขายทำจ่ายให้ภายหลัง เช่น เดือนถัดไป พร้อมหัก ณ ที่จ่าย 3% ณ วันที่ผู้ขายจ่ายเงินให้ผู้แทนจำหน่าย เช่นนี้ สามารถทำได้ ไม่ทำให้ส่วนลดดังกล่าวแปรเปลี่ยนไปแต่อย่างใด
6. กรณีส่วนลดตามเป้า Rebates เช่น กำหนดว่า ถ้าผู้แทนจำหน่ายซื้อสินค้าจากผู้ขายไปขายได้ตามเป้าสำหรับยอดขาย ก.ค. – ธ.ค. 2567 ลูกค้าจะได้ส่วนลดดังนี้ - ยอดขาย 3 ล้านบาท ได้ส่วนลด 2% - ยอดขาย 5 ล้านบาท ได้ส่วนลด 5% ปรากฏว่า ผู้แทนทำตามเป้าได้ เกิน 5 ล้านบาท จึงได้ส่วนลด 5% เช่นนี้ ส่วนลด 5% นี้ กรณีผู้ขายออกใบลดหนี้ ต้นปี 2568 รวมทั้งกรณีผู้ขายตกลงกับผู้แทนจำหน่ายโดยให้ผู้แทนจำหน่ายออกใบแจ้งหนี้มาให้ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2568 และทางผู้ขายจะชำระเงินให้ผู้แทนจำหน่ายในเดือน กุมภาพันธ์ ปี 2568 พร้อม หัก ณ ที่จ่ายไว้ 3% ของเงินได้ เช่นนี้ ส่วนลดค่าใช้จ่ายตามใบแจ้งหนี้นี้ จะถือเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2567 ไม่เข้าลักษณะเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (9) แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ ตามข้อตกลงทางการค้าที่ได้ผู้ขายได้แจ้งให้ลูกค้าทราบล่วงหน้าในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชีปี 2567
ในทางตรงกันข้าม บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นผู้ได้รับส่วนลดดังกล่าว ย่อมพึงต้องรับรู้รายได้สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2567 เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ตามเกณฑ์สิทธิ ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที ท.ป. 1/2528 ฯ ลงวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2528
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |