Case study

บริษัทจะใช้อัตราเเลกเปลี่ยนที่บริษัทเเม่กำหนด ในการบันทึกบัญชี เเละยื่นภาษีได้หรือไม่


เรื่อง บริษัทจะใช้อัตราเเลกเปลี่ยนที่บริษัทเเม่กำหนด ในการบันทึกบัญชี เเละยื่นภาษีได้หรือไม่
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 28/05/2025
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัทมีบริษัทเเม่เป็นบริษัทต่างประเทศ  มีความประสงค์จะใช้อัตราเเลกเปลี่ยนที่บริษัทเเม่กำหนด (เรียกว่า M Rate) ในการบันทึกบัญชี เเละยื่นภาษี

คำถาม

1. บริษัทสามารถใช้ M rate ได้หรือไม่ เเละต้องขออนุมัติต่ออธิบดีกรมสรรกากรก่อนหรือไม่คะ

2. หากไม่สามารถใฝช้ได้ เเต่ถ้าบริษัทจะใช้ มีความผิดหรือไม่คะ

3. “วิธีการอื่นซึ่งสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามวิชาการบัญชี ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา”   หมายถึงอะไร  รบกวนอธิบายเเละยกตัวอย่าง

คำตอบ

ตอบ 1  การบันทึกรายการโดยใช้ M rate

 การบันทึกรายการโดยใช้ M rate ดังกล่าว ไม่มีผลทำให้กำไร (ขาดทุน) ในการคำนวณกำไรสุทธิคลาดเคลื่อน บริษัทฯสามารถทำได้สำหรับงบการเงินเพื่อการบริหารภายในบริษัท   โดยไม่ต้องขออนุมัติต่ออธิบดีกรมสรรกากรเนื่องจากไม่มีกฏหมายกำหนด (กฏหมายกำหนดให้ขออนุมัติก กรณีที่ต้องการเปลี่ยนแปลงจาก

  • ธนาคารพาณิชย์  เป็น  ธนาคารแห่งประเทศไทย  หรือ
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย  เป็น   ธนาคารพาณิชย์  

     อย่างไรก็ตาม ในการคำนวณกำไรขาดทุนทางภาษี ตามมาตรา 65 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ไม่มีกฏหมายใดกำหนดให้ บริษัทสามารถกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนมาใช้เองได้ แต่ตามมาตรา 65 ทวิ(5) มาตรา 9 และคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.132/2548 กำหนดให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทย ตามอัตราของธนาคารพาณิชย์ หรือ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้เท่านั้น   ดังนั้น  บริษัทจะต้อง

  1. จัดทำกระดาษทำการกระทบยอดผลแตกต่างที่บริษัททำมาข้างต้น เพื่อให้ผู้สอบบัญชีและเจ้าหน้าทีสรรพากรสามารถตรวจสอบได้
  2. ถึงแม้บริษัทจะมองว่ายอดกำไรสุทธิไม่แตกต่าง แต่การที่บริษัทบันทึกซื้อ ต่ำไปหรือสูงไป จึงกระทบกับกำไรขั้นต้น  และ บริษัทบันทึก กำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสูงหรือต่ำไปก็กระทบกับรายได้อื่นหรือรายจ่ายอื่น ซึ่งจะส่งผลให้ ภ.ง.ด.50 ที่บริษัทนำส่งไม่สะท้อนความเป็นจริงในการบันทึกรายได้และรายจ่ายทางภาษี ดังนั้น บริษัทควรต้องปรับปรุงประเภทให้ถูกต้องในกระดาษทำการ และ กรอกแบบ ภ.ง.ด.50 ให้ถูกต้อง เนื่องจาก แบบ   ภ.ง.ด.50 ระบุให้แยกประเภทอย่างถูกต้องและชัดเจน   



มาตรา 65 ทวิการคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

    (5) เงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทย อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้

         (ก) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนอกจาก (ข)ให้เลือกใช้วิธีการคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและอัตราขายของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้หรือวิธีการคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา หรือทรัพย์สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้และคำนวณค่าหรือราคาของหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ขายซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้หรือวิธีการอื่นซึ่งสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามวิชาการบัญชีตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษาทั้งนี้ เมื่อใช้วิธีการใดในการคำนวณค่าหรือราคาดังกล่าวแล้ว ให้ใช้วิธีการนั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีจึงจะเปลี่ยนแปลงได้

         (ข)กรณีธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่นตามที่รัฐมนตรีกำหนดให้ใช้วิธีการคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและอัตราขายของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้

เงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศ ที่รับมาหรือจ่ายไปในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชี ให้ใช้วิธีการคำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทยตามราคาตลาดในวันที่รับมาหรือจ่ายไปนั้น


มาตรา 9 เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ถ้าจำเป็นต้องคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งกระทรวงการคลังประกาศเป็นคราว ๆ

(พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2494 ใช้บังคับ 25 เม.ย. 2494 เป็นต้นไป)

(ดูประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทย)

(ดูคำสั่งกรมสรรพากร ป.132/2548)

(ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 9 แห่งประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 2))



ประกาศกระทรวงการคลัง

เรื่อง  อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 9 แห่งประมวลรัษฎากร



 

      ข้อ 2 ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามวิธีการดังต่อไปนี้ เป็นอัตราแลกเปลี่ยนในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทย

              (1) อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของธนาคารพาณิชย์ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ที่ได้ประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน

              (2) อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามอัตราอ้างอิงประจำวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน

                     การใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามวิธีการตามวรรคหนึ่ง เมื่อได้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามวิธีการหนึ่งวิธีการใดแล้ว ต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรานั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรจึงจะเปลี่ยนแปลงวิธีการได้
  


อ้างอิง


เรื่อง

อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทย ตามมาตรา 9 แห่งประมวลรัษฎากร

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 24/04/2024 - วันที่ตอบ 01/05/2024

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 132/2548

ปุจฉา

สอบถาม เรื่อง อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 9 แห่งประมวลรัษฎากร

    “(1) อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของธนาคารพาณิชย์ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ที่ได้ประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน

     (2) อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามอัตราอ้างอิงประจำวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน

คำถาม

    คำว่าในแต่ละวันนั้น หมายความว่า ใช้วันที่ของเมื่อวานใช่ไหมคะ

    การใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามวิธีการตามวรรคหนึ่ง เมื่อได้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามวิธีการหนึ่งวิธีการใดแล้ว ต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรานั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรจึงจะเปลี่ยนแปลงวิธีการได้” ตามข้อความข้างต้น หมายความว่า ใช้ธนาคารใดไปแล้วต้องใช้ธนาคารเพียงธนคารเดียว เท่านั้น ถ้าจะเปลี่ยน ต้องขออนุญาตใช้ไหมคะ

วิสัชนา

ตามข้อ 3 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 132/2548 เรื่อง การคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 9 มาตรา 65 ทวิ (5) มาตรา 65 ทวิ และมาตรา 79/4 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2548 กรมสรรพากรได้วางแนวปฏิบัติ โดยกำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามราคาตลาดในวันที่รับมาหรือจ่ายไปนั้น ทั้งนี้ ตามมาตรา 65 ทวิ (5) วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้

    “ข้อ 3 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้รับมาหรือจ่ายไปซึ่งเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สิน ซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามราคาตลาดในวันที่รับมาหรือจ่ายไปนั้น ทั้งนี้ ตามมาตรา 65 ทวิ (5) วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร

         ราคาตลาดตามวรรคหนึ่ง กรณีการบันทึกบัญชี ณ วันที่เกิดรายการทรัพย์สิน หรือหนี้สิน หมายถึง

         (1) อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของธนาคารพาณิชย์ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ที่ได้ประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน (อัตราซื้อหรืออัตราขาย) หรือ

         (2) อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามอัตราอ้างอิงประจำวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน (อัตราซื้อถัวเฉลี่ยหรืออัตราขายถัวเฉลี่ย)

         ราคาตลาดตามวรรคหนึ่ง กรณีการได้รับเงินหรือจ่ายเงินเป็นเงินตราต่างประเทศ หมายถึง อัตราแลกเปลี่ยนที่เป็นจริงในทางปฏิบัติจากการนำเงินสกุลบาทไปแลกเป็นเงินสกุลต่างประเทศ หรือเกิดจากการนำเงินสกุลต่างประเทศไปแลกเป็นเงินสกุลบาท” 


1.) กรณีการบันทึกบัญชี ณ วันที่เกิดรายการทรัพย์สิน หรือหนี้สิน นั้น

    (1) หากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของธนาคารพาณิชย์ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ที่ได้ประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน (อัตราซื้อหรืออัตราขาย) หรือ Spot Rate นั้น

         คำว่า “แต่ละวัน” หมายถึง วันที่เกิดรายการ (T) เช่น บริษัท ก จำกัด ประกอบกิจการขายเม็ดพลาสติก ได้มีการขายเม็ดพลาสติกให้แก่บริษัทในต่างประเทศ โดยตกลงราคาสินค้าเป็นหน่วยเงินตราต่างประเทศ บริษัท ก จำกัด ดำเนินการส่งออกสินค้าและบันทึกบัญชีในวันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 25xx หากบริษัท ก จำกัด เลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา (อัตราซื้อ) ของธนาคารพาณิชย์ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ที่ได้ประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทย เพื่อการบันทึกรับรู้รายได้และลูกหนี้ ให้ใช้อัตรา Spot Rate ในวันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 25xx

    (2) หากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามอัตราอ้างอิงประจำวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน (อัตราซื้อถัวเฉลี่ยหรืออัตราขายถัวเฉลี่ย) หรือ BOT Rate นั้น เช่น บริษัท ก จำกัด ประกอบกิจการขายเม็ดพลาสติก ได้มีการขายเม็ดพลาสติกให้แก่บริษัทในต่างประเทศ โดยตกลงราคาสินค้าเป็นหน่วยเงินตราต่างประเทศ บริษัท ก จำกัด ดำเนินการส่งออกสินค้าและบันทึกบัญชีในวันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 25xx หากบริษัท ก จำกัด เลือกเลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามอัตราอ้างอิงประจำวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน

         (ก) กรณีเป็นรายการที่เกิดขึ้นก่อนเวลา 18.00 น. ของวันทำการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประการอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของเงินสกุลต่างๆ ณ สิ้นวันทำการวันพุธที่ 3 เมษายน พ.ศ. 25XX นั้น คำว่า “แต่ละวัน” หมายถึง วันทำการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประการอัตราแลกเปลี่ยนก่อนหน้าวันที่เกิดรายการ 1 วัน (T – 1) ซึ่งเป็นอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของเงินสกุลต่างๆ ณ สิ้นวันทำการประจำวันอังคารร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 25xx  

         (ข) กรณีเป็นรายการที่เกิดขึ้นตั้งแต่เวลา 18.00 น. ถึง 24.00 น. ของวันทำการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประการอัตราแลกเปลี่ยนประจำวันทำการนั้น คำว่า “แต่ละวัน” หมายถึง สำหรับการส่งมอบน้ำมันทั้ง 3 ครั้งดังกล่าว เนื่องจากในวันทำการสุดท้ายของเดือนหนึ่งเดือนใด วันที่เกิดรายการ (T) ได้แก่ วันพุธที่ 3 เมษายน พ.ศ. 25xx ธนาคารแห่งประเทศไทยจะออกประกาศอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของเงินสกุลต่างๆ ณ สิ้นวันทำการวันพุธที่ 3 เมษายน พ.ศ. 25XX นั้น


2.) ตามข้อความว่า “การใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามวิธีการตามวรรคหนึ่ง เมื่อได้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามวิธีการหนึ่งวิธีการใดแล้ว ต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรานั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรจึงจะเปลี่ยนแปลงวิธีการได้” นั้น หมายความว่า  

(1) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของธนาคารพาณิชย์ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ที่ได้ประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน (อัตราซื้อหรืออัตราขาย) หรือ Spot Rate ก็ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของธนาคารพาณิชย์แห่งใดแห่งหนึ่งที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใช้บริการอยู่ ตามหลักความสม่ำเสมอ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะเลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามอัตราอ้างอิงประจำวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน (อัตราซื้อถัวเฉลี่ยหรืออัตราขายถัวเฉลี่ย) หรือ BOT Rate ไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรให้เปลี่ยนแปลงวิธีการได้


    (2) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามอัตราอ้างอิงประจำวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน (อัตราซื้อถัวเฉลี่ยหรืออัตราขายถัวเฉลี่ย) หรือ BOT Rate ก็ให้ใช้ตามอัตราอ้างอิงประจำวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศไว้ นั้น ตามหลักความสม่ำเสมอ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะเลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของธนาคารพาณิชย์ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ที่ได้ประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน (อัตราซื้อหรืออัตราขาย) หรือ Spot Rate ไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรให้เปลี่ยนแปลงวิธีการได้



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์



ตอบ 2   หากบริษัทฯ ยังคงประสงค์ที่จะใช้ M rate ในการบันทึกบัญชี

  • ไม่มีบทกำหนดโทษเรื่องการใช้อัตราแลกเปลี่ยนผิดประเภท  ยกเว้นว่า การใช้อัตราแลกเปลี่ยนผิดประเภทนั้น ส่งผลกระทบกับ กำไรสุทธิที่จะต้องนำมาคำนวณภาษี   บริษัทจะต้องเสียเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของยอดภาษีที่ชำระขาดไป ตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร
  • อายุความในการตรวจสอบ 
    • ถ้าบริษัทยื่นแบบแสดงรายการแล้ว แต่ไม่ถูกต้อง ภาษีเงินได้นิติบุคคล อยู่ที่ 2 ปี แต่ไม่เกิน 5 ปี  ตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษากร
    • ถ้าบริษัทไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการ  ภาษีเงินได้นิติบุคคล อยู่ที่ 10 ปี ตาม มาตรา 193/30 แห่งประมวลแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 27  บุคคลใดไม่เสียหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาตามที่บัญญัติไว้ในหมวดต่าง ๆ แห่งลักษณะนี้เกี่ยวกับภาษีอากรประเมิน ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ
ในกรณีอธิบดีอนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาชำระหรือนำส่งภาษีและได้มีการชำระหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้นั้น เงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งให้ลดลงเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน
การคำนวณเงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้เริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการหรือนำส่งภาษีจนถึงวันชำระหรือนำส่งภาษี แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง ไม่ว่าภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งนั้นจะเกิดจากการประเมินหรือคำสั่งของเจ้าพนักงานหรือคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือคำพิพากษาของศาล
             ( พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2527 ใช้บังคับ 1 ม.ค. 2528 เป็นต้นไป )


มาตรา 19  เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น กรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ยื่นรายการหรือพยานนั้นนำบัญชี เอกสารหรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย ทั้งนี้ การออกหมายเรียกดังกล่าวจะต้องกระทำภายในเวลาสองปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการไม่ว่าการยื่นรายการนั้นจะได้กระทำภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือเวลาที่รัฐมนตรีหรืออธิบดีขยายหรือเลื่อนออกไปหรือไม่ ทั้งนี้ แล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลัง เว้นแต่ กรณีปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากรหรือเป็นกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากร อธิบดีจะอนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกดังกล่าวเกินกว่าสองปีก็ได้ แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ แต่กรณีขยายเวลาเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากรให้ขยายได้ไม่เกินกำหนดเวลาตามที่มีสิทธิขอคืนภาษีอากร


ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์     หมวด ๒กำหนดอายุความ

มาตรา ๑๙๓/๓๐  อายุความนั้น ถ้าประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้มีกำหนดสิบปี



อ้างอิง

เรื่อง

อายุความในการตรวจสอบของเจ้าพนักงานประเมินของกรมสรรพากร

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 01/06/2024 - วันที่ตอบ 06/06/2024

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 18 19 20 21 27 แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

นาย ก. มีเงินได้ 2 ประเภท คือ 40 (1) จากเงินเดือนประจำ และ 40 (8) จากการรับขายฝากที่ดิน

นาย ก. ยื่นแบบแสดงภาษีเฉพาะเงินได้ 40 (1) เรื่อยมา โดยมิได้นำเงินได้จากการรับขายฝากที่ดินมารวมยื่นด้วย

กรณีนี้อายุความตรวจสอบของ จนท. จะถือตาม ม. 19 แห่งประมวลรัษฎากร คือ ไม่เกิน 5 ปี (ถือว่ายื่นแบบฯ แต่ยื่นเงินได้ไม่ครบ) หรือถือตาม ม. 23 แห่งประมวลรัษฎากร ไม่เกิน 10 ปี (ถือว่าไม่ได้ยื่นแบบฯ ใช้อายุความตาม ปพพ. ม. 193/31) ครับ

วิสัชนา

มาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า

    “มาตรา 19 เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น กรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ยื่นรายการหรือพยานนั้นนำบัญชี เอกสารหรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย ทั้งนี้ การออกหมายเรียกดังกล่าวจะต้องกระทำภายในเวลาสองปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการไม่ว่าการยื่นรายการนั้นจะได้กระทำภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือเวลาที่รัฐมนตรีหรืออธิบดีขยายหรือเลื่อนออกไปหรือไม่ ทั้งนี้ แล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลัง เว้นแต่ กรณีปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากรหรือเป็นกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากร อธิบดีจะอนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกดังกล่าวเกินกว่าสองปีก็ได้ แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ แต่กรณีขยายเวลาเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากรให้ขยายได้ไม่เกินกำหนดเวลาตามที่มีสิทธิขอคืนภาษีอากร” 

    จากบทบัญญัติดังกล่าวอาจแยกพิจารณาได้ดังนี้

    1. มาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร เป็นบทบัญญัติว่าด้วย อำนาจเจ้าพนักงานประเมินในอันที่จะออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการภาษีเงินได้มาไต่สวน และออกหมายเรียกพยาน ทั้งนี้ เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ได้แก่

        (1) หมายเรียกตามมาตรา 23 แห่งประมวลรัษฎากร กรณีผู้ต้องเสียภาษีเงินได้ไม่ยื่นรายการภาษีเงินได้ ซึ่งไม่ได้กำหนดเวลาในการออกหมายเรียกฯ ไว้ จึงต้องนำอายุความสิทธิเรียกร้องหนี้ภาษีอากรของรัฐที่มีกำหนดเวลา 10 ปี ตามมาตรา 193/31 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

        (2) หมายเรียกตามมาตรา 32 แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานประเมิน ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือกรรมการในคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แล้วแต่กรณี มีอำนาจออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนออกหมายเรียกพยาน

        (3) หมายเรียกตามมาตรา 88/4 แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ทำการแทน หรือพยานมาตรวจสอบไต่สวน

        (4) หมายเรียกตามมาตรา 91/21 (5) แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ผู้ทำการแทน หรือพยานมาตรวจสอบไต่สวน

    2.เหตุแห่งการออกหมายเรียกตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร

        (1) เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ โดยจะต้องกระทำภายในเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ ไม่ว่าการยื่นรายการนั้นจะได้กระทำภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือเวลาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรืออธิบดีกรมสรรพากรขยายหรือเลื่อนออกไปตามมาตรา 3 อัฏฐ แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ ทั้งนี้ แล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลัง

        (2) กรณีปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากรหรือเป็น อธิบดีกรมสรรพากรจะอนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ดังกล่าวเกินกว่า 2 ปีก็ได้ แต่ต้องไม่เกิน 5 ปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ  

        (3) กรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากร โดยขยายเวลาในการออกหมายเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากรให้ขยายได้ไม่เกินกำหนดเวลาตามที่มีสิทธิขอคืนภาษีอากรภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นรายการ ตามมาตรา 27 ตรี หรือมาตรา 63 แห่งประมวลรัษฎากร

    3. การออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ยื่นรายการหรือพยานนั้นนำบัญชี เอกสารหรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันนับแต่วันส่งหมาย

 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

กรณีนาย ก. มีเงินได้ 2 ประเภท คือ จากเงินเดือนประจำตามมาตรา 40 (1) และ จากการรับขายฝากที่ดินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัฎากร โดยนาย ก. ได้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.91 แสดงรายการเพื่อเสียภาษีเฉพาะเงินได้ตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร เรื่อยมา โดยมิได้นำเงินได้จากการรับขายฝากที่ดินมารวมยื่นด้วย แต่อย่างใด นั้น

เกี่ยวกับประเด็นอายุความในการตรวจสอบของเจ้าพนักงานประเมินของกรมสรรพากร จะเป็นดังนี้

1. กำหนดเวลาในการออกหมายเรียก โดยอำนาจตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร

    (1) กรณีทั่วไป เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ โดยจะต้องกระทำภายในเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ หรือ

    (2) กรณีปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากรหรือเป็น อธิบดีกรมสรรพากรจะอนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ดังกล่าวเกินกว่า 2 ปีก็ได้ แต่ต้องไม่เกิน 5 ปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ  


2. อย่างไรก็ตาม เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 18 แห่งประมวลรัษฎากร ภายในกำหนดเวลา 10 ปี ตามมาตรา 193/31 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยอนุโลม ดังนี้

    “มาตรา 18 รายการที่ยื่นเพื่อเสียภาษีอากรนั้น ให้เจ้าพนักงานประเมินเป็นผู้ประเมินตามที่กำหนดไว้ในหมวดภาษีอากรนั้น ๆ และเมื่อได้ประเมินแล้ว ให้แจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมินไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้

        ในกรณีที่ผู้ต้องเสียภาษีอากรถึงแก่ความตายเสียก่อนได้รับแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมิน ให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมินไปยังผู้จัดการมรดกหรือไปยังทายาทหรือผู้อื่นที่ครอบครองทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณี

        ถ้าเมื่อประเมินแล้ว ไม่ต้องเรียกเก็บหรือเรียกคืนภาษีอากร การแจ้งจำนวนภาษีอากรเป็นอันงดไม่ต้องกระทำ แต่เจ้าพนักงานประเมินยังคงดำเนินการตามมาตรา 19 มาตรา 20 และมาตรา 21 ได้

        การประเมินตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้นำมาตรา 27 มาใช้บังคับโดยอนุโลม”


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์



ตอบ 3 https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/explancalmoney.pdf

 


“วิธีการอื่นซึ่งสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามวิชาการบัญชี ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา” ที่ใช้ในการแปลงค่าเงินตามอัตราแลกเปลี่ยน หมายถึงวิธีที่ไม่ใช่อัตราแลกเปลี่ยนเฉพาะ ณ วันที่ทำรายการ หรือ ณ วันสิ้นงวดบัญชี ที่เป็นหลักเกณฑ์ที่เป็นที่ยอมรับเป็นการทั่วไปตามมาตรฐานบัญชี  ไม่ใช่หลักเกณฑ์ที่กำหนดเอง (อัตราแลกเปลี่ยนจากบริษัทแม่) เช่น: วิธีใช้อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ย (Average Rate Method)  คือ ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของช่วงเวลา เช่น เฉลี่ยรายเดือนหรือรายไตรมาส เป็นต้น 

อ้างอิง: ตาม มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 21 (TFRS 21) เรื่อง “ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงในอัตราแลกเปลี่ยนของเงินตราต่างประเทศ” ระบุว่าสามารถใช้อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยได้ “หากประมาณค่าได้ใกล้เคียงกับอัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริง”

หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ