มาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า “มาตรา 19 เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น กรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ยื่นรายการหรือพยานนั้นนำบัญชี เอกสารหรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย ทั้งนี้ การออกหมายเรียกดังกล่าวจะต้องกระทำภายในเวลาสองปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการไม่ว่าการยื่นรายการนั้นจะได้กระทำภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือเวลาที่รัฐมนตรีหรืออธิบดีขยายหรือเลื่อนออกไปหรือไม่ ทั้งนี้ แล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลัง เว้นแต่ กรณีปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากรหรือเป็นกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากร อธิบดีจะอนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกดังกล่าวเกินกว่าสองปีก็ได้ แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ แต่กรณีขยายเวลาเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากรให้ขยายได้ไม่เกินกำหนดเวลาตามที่มีสิทธิขอคืนภาษีอากร” จากบทบัญญัติดังกล่าวอาจแยกพิจารณาได้ดังนี้ 1. มาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร เป็นบทบัญญัติว่าด้วย อำนาจเจ้าพนักงานประเมินในอันที่จะออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการภาษีเงินได้มาไต่สวน และออกหมายเรียกพยาน ทั้งนี้ เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ได้แก่ (1) หมายเรียกตามมาตรา 23 แห่งประมวลรัษฎากร กรณีผู้ต้องเสียภาษีเงินได้ไม่ยื่นรายการภาษีเงินได้ ซึ่งไม่ได้กำหนดเวลาในการออกหมายเรียกฯ ไว้ จึงต้องนำอายุความสิทธิเรียกร้องหนี้ภาษีอากรของรัฐที่มีกำหนดเวลา 10 ปี ตามมาตรา 193/31 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาใช้บังคับโดยอนุโลม (2) หมายเรียกตามมาตรา 32 แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานประเมิน ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือกรรมการในคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แล้วแต่กรณี มีอำนาจออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนออกหมายเรียกพยาน (3) หมายเรียกตามมาตรา 88/4 แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ทำการแทน หรือพยานมาตรวจสอบไต่สวน (4) หมายเรียกตามมาตรา 91/21 (5) แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ผู้ทำการแทน หรือพยานมาตรวจสอบไต่สวน 2.เหตุแห่งการออกหมายเรียกตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร (1) เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ โดยจะต้องกระทำภายในเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ ไม่ว่าการยื่นรายการนั้นจะได้กระทำภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือเวลาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรืออธิบดีกรมสรรพากรขยายหรือเลื่อนออกไปตามมาตรา 3 อัฏฐ แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ ทั้งนี้ แล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลัง (2) กรณีปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากรหรือเป็น อธิบดีกรมสรรพากรจะอนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ดังกล่าวเกินกว่า 2 ปีก็ได้ แต่ต้องไม่เกิน 5 ปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ (3) กรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากร โดยขยายเวลาในการออกหมายเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากรให้ขยายได้ไม่เกินกำหนดเวลาตามที่มีสิทธิขอคืนภาษีอากรภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นรายการ ตามมาตรา 27 ตรี หรือมาตรา 63 แห่งประมวลรัษฎากร 3. การออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ยื่นรายการหรือพยานนั้นนำบัญชี เอกสารหรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันนับแต่วันส่งหมาย
ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า กรณีนาย ก. มีเงินได้ 2 ประเภท คือ จากเงินเดือนประจำตามมาตรา 40 (1) และ จากการรับขายฝากที่ดินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัฎากร โดยนาย ก. ได้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.91 แสดงรายการเพื่อเสียภาษีเฉพาะเงินได้ตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร เรื่อยมา โดยมิได้นำเงินได้จากการรับขายฝากที่ดินมารวมยื่นด้วย แต่อย่างใด นั้น เกี่ยวกับประเด็นอายุความในการตรวจสอบของเจ้าพนักงานประเมินของกรมสรรพากร จะเป็นดังนี้ 1. กำหนดเวลาในการออกหมายเรียก โดยอำนาจตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร (1) กรณีทั่วไป เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ โดยจะต้องกระทำภายในเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ หรือ (2) กรณีปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากรหรือเป็น อธิบดีกรมสรรพากรจะอนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ดังกล่าวเกินกว่า 2 ปีก็ได้ แต่ต้องไม่เกิน 5 ปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ
2. อย่างไรก็ตาม เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 18 แห่งประมวลรัษฎากร ภายในกำหนดเวลา 10 ปี ตามมาตรา 193/31 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยอนุโลม ดังนี้ “มาตรา 18 รายการที่ยื่นเพื่อเสียภาษีอากรนั้น ให้เจ้าพนักงานประเมินเป็นผู้ประเมินตามที่กำหนดไว้ในหมวดภาษีอากรนั้น ๆ และเมื่อได้ประเมินแล้ว ให้แจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมินไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้ ในกรณีที่ผู้ต้องเสียภาษีอากรถึงแก่ความตายเสียก่อนได้รับแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมิน ให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมินไปยังผู้จัดการมรดกหรือไปยังทายาทหรือผู้อื่นที่ครอบครองทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณี ถ้าเมื่อประเมินแล้ว ไม่ต้องเรียกเก็บหรือเรียกคืนภาษีอากร การแจ้งจำนวนภาษีอากรเป็นอันงดไม่ต้องกระทำ แต่เจ้าพนักงานประเมินยังคงดำเนินการตามมาตรา 19 มาตรา 20 และมาตรา 21 ได้ การประเมินตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้นำมาตรา 27 มาใช้บังคับโดยอนุโลม”
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์ |