ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 118/2545ฯ ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2545 กรมสรรพากร “รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใดๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย หมายถึง เงินอุดหนุน เงินสนับสนุน เงินช่วยเหลือ เงินส่วนลด หรือเงินอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันที่ผู้ขายสินค้าซึ่งเป็นผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายได้จ่ายให้แก่ผู้ซื้อสินค้าซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่ายที่ซื้อสินค้าโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อ ทั้งนี้ ไม่ว่าเงินดังกล่าวจะคำนวณจากฐานการซื้อขายหรือคำนวณจากฐานอื่นใด เพื่อให้มีผลต่อการขาย การลดต้นทุน หรือลดรายจ่าย ของผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่าย การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายสำหรับรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใดๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายมีหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขพอสรุปได้ ดังนี้ (1) ผู้ขายสินค้า (Supplier) ซึ่งเป็นผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายต้องเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น (2) ผู้ขายสินค้าได้ให้เงินอุดหนุน เงินสนับสนุน เงินช่วยเหลือ เงินส่วนลด หรือเงินอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันที่ผู้ขายสินค้า แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้แทนจำหน่าย (Dealer) ซึ่งเป็นผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก หรือผู้ส่งออก ต้องเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ซื้อสินค้าไปโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อ เพื่อให้มีผลต่อการขาย การลดต้นทุน หรือลดรายจ่าย ของผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่าย โดยไม่คำนึงว่าเงินที่จ่ายให้นั้นจะคำนวณจากฐานการซื้อขายหรือฐานอื่นใด ผู้ซื้อสินค้าดังกล่าวต้องมิใช่ผู้ที่ซื้อสินค้าไปใช้ในการผลิต การให้บริการ หรือเพื่อการบริโภค หรือเพื่อการอื่นที่มิใช่เพื่อขายสินค้าดังกล่าว (3) มูลค่ารางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใดๆ จากการส่งเสริมการขายที่อยู่ในข่ายที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ต้องมีจำนวนตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเกิดจากข้อกำหนดที่ตกลงกันเป็นครั้งคราว หรือเกิดจากสัญญาระยะยาวก็ตาม (4) ให้คำนวณหักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใดๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย (5) ให้รับรู้รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใดๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม”
ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า กรณีบริษัทฯ ประกอบกิจการซื้อมาขายไป มีข้อกำหนดตามสัญญากับบริษัทคู่ค้า (Supplier) ว่า หากบริษัทฯ ซื้อสินค้าจำนวน 20,000 ชิ้นขึ้นไป บริษัทคู่ค้าจะให้ส่วนลดพิเศษทางการค้า (Rebate) ชิ้นละ 2 บาท โดยจ่ายเงินให้กับทางบริษัทเมื่อชำระค่าสินค้าครบหมดแล้ว และแบ่งจ่ายเป็นไตรมาสค่ะ ในไตรมาสแรกเดือน 1-3/2566 เราทำยอดขายได้ 72,500 ชิ้น ชำระเงินค่าสินค้าเรียบร้อยแล้ว ทำใบแจ้งหนี้ให้กับคู่ค้าเรียกเก็บค่า Rebate 72,500*2 = 145,000 เช่นนี้ บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับรางวัล ส่วนลดที่เป็น rebate ดังกล่าวแต่อย่างใด ทั้งนี้ ตามข้อ 8 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 118/2545ฯ ดังต่อไปนี้ “ข้อ 8 รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายตามข้อ 1 ไม่เข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ ตามมาตรา 77/1 (8) และ (10) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้รับจึงไม่ต้องนำเงินรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายดังกล่าวไปรวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร”
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |