Case study

ฟ้องร้องบังคับคดีเพื่อเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้เพื่อตัดหนี้สูญ แต่พบว่าลูกหนี้ถูกฟ้องล้มละลายแล้ว บริษัทจะต้องทำอย่างไรจึงจะตัดหนี้สูญ


เรื่อง ฟ้องร้องบังคับคดีเพื่อเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้เพื่อตัดหนี้สูญ แต่พบว่าลูกหนี้ถูกฟ้องล้มละลายแล้ว บริษัทจะต้องทำอย่างไรจึงจะตัดหนี้สูญ
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 29/09/2025
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัท มีลูกหนี้รายหนึ่งคือ บริษัท A จำกัด ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการฟ้องร้องบังคับคดีเพื่อเรียกชำระหนี้ อย่างไรก็ตาม ขณะสำนักงานทนายความดำเนินการคัดหนังสือรับรองของบริษัทดังกล่าว พบว่า ศาลล้มละลายกลางได้มีคำพิพากษาให้บริษัทA  จำกัด ล้มละลายแล้ว ทำให้ศาลไม่สามารถประทับรับฟ้องในคดีที่ บริษัทฯ จะดำเนินการได้ 

คำถาม จากกรณีดังกล่าว  บริษัทฯ  สามารถดำเนินการตัดหนี้สูญได้เลยหรือไม่? และต้องดำเนินการหรือจัดเตรียมเอกสารอย่างไรบ้าง เพื่อให้การตัดหนี้สูญดังกล่าวสามารถใช้เป็นประโยชน์ทางภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

คำตอบ

บริษัทฯ ควรแจ้งยอดลูกหนี้คงค้างให้ด้วย เพราะยอดลูกหนี้

คงค้างมีผลต่อการปฏิบัติว่าจะตัดหนี้สูญได้อย่างไร ดังนั้น ก็จะตอบให้ในแต่ละกรณี โดยการวิเคราะห์จะพิจารณาตามหลักเกณฑ์ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายหนี้สูญ (กฎกระทรวงฉบับที่ 186 พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงฉบับที่ 374 พ.ศ. 2564) และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 85) 

หลักกฎหมายเกี่ยวกับการจำหน่ายหนี้สูญ

1. คุณสมบัติของหนี้ที่จะตัดเป็นหนี้สูญได้

กฎกระทรวงฉบับที่ 186 ข้อ 3 (แก้ไขโดยฉบับที่ 374) กำหนดว่าหนี้ที่จะจำหน่ายจากบัญชีลูกหนี้ต้องเป็นหนี้จากการประกอบกิจการและยังไม่ขาดอายุความและต้องมีหลักฐานชัดแจ้งที่สามารถฟ้องลูกหนี้ได้ และห้ามเป็นหนี้ที่ลูกหนี้เป็นกรรมการหรือหุ้นส่วนผู้จัดการ

2. หนี้แต่ละรายเกิน 2 ล้านบาท

หากหนี้ของลูกหนี้แต่ละรายเกิน 2 ล้านบาท  บริษัทฯ ต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนการตัดหนี้สูญ ปฏิบัติตามข้อ 4 แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ 186 พ.ศ. 2534

  1. ฟ้องคดีแพ่งและบังคับคดี 
     – ศาลต้องออกหมายบังคับคดีและมีรายงานการบังคับคดีครั้งแรกของเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งแสดงว่าลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินชำระหนี้
  2. ฟ้องคดีล้มละลายหรือยื่นคำขอรับชำระหนี้ 
     – ต้องฟ้องลูกหนี้ในคดีล้มละลายหรือยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีที่เจ้าหนี้รายอื่นฟ้อง หรือในคดีที่ผู้ชำระบัญชีร้องขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลาย และ ในคดีนั้นศาลมีคำสั่งให้ประนอมหนี้ หรือมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายและ 
    ได้มีการแบ่งทรัพย์สินครั้งแรกหรือศาลมีคำสั่งปิดคดีแล้ว

     กรณีที่ผู้ชำระบัญชียื่นคำร้องขอล้มละลายให้เป็นหลักฐานได้ และเพิ่มกรณีศาลสั่งปิดคดีล้มละลายให้ใช้เป็นหลักฐานการตัดหนี้สูญได้

ถ้าเจ้าหนี้ไม่ได้เข้าร่วมคดีล้มละลายและไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนด จะไม่ถือว่าปฏิบัติครบตามหลักเกณฑ์ ทำให้ไม่มีสิทธิตัดหนี้สูญ แม้ว่าจะมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายแล้ว

3. หนี้แต่ละรายไม่เกิน 2 ล้านบาท

กรณีหนี้ของลูกหนี้แต่ละรายไม่เกิน 2 ล้านบาท ผู้เสียภาษีสามารถตัดหนี้สูญได้เมื่อได้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยปฏิบัติตามข้อ 5 แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ 186 พ.ศ. 2534

  1. ดำเนินการตามข้อ 4 (1) เช่น การทวงถามและลูกหนี้ถึงแก่ความตายหรือเลิกกิจการและไม่มีทรัพย์สิน
  2. ฟ้องคดีแพ่งและศาลมีคำสั่งรับคำฟ้อง หรือได้ยื่นคำขอเฉลี่ยหนี้ในคดีที่ลูกหนี้ถูกเจ้าหนี้อื่นฟ้องและศาลมีคำสั่งรับคำขอนั้น
  3. ฟ้องคดีล้มละลาย หรือในคดีที่ผู้ชำระบัญชีร้องขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลาย และศาลมีคำสั่งรับคำฟ้อง หรือได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลมีคำสั่งรับคำขอนั้น

ในกรณีนี้ ไม่ต้องรอให้ศาลแบ่งทรัพย์สินครั้งแรกหรือปิดคดี เพราะเพียงแค่ศาลรับคำฟ้องหรือรับคำขอรับชำระหนี้ก็สามารถตัดหนี้สูญได้ในรอบบัญชีที่ศาลมีคำสั่งรับคำฟ้องนั้น
  

4. หนี้แต่ละรายไม่เกิน 200,000 บาท

กรณีหนี้ไม่เกิน 200,000 บาท ให้ปฏิบัติตามข้อ 6 แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ 186 พ.ศ. 2534 แก้ไขโดยกฎกระทรวงฉบับที่ 374 กำหนดว่าไม่ต้องฟ้องคดีแพ่งหรือคดีล้มละลาย เพียงแต่มีหลักฐานการติดตามทวงถามอย่างสมควร (ควรทวงเป็นหนังสืออย่างน้อย 2 ครั้ง) และหากจะฟ้องต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่คุ้มกับหนี้ที่จะได้รับก็สามารถตัดเป็นหนี้สูญได้

5. หลักเกณฑ์ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 85) ระบุว่าผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการและได้รวมภาษีขายในการคำนวณแล้ว หากมีการจำหน่ายหนี้สูญตามหลักเกณฑ์ของกฎกระทรวง สามารถนำ “ภาษีขาย” ที่คำนวณจากส่วนของหนี้สูญนั้นไปหักออกจากภาษีขายของเดือนที่จำหน่ายหนี้สูญได้ หลักเกณฑ์ในการพิจารณาหนี้สูญทางภาษีมูลค่เพิ่ม VAT แยกตามจำนวนหนี้เหมือนภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยหนี้เกิน 2 ล้านบาทต้องมีหลักฐานการบังคับคดีหรือการล้มละลาย และต้องรอให้มีการแบ่งทรัพย์สินครั้งแรกหรือศาลสั่งปิดคดี ส่วนหนี้ไม่เกิน 2 ล้านบาทเพียงศาลรับคำฟ้องหรือรับคำขอรับชำระหนี้ก็ใช้สิทธิขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ VAT ได้

คำตอบ

1. กรณีหนี้ของบริษัท A จำกัดมีจำนวนเกิน 2 ล้านบาท

เนื่องจากศาลแพ่งไม่รับฟ้องเพราะบริษัทลูกหนี้ถูกพิพากษาให้ล้มละลาย บริษัทฯ  ยังไม่สามารถตัดหนี้สูญได้ทันที ต้องดำเนินการดังนี้:

  1. ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย 
    – ภายในระยะเวลาที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนด (ปกติ 2 เดือนนับแต่โฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด) ต้องรวบรวมหลักฐานหนี้ เช่น ใบแจ้งหนี้ สัญญา หนังสือทวงถาม แล้วยื่นคำขอรับชำระหนี้และหลักฐานประกอบต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
      
  2. ติดตามกระบวนการล้มละลาย 
    – เมื่อศาลล้มละลายกลางพิพากษาว่าลูกหนี้ล้มละลายและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการแบ่งทรัพย์สินครั้งแรก หรือศาลมีคำสั่งปิดคดีล้มละลาย (กรณีไม่มีทรัพย์สินจะแจกจ่าย) ให้เก็บสำเนาคำสั่งศาลหรือรายงานการแบ่งทรัพย์สินเป็นหลักฐาน
      
  3. ตัดหนี้สูญเมื่อมีหลักฐานดังกล่าว 
    – บริษัทฯ สามารถตัดหนี้สูญและบันทึกค่าใช้จ่ายในรอบบัญชีที่เกิดการแบ่งทรัพย์สินครั้งแรกหรือศาลสั่งปิดคดี และต้องให้คณะกรรมการหรือผู้มีอำนาจอนุมัติการตัดหนี้สูญภายใน 30 วันหลังสิ้นรอบบัญชี
      
  4. นำภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT ของหนี้สูญมาหักออกจากภาษีขาย 
     – ถ้าหนี้ดังกล่าวมีภาษีมูลค่าเพิ่ม คำนวณส่วนของ VAT ของหนี้สูญและนำไปหักออกจากภาษีขายในเดือนที่ตัดหนี้สูญ ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 85) 
    • สิทธิในการนำภาษีขายจากหนี้สูญมาหัก
       ตามประกาศ ฯ VAT ฉบับที่ 85 กำหนดว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้ออกใบกำกับภาษีและนำภาษีขายไปรวมคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว หากการตัดหนี้สูญเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด 
      สามารถนำภาษีขายที่คำนวณจากส่วนของหนี้สูญมาหักออกจากภาษีขายในเดือนภาษีที่มีการตัดหนี้สูญได้

    • วิธีการคำนวณลดยอดภาษีขาย
      ต้องนำ “ส่วนของหนี้สูญ” (ลูกหนี้สุทธิที่ยังไม่ได้รับชำระ) ที่เคยนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว คูณด้วยอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% หารด้วย 100 บวกอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม แล้วนำภาษีขายที่คำนวณได้ไปหักจากภาษีขายของเดือนที่ตัดหนี้สูญ  >> [หนี้สูญ x 7 / (100+7)]
        
    • ข้อ 3 ของประกาศฯVATฉบับที่ 85  กำหนดขั้นตอนเพิ่มเติม หากหนี้ของลูกหนี้แต่ละรายเกิน 2 ล้านบาท จะต้องมีการบังคับคดีหรือการเฉลี่ยทรัพย์สินในคดีล้มละลายก่อนถึงจะตัดหนี้สูญและนำภาษีขายมาหักได้
       

2. กรณีหนี้ไม่เกิน 2 ล้านบาท

หากยอดหนี้ของลูกหนี้รายนี้ไม่ถึง 2 ล้านบาท  บริษัทฯ  ไม่ต้องรอการแบ่งทรัพย์สิน เพียงแค่ศาลล้มละลายกลาง รับคำฟ้อง หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ รับคำขอรับชำระหนี้ ก็สามารถตัดหนี้สูญได้ทันทีในรอบบัญชีนั้น  ดังนั้น บริษัทฯ ต้องรีบยื่นคำขอรับชำระหนี้เพื่อให้เจ้าพนักงานรับไว้เป็นหลักฐาน แล้วสามารถตัดหนี้สูญพร้อมขอคืน VAT (ถ้ามี) ตามประกาศฯ

3. กรณีหนี้ไม่เกิน 200,000 บาท

ถ้าหนี้ไม่เกิน 200,000 บาทและมีหลักฐานการติดตามทวงถามอย่างสมควร เช่น หนังสือเตือน/โทรศัพท์/อีเมลอย่างน้อย 2 ครั้ง และการฟ้องร้องจะเสียค่าใช้จ่ายไม่คุ้มกับหนี้ สามารถตัดหนี้สูญได้เลยโดยไม่ต้องฟ้องคดีหรือล้มละลาย

เอกสารและขั้นตอนที่ควรจัดเตรียม

เพื่อให้การตัดหนี้สูญใช้ประโยชน์ทางภาษีได้อย่างถูกต้อง  บริษัทฯ  ควรจัดเตรียมเอกสารและดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้:

  1. หลักฐานการให้เครดิตและการติดตามทวงถาม 
     – ใบแจ้งหนี้ สัญญา ใบส่งของ หนังสือทวงถามหลายครั้ง และบันทึกการติดตามชำระหนี้ แสดงว่าได้ทวงถามอย่างสมควรและยังไม่ได้รับชำระ
  2. สำเนาคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลล้มละลาย 
     – ได้แก่ คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือคำสั่งปิดคดี พร้อมสำเนาประกาศในราชกิจจานุเบกษา
  3. หลักฐานการยื่นคำขอรับชำระหนี้ 
     – แบบคำขอรับชำระหนี้ที่ยื่นต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ พร้อมหลักฐานการรับคำขอรับชำระหนี้ (ใบเสร็จรับเงินหรือหนังสือรับทราบจากเจ้าพนักงาน) และเอกสารแสดงจำนวนหนี้
  4. รายงานการแบ่งทรัพย์สิน/คำสั่งปิดคดี (กรณีหนี้เกิน 2 ล้านบาท) 
     – เก็บสำเนารายงานที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจกจ่ายทรัพย์สินครั้งแรกหรือคำสั่งของศาลที่ปิดคดี ซึ่งเป็นหลักฐานว่าไม่มีทรัพย์สินเหลือให้ชำระ
  5. มติคณะกรรมการหรือคำสั่งผู้มีอำนาจอนุมัติการตัดหนี้สูญ 
     – ต้องออกเป็นหนังสือระบุรายการหนี้สูญ ยอดหนี้ วันที่จะตัดหนี้ และชื่อผู้อนุมัติ โดยต้องออกภายใน 30 วันหลังสิ้นรอบบัญชี
  6. บัญชีและการบันทึกภาษีมูลค่าเพิ่ม 
     – เมื่อตัดหนี้สูญ ให้บันทึกค่าใช้จ่ายและปรับปรุงภาษีขาย (ถ้ามี) โดยใช้หลักฐานจากประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 85

การจัดเอกสารครบถ้วนและดำเนินการตามขั้นตอนข้างต้นจะช่วยให้การตัดหนี้สูญของ บริษัทฯ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรและสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างถูกต้อง

ข้อเสนอแนะ

  •  บริษัทฯ ไม่ควรละเลยการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย หากละเลยหรือยื่นช้าแล้วศาลไม่อนุญาตให้ยื่น จะขาดสิทธิในการตัดหนี้สูญตามกฎกระทรวงฉบับที่ 186 และ ฉบับที่ 374
  • หากมีหลายหนี้ค้างชำระ ควรจำแนกยอดหนี้ว่าเข้าเงื่อนไขมูลหนี้เกิน 2 ล้านบาท ไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือไม่เกิน 200,000 บาทเพื่อเลือกวิธีปฏิบัติและเก็บเอกสารให้เหมาะสม
  • ควรทำหนังสือแจ้งคู่ค้าหรือแจ้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าต้องการใช้สิทธิขอรับชำระหนี้และต้องการรับทรัพย์สิน หากไม่ได้รับชำระครบถ้วนให้เก็บหลักฐานไว้เพื่อประกอบการตัดหนี้สูญ

สรุป บริษัทฯ  ยังไม่สามารถตัดหนี้สูญได้ทันที แม้ว่าศาลล้มละลายกลางจะพิพากษาให้บริษัท A จำกัด ล้มละลาย เพราะกฎหมายกำหนดว่า:

  • หนี้เกิน 2 ล้านบาท ต้องรอให้ศาลล้มละลายมีการแบ่งทรัพย์สินครั้งแรกหรือปิดคดีหลังจากยื่นคำขอรับชำระหนี้จึงจะตัดหนี้สูญได้
  • หนี้ไม่เกิน 2 ล้านบาท สามารถตัดหนี้สูญได้เมื่อศาลล้มละลายรับคำฟ้องหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำขอรับชำระหนี้
  • หนี้ไม่เกิน 200,000 บาท เพียงมีหลักฐานการทวงถามและเห็นว่าค่าใช้จ่ายการฟ้องไม่คุ้มก็สามารถตัดหนี้สูญได้

ดังนั้น ให้ บริษัทฯ  รีบยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย รวบรวมหลักฐานการติดตามหนี้และขอให้ศาลหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำขอดังกล่าว เมื่อบรรลุตามเงื่อนไขของกฎกระทรวงแล้วจึงตัดหนี้สูญ และเก็บเอกสารประกอบครบถ้วนเพื่อให้สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างถูกต้อง

ตารางสรุปหลักเกณฑ์และขั้นตอนการตัดหนี้สูญตามมูลหนี้

มูลหนี้ของลูกหนี้

หลักเกณฑ์/เงื่อนไข

ขั้นตอนและเอกสารที่ต้องเตรียม

เกิน 2 ล้านบาท

- ต้องดำเนินคดีแพ่งและมีหมายบังคับคดีพร้อมรายงานการบังคับคดีครั้งแรกยืนยันว่าลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สิน หรือ ต้องฟ้องคดีล้มละลาย/ยื่นคำขอรับชำระหนี้ และรอการแบ่งทรัพย์สินครั้งแรกหรือศาลสั่งปิดคดี

- ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนด (2 เดือน) พร้อมหลักฐานหนี้ 

- ติดตามคำพิพากษา/รายงานการแบ่งทรัพย์สินครั้งแรก / มติคณะกรรมการอนุมัติการตัดหนี้สูญภายใน 30 วันสิ้นรอบบัญชี 

- เอกสาร : หลักฐานทวงถาม, คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์, รายงานการแบ่งทรัพย์สิน, หลักฐานคำขอรับชำระหนี้, มติคณะกรรมการ, บันทึกบัญชีและภาษี

ไม่เกิน 2 ล้านบาท

- ศาลรับคำฟ้องคดีล้มละลายหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำขอรับชำระหนี้ก็พอ ไม่ต้องรอการแบ่งทรัพย์สิน

- ยื่นคำฟ้องหรือคำขอรับชำระหนี้ให้ศาล/เจ้าพนักงานรับไว้ 

- ตัดหนี้สูญในรอบบัญชีที่มีคำสั่งรับคำฟ้อง/คำขอ 

- มติคณะกรรมการอนุมัติภายใน 30 วัน 

- เอกสาร: หลักฐานทวงถาม, คำสั่งศาลรับฟ้อง/รับคำขอ, หลักฐานคำขอรับชำระหนี้, มติคณะกรรมการ, บันทึกบัญชีและภาษี

ไม่เกิน 200,000 บาท

- มีหลักฐานการทวงถามอย่างน้อยสองครั้ง และการฟ้องร้องจะเสียค่าใช้จ่ายไม่คุ้มค่า

- รวบรวมหลักฐานทวงถาม 

- ไม่ต้องฟ้องศาลหรือล้มละลาย

- ตัดหนี้สูญได้ทันที 

- เอกสาร: หลักฐานทวงถาม, มติคณะกรรมการ, บันทึกบัญชีและภาษี


กฏหมายที่เกี่ยวข้อง


กฎกระทรวง

ฉบับที่ 186 (พ.ศ. 2534)

ออกตามความในประมวลรัษฎากร

ว่าด้วยการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้

"ข้อ 2การจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลให้กระทำได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวงนี้"

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 261 (พ.ศ. 2549) ใช้บังคับ 11 สิงหาคม 2549 เป็นต้นไป)

ข้อ 3   หนี้สูญที่จะจำหน่ายจากบัญชีลูกหนี้ต้องเป็นหนี้ที่มีลักษณะดังต่อไปนี้

                      (1) ต้องเป็นหนี้จากการประกอบกิจการหรือเนื่องจากการประกอบกิจการ หรือหนี้ที่ได้รวมเป็นเงินได้ในการคำนวณกำไรสุทธิ ทั้งนี้ ไม่รวมหนี้ที่ผู้เป็น หรือเคยเป็นกรรมการหรือหุ้นส่วนผู้จัดการเป็นลูกหนี้ ไม่ว่าหนี้นั้นจะเกิดขึ้นก่อนหรือในขณะที่ผู้นั้นเป็นกรรมการหรือหุ้นส่วนผู้จัดการ

                      (2) ต้องเป็นหนี้ที่ยังไม่ขาดอายุความและมีหลักฐานโดยชัดแจ้งที่สามารถฟ้องลูกหนี้ได้

“ข้อ 4   ในกรณีหนี้ของลูกหนี้แต่ละรายมีจำนวนเกิน 2,000,000 บาท หนี้สูญที่จะจําหน่ายจากบัญชีลูกหนี้นอกจากต้องมีลักษณะตามข้อ 3 แล้ว ต้องมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ด้วย

                      (1) ได้ติดตามทวงถามให้ชําระหนี้ตามสมควรแก่กรณี โดยมีหลักฐานการติดตามทวงถามอย่างชัดแจ้ง แต่ไม่ได้รับชําระหนี้ โดยปรากฏว่า

                            (ก) ลูกหนี้ถึงแก่ความตาย เป็นคนสาบสูญ หรือมีหลักฐานว่าหายสาบสูญไป และไม่มีทรัพย์สินใด ๆ จะชําระหนี้ได้ หรือ

                            (ข) ลูกหนี้เลิกกิจการ และมีหนี้ของเจ้าหนี้รายอื่นมีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินทั้งหมดของลูกหนี้อยู่ในลำดับก่อนเป็นจำนวนมากกว่าทรัพย์สินของลูกหนี้

                      (2) ได้ดำเนินการฟ้องลูกหนี้ในคดีแพ่งหรือได้ยื่นคําขอเฉลี่ยหนี้ในคดีที่ลูกหนี้ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องในคดีแพ่ง โดยได้มีหมายบังคับคดีของศาลแล้วและมีรายงานการบังคับคดีครั้งแรกของเจ้าพนักงานบังคับคดีอันสามารถแสดงได้ว่าได้มีการดำเนินการบังคับคดีแล้ว แต่ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินใดจะชําระหนี้ได้

                      (3) ได้ดำเนินการฟ้องลูกหนี้ในคดีล้มละลายหรือได้ยื่นคําขอรับชําระหนี้ในคดีที่ลูกหนี้ ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องในคดีล้มละลายหรือในคดีที่ผู้ชําระบัญชีร้องขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลายโดยได้มีการประนอมหนี้กับลูกหนี้โดยศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยกับการประนอมหนี้นั้นหรือลูกหนี้ถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายและได้มีการแบ่งทรัพย์สินของลูกหนี้ครั้งแรกหรือศาลได้มีคำสั่งปิดคดีแล้ว

การดำเนินการตาม (2) หรือ (3) ที่ได้กระทำในต่างประเทศหรือการดำเนินการอื่นในลักษณะทํานองเดียวกันที่ได้กระทำในต่างประเทศ ต้องมีเอกสารหลักฐานแห่งการดำเนินการที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมายของประเทศนั้น ๆ ออกให้ และหลักฐานดังกล่าวต้องได้รับการรับรองคําแปลจากภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทย ตามระเบียบของกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการรับรองเอกสาร

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 374 (พ.ศ.2564) ให้ใช้บังคับสำหรับการดำเนินการที่เริ่มในรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป)

ข้อ 5   ในกรณีหนี้ของลูกหนี้แต่ละรายมีจำนวนไม่เกิน 2,000,000 บาท หนี้สูญที่จะจําหน่ายจากบัญชีลูกหนี้นอกจากต้องมีลักษณะตามข้อ 3 แล้ว ต้องมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ด้วย

                     (1) ได้ดำเนินการตามข้อ 4 (1) แล้ว

                     (2) ได้ดำเนินการฟ้องลูกหนี้ในคดีแพ่งและศาลได้มีคำสั่งรับคําฟ้องนั้นแล้ว หรือได้ยื่นคําขอเฉลี่ยหนี้ในคดีที่ลูกหนี้ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องในคดีแพ่งและศาลได้มีคำสั่งรับคําขอนั้นแล้ว

                     (3) ได้ดำเนินการฟ้องลูกหนี้ในคดีล้มละลายและศาลได้มีคำสั่งรับคําฟ้องนั้นแล้ว หรือในคดีที่ผู้ชําระบัญชีร้องขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลายและศาลได้มีคำสั่งรับคําฟ้องนั้นแล้วหรือได้ยื่นคําขอรับชําระหนี้ในคดีที่ลูกหนี้ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องในคดีล้มละลาย และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาล แล้วแต่กรณี ได้มีคำสั่งรับคําขอรับชําระหนี้นั้นแล้ว

                      ในกรณีตาม (2) หรือ (3) กรรมการหรือหุ้นส่วนผู้จัดการของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้เป็นเจ้าหนี้ ต้องมีคำสั่งอนุมัติให้จําหน่ายหนี้นั้นเป็นหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ ภายในสามสิบวันนับแต่วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีนั้น

                      ให้นําความในข้อ 4 วรรคสอง มาใช้บังคับแก่การดำเนินการตาม (2) หรือ (3) หรือการดำเนินการอื่นในลักษณะทํานองเดียวกันที่ได้กระทำในต่างประเทศ ด้วยโดยอนุโลม

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 374 (พ.ศ.2564) ให้ใช้บังคับสำหรับการดำเนินการที่เริ่มในรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป)

                     (ในการอนุมัติให้จำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ตามข้อ 5 วรรคสอง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงนี้ สำหรับการดำเนินการในรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 แต่ไม่เกินวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563 ให้กรรมการหรือหุ้นส่วนผู้จัดการของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้เป็นเจ้าหนี้มีคำสั่งอนุมัติให้จำหน่ายหนี้นั้นเป็นหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีนั้นหรือภายในหกสิบวันนับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา แล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลัง และในรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป ให้กรรมการหรือหุ้นส่วนผู้จัดการของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดำเนินการให้เป็นไปตามข้อ 5 วรรคสอง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงนี้)

ข้อ 6   ในกรณีหนี้ของลูกหนี้แต่ละรายมีจำนวนไม่เกิน 200,000 บาท และมีลักษณะตามข้อ 3 การจําหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ ให้กระทำได้โดยไม่ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ในข้อ 4 หรือข้อ 5 ถ้าปรากฏว่าได้มีหลักฐานการติดตามทวงถามให้ชําระหนี้ตามสมควรแก่กรณีแล้ว แต่ไม่ได้รับชําระหนี้และหากจะฟ้องลูกหนี้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่คุ้มกับหนี้ที่จะได้รับชําระ”

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 374 (พ.ศ.2564) ให้ใช้บังคับสำหรับการดำเนินการที่เริ่มในรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป)

“ข้อ 7   หนี้ของลูกหนี้รายใดที่ได้ดําเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กําหนดในกฎกระทรวงนี้ครบถ้วนแล้วในรอบระยะเวลาบัญชีใด ให้จําหน่ายเป็นหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ และถือเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น เว้นแต่กรณีตามข้อ 5 (2) และ (3) ให้ถือเป็นรายจ่าย ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ศาลได้มีคําสั่งรับคําฟ้อง คําขอเฉลี่ยหนี้หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลแล้วแต่กรณี ได้มีคำสั่งรับคําขอรับชําระหนี้ กรณีตามข้อ 6 ตรี ให้ถือเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่ศาลได้มีคําสั่งเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และกรณีตามข้อ 6 นว ให้ถือเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าหรือผู้ฝากขายสินค้าได้ปลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับฝากขายสินค้า แล้วแต่กรณี”

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 374 (พ.ศ.2564) ให้ใช้บังคับสำหรับการดำเนินการที่เริ่มในรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป)

ข้อ 8   กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดลงในหรือหลังวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 เป็นต้นไป



มาตรา 82/11 ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนขายสินค้าหรือให้บริการและได้นำภาษีขายไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แล้ว ต่อมาหากมีหนี้สูญเกิดขึ้นจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ และการจำหน่ายหนี้สูญดังกล่าวได้เป็นไปตามจำนวน หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำภาษีขายที่คำนวณจากส่วนของหนี้สูญดังกล่าวมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้มีการจำหน่ายหนี้สูญ
 การคำนวณส่วนของหนี้สูญเพื่อนำมาหักออกจากภาษีขายตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
 หนี้สูญรายใดที่ได้จำหน่ายไปตามวรรคหนึ่งแล้ว ถ้าผู้ประกอบการจดทะเบียนได้รับชำระในภายหลัง ให้นำภาษีขายที่คำนวณจากส่วนของหนี้สูญตามวรรคหนึ่งที่ได้รับชำระดังกล่าวมารวมเป็นภาษีขายในเดือนภาษีที่ได้รับชำระ
             ( 
ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 85) )

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร

เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 85)

เรื่อง    กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจำหน่ายหนี้สูญ และหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคำนวณส่วนของหนี้สูญ เพื่อนำมาหักออกจากภาษีขายตามมาตรา 82/11 แห่งประมวลรัษฎากร

  การจำหน่ายหนี้สูญและการคำนวณส่วนของหนี้สูญเพื่อนำมาหักออกจากภาษีขายให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ดังนี้

ข้อ 1 ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนขายสินค้าหรือให้บริการ ซึ่งได้ออกใบกำกับภาษีเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นตามมาตรา 78 มาตรา 78/1 และมาตรา 78/3 แห่งประมวลรัษฎากร และได้นำภาษีขายไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว ให้มีสิทธินำภาษีขายที่คำนวณจากส่วนของหนี้สูญมาหักออกจากภาษีขายในเดือนภาษีที่ได้มีการจำหน่ายหนี้สูญ

ข้อ 2 หนี้จากการขายสินค้าหรือให้บริการตามข้อ 1 ต้องเป็นหนี้ที่มีลักษณะดังนี้

                           (1) เป็นหนี้จากการประกอบกิจการที่ได้นำไปรวมคำนวณเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว

                           (2) เป็นหนี้ที่เกิดจากการขายสินค้าหรือให้บริการแก่ผู้ที่ไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่คำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร

                           (3) เป็นหนี้ที่เกิดจากการขายสินค้าหรือให้บริการ ซึ่งได้ออกใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร และใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/5 เฉพาะที่มีลักษณะเป็นใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป

                           (4) เป็นหนี้ที่ยังไม่ขาดอายุความ และมีหลักฐานโดยชัดแจ้งที่สามารถฟ้องลูกหนี้ได้

                           หนี้ตามวรรคหนึ่งไม่รวมถึงหนี้จากการขายสินค้าหรือการให้บริการที่ผู้เป็นหรือเคยเป็นกรรมการหรือหุ้นส่วนผู้จัดการเป็นลูกหนี้ ไม่ว่าหนี้นั้นจะเกิดขึ้นก่อนหรือในขณะที่ผู้นั้นเป็นกรรมการหรือหุ้นส่วนผู้จัดการ

“ข้อ 3 ในกรณีหนี้ของลูกหนี้แต่ละรายมีจำนวนเกิน 2,000,000 บาท หนี้สูญที่จะจำหน่ายนอกจากต้องมีลักษณะตามข้อ 2 แล้ว ต้องมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ด้วย

                           (1) ได้ติดตามทวงถามให้ชำระหนี้ตามสมควรแก่กรณี โดยมีหลักฐานการติดตามทวงถามอย่างชัดแจ้งแต่ไม่ได้รับชำระหนี้ โดยปรากฏว่า

                                 (ก) ลูกหนี้ถึงแก่ความตาย เป็นคนสาบสูญ หรือมีหลักฐานว่าหายสาบสูญไป และไม่มีทรัพย์สินใดๆ จะชำระหนี้ได้ หรือ

                                 (ข) ลูกหนี้เลิกกิจการ และมีหนี้ของเจ้าหนี้รายอื่นมีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินทั้งหมดของลูกหนี้อยู่ในลำดับก่อนเป็นจำนวนมากกว่าทรัพย์สินของลูกหนี้

                           (2) ได้ดำเนินการฟ้องลูกหนี้ในคดีแพ่งหรือได้ยื่นคำขอเฉลี่ยหนี้ในคดีที่ลูกหนี้ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องในคดีแพ่ง โดยได้มีหมายบังคับคดีของศาลแล้วและมีรายงานการบังคับคดีครั้งแรกของเจ้าพนักงานบังคับคดีอันสามารถแสดงได้ว่าได้มีการดำเนินการบังคับคดีแล้ว แต่ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินใดจะชำระหนี้ได้

                           (3) ได้ดำเนินการฟ้องลูกหนี้ในคดีล้มละลายหรือได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีที่ลูกหนี้ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องในคดีล้มละลาย หรือในคดีที่ผู้ชำระบัญชีร้องขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลาย โดยได้มี การประนอมหนี้กับลูกหนี้โดยศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยกับการประนอมหนี้นั้น หรือลูกหนี้ถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายและได้มีการแบ่งทรัพย์สินของลูกหนี้ครั้งแรกหรือศาลได้มีคำสั่งปิดคดีแล้ว
                             การดำเนินการตาม (2) หรือ (3) ที่ได้กระทำในต่างประเทศหรือการดำเนินการอื่นในลักษณะทำนองเดียวกันที่ได้กระทำในต่างประเทศ ต้องมีเอกสารหลักฐานแห่งการดำเนินการที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมายของประเทศนั้น ๆ ออกให้และหลักฐานดังกล่าวต้องได้รับการรับรองคำแปลจากภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยตามระเบียบของกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการรับรองเอกสาร

“ข้อ 7 เมื่อดำเนินการครบถ้วนตาม ข้อ 3 ข้อ 4 ข้อ 5 หรือข้อ 6 แล้วในเดือนภาษีใด ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร นำภาษีขายที่คำนวณจากส่วนของหนี้สูญดังกล่าวมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้มีการจำหน่ายหนี้สูญ เว้นแต่กรณีตามข้อ 4 (2) (3) และข้อ 6 วรรคหนึ่ง ให้นำภาษีขายที่คำนวณจากส่วนของหนี้สูญดังกล่าวมาหัก ออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ศาลได้มีคำสั่งรับคำฟ้อง คำขอเฉลี่ยหนี้ หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาล แล้วแต่กรณี ได้มีคำสั่งรับคำขอรับชำระหนี้ หรือศาลได้มีคำสั่งเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้”

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 242) ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2564 ให้ใช้บังคับสำหรับการดำเนินการที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 ของเดือนภาษีถัดจากวันที่ประกาศในประกาศนี้เป็นต้นไป)

                           การคำนวณหาภาษีขายจากส่วนของหนี้สูญตามวรรคหนึ่ง ให้นำส่วนของหนี้สูญนั้นคูณด้วยอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มหารด้วยร้อยบวกด้วยอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม



มาตรา 84 เครดิตภาษีที่เหลืออยู่ในแต่ละเดือนภาษีจากการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธินำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา หรือมีสิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีนั้นตามมาตรา 83 หรือมาตรา 83/1 เว้นแต่ในกรณีที่มีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมเพราะการยื่นแบบแสดงรายการภาษีไม่ถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา 83/4 ก็ให้มีสิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมนั้น

   ( ดูพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 242) พ.ศ. 2534 )

มาตรา 84/1 การขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการให้กระทำได้ตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้
(1) การขายสินค้าหรือการให้บริการในกรณีที่มีภาษีต้องคืน แต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมิได้ขอคืนตามมาตรา 84 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีภายในสามปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้น
(2) การขายสินค้าหรือการให้บริการในกรณีอื่น ให้ยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปีนับแต่วันที่ได้ชำระภาษี
คำร้องขอคืนภาษีให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด
ในกรณีที่ผู้ขอคืนภาษีเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ให้ยื่นคำร้องขอคืนภาษี ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ และถ้าผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้ยื่นคำร้องขอคืนภาษีเป็นรายสถานประกอบการ ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีรวมกัน ก็ให้ยื่นคำร้องขอคืนภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ หรือ ณ สถานที่ที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา 83 วรรคสี่ และในกรณีที่ผู้ขอคืนภาษีมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียน ให้ยื่นคำร้องขอคืน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่ผู้ขอคืนมีภูมิลำเนา
             ( 
ดูคำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.113/2545 )



อ้างอิงคำตอบ
  

เรื่อง

ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการจำหน่ายหนี้สูญ

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

04/02/2025

เลขที่หนังสือ

กค 0702/638

ประเภทภาษี


ข้อกฎหมาย

มาตรา 65 ทวิ (9) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 4 (2) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ. 2534)ฯ ก่อนแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 374 (พ.ศ. 2564)ฯ และข้อ 4 (3) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ. 2534)ฯ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 374 (พ.ศ. 2564)ฯ

ข้อหารือ

1. บริษัท ก. ได้ว่าจ้างบริษัท ข. ให้เป็นผู้ขนส่งสินค้าและดำเนินพิธีการศุลกากร และใช้บริการเก็บสินค้าในคลังสินค้าจากบริษัท ค. โดยมีกำหนดชำระค่าขนส่งและค่าบริการเป็นรายเดือน ต่อมาบริษัท ก. ผิดสัญญา ไม่ชำระค่าขนส่งและค่าบริการ บริษัท ข. และบริษัท ค. จึงยื่นฟ้องบริษัท ก. ต่อศาลชั้นต้น จ. ซึ่งได้มีคำพิพากษาให้บริษัท ก. ชำระเงินให้กับบริษัท ข. จำนวน 4 ล้านบาท และชำระให้กับบริษัท ค. จำนวน 2.6 ล้านบาท ต่อมาศาลชั้นต้น จ. ได้ออกหมายบังคับคดีเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของบริษัททั้งสองเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา

2. ในระหว่างการดำเนินการสืบทรัพย์ บริษัท ข. และบริษัท ค. ได้ทราบว่าบริษัท ก. มีทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดไว้ในคดีแพ่งของศาลชั้นต้น ฉ. จำนวน 400 ล้านบาท โดยมีธนาคาร ช. เป็นโจทก์ แต่บริษัท ข. และบริษัท ค. ไม่ได้ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลชั้นต้น ฉ. ในคดีดังกล่าวแต่อย่างใด

3.ต่อมาธนาคาร ง. ได้ยื่นฟ้องต่อศาลล้มละลายกลางขอให้มีคำสั่งให้บริษัท ก. ล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางได้พิจารณาแล้วมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัท ก. และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ได้โฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในราชกิจจานุเบกษา โดยกำหนดให้เจ้าหนี้ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นโจทก์หรือไม่ก็ตาม ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดเวลา 2 เดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โดยมีผู้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ 20 ราย จำนวนมูลหนี้ที่ขอรับชำระหนี้รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,000 ล้านบาท แต่บริษัท ข. และบริษัท ค. ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลา ตามกฎหมาย

4. ต่อมาบริษัท ข. และบริษัท ค. ได้ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางเพื่อขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้บริษัท ข. และบริษัท ค. รับชำระหนี้ได้ ซึ่งศาลล้มละลายกลางได้พิจารณาและมีคำสั่งยกคำร้องของทั้งสองบริษัท บริษัท ข. และบริษัท ค. จึงได้ยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์พร้อมอุทธรณ์คำสั่งของศาลล้มละลายกลาง โดยศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้พิจารณาคำอุทธรณ์ของบริษัท ข. แล้วพิพากษายกอุทธรณ์ สำหรับคำร้องของบริษัท ค. ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้พิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้องและไม่รับอุทธรณ์

5. บริษัท ข. และบริษัท ค. ขอหารือ ดังนี้

     5.1 กรณีที่บริษัท ข. และบริษัท ค. ประสงค์จะจำหน่ายหนี้สูญที่มีจำนวนหนี้เกิน 2 ล้านบาท จากบัญชีลูกหนี้ทั้งสองบริษัทสามารถดำเนินการเพียงข้อใดข้อหนึ่งที่ระบุในข้อ 4 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ. 2534) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 374 (พ.ศ. 2564) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ได้หรือไม่ อย่างไร

     5.2 กรณีที่บริษัท ข. และบริษัท ค. ได้ฟ้องบริษัท ก. ต่อศาลชั้นต้น จ. และศาลมีคำพิพากษา ให้บริษัท ก. ชำระหนี้แล้ว แต่บริษัท ข. และบริษัท ค. ไม่ได้ฟ้องบริษัท ก. ในคดีล้มละลายและไม่ได้ยื่นคำขอ รับชำระหนี้ในคดีล้มละลายที่เจ้าหนี้อื่นฟ้องบริษัท ก. ภายในกำหนดเวลา และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่ง ไม่อนุญาตให้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้ทั้งสองบริษัทยื่นคำขอ รับชำระหนี้นั้น เนื่องจากจำนวนมูลหนี้ที่เจ้าหนี้อื่นขอรับชำระหนี้ตามคดีล้มละลายรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,000 ล้านบาท แต่ทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดไว้มีจำนวน 400 ล้านบาท ซึ่งเจ้าหนี้อื่นที่ได้ยื่นคำขอ รับชำระหนี้อาจจะได้รับชำระหนี้ไม่เต็มจำนวนเพราะหนี้สินมีมากกว่าทรัพย์สินบริษัท ข. และบริษัท ค. สามารถนำหลักเกณฑ์ตามข้อ 4 (2) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ. 2534)ฯ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 374 (พ.ศ. 2564)ฯ กล่าวคือ “ได้ดำเนินการฟ้องลูกหนี้ในคดีแพ่ง... แต่ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินใดจะชำระหนี้ได้” มาใช้ได้หรือไม่ หรือต้องดำเนินการอย่างไร

     5.3 กรณีที่บริษัท ก. มีทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดไว้ในคดีแพ่งของศาลชั้นต้น ฉ. จำนวน 400 ล้านบาท และมีจำนวนหนี้ที่มีผู้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย รวมจำนวน 2,000 ล้านบาท อันเป็นกรณีที่บริษัท ก. มีทรัพย์สิน แต่ทรัพย์สินนั้นไม่พอจะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้จนครบถ้วนได้ ถือเป็นกรณีที่ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินใดที่จะชำระหนี้ได้ตามข้อ 4 (2) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ. 2534)ฯ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 374 (พ.ศ. 2564)ฯ หรือไม่

     5.4 หากศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง ไม่อนุญาตให้บริษัท ข. และบริษัท ค. ยื่นคำขอรับชำระหนี้ทั้งสองบริษัทจะสามารถจำหน่ายหนี้สูญออกจากบัญชีลูกหนี้ได้หรือไม่ อย่างไร

     5.5 หากบริษัท ข. และบริษัท ค. สามารถจำหน่ายหนี้สูญออกจากบัญชีลูกหนี้ได้ตามข้อ 4 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ. 2534)ฯ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 374 (พ.ศ. 2564)ฯทั้งสองบริษัทต้องตัดหนี้สูญในรอบระยะเวลาบัญชีใดบ้าง และต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) เพิ่มเติม ด้วยหรือไม่ อย่างไร

แนววินิจฉัย

กรณีที่บริษัท ข. และบริษัท ค. ประสงค์จะจำหน่ายหนี้สูญสำหรับหนี้ที่แต่ละบริษัทได้ฟ้องบริษัท ก. ต่อศาลชั้นต้น จ. และศาลมีคำพิพากษาให้บริษัท ก. ชำระหนี้โดยได้ออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดหรืออายัดทรัพย์สินของบริษัท ก. ชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว แต่ในระหว่างดำเนินการสืบทรัพย์ของบริษัท ก. ปรากฏ ดังนี้

1. บริษัท ก. มีทรัพย์สินแต่ได้ถูกยึดหรืออายัดไว้ในคดีแพ่งของศาลชั้นต้น ฉ. ที่ธนาคาร ช. ได้ฟ้องไว้ เป็นจำนวน 400 ล้านบาท กรณีดังกล่าวถือว่า บริษัท ก. ยังมีทรัพย์สินที่จะชำระหนี้ได้ เมื่อบริษัท ข. และบริษัท ค. ไม่ได้ยื่นคำขอเฉลี่ยหนี้ในคดีดังกล่าว ประกอบกับไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือหรือหลักฐาน การรับทราบของเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีที่ทั้งสองบริษัทได้ฟ้องบริษัท ก. เป็นคดีแพ่งที่แสดงว่า บริษัท ก. ไม่มีทรัพย์สินใด ๆ ที่จะชำระหนี้ได้ เช่น รายงานการยึดทรัพย์ของเจ้าพนักงานบังคับคดี หรือรายงาน การติดตามสืบหาทรัพย์สินของลูกหนี้โดยทนายความที่แสดงว่าลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินใด ๆ ที่จะชำระหนี้ได้ จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ตามมาตรา 65 ทวิ (9) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 4 (2) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ. 2534)ฯ ก่อนแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 374 (พ.ศ. 2564)ฯ

2. บริษัท ก. ถูกธนาคาร ง. ฟ้องในคดีล้มละลายและศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้โฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด แต่บริษัท ข. และบริษัท ค. ไม่ได้ยื่นคำขอ รับชำระหนี้ในคดีล้มละลายภายในกำหนดเวลา และศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ทั้งสองบริษัท ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ทั้งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกอุทธรณ์ของบริษัท ข. และมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของบริษัท ค. กรณีนี้ถือว่าทั้งสองบริษัทไม่ได้ปฏิบัติตามข้อ 4 (3) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ. 2534)ฯ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 374 (พ.ศ. 2564)ฯ จึงยังไม่มีสิทธิจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ตามมาตรา 65 ทวิ (9) แห่งประมวลรัษฎากร

เลขตู้



เรื่อง

ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการจำหน่ายหนี้สูญ

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

06/11/2013

เลขที่หนังสือ

กค 0702/พ./9520

ประเภทภาษี

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 85)ฯ

ข้อหารือ

     รัฐวิสาหกิจประกอบกิจการเป็นผู้ผลิต และจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการที่มีสัญญาทางการค้า เมื่อมีการส่งมอบสินค้าจะออกเอกสารใบกำกับสินค้า/ใบแจ้งหนี้/ใบกำกับภาษี และยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ภายในกำหนดเวลาทุกเดือน ต่อมาลูกหนี้การค้ารวมสองรายมีหนี้ค้างชำระกับรัฐวิสาหกิจ รัฐวิสาหกิจ จึงได้ดำเนินคดีแพ่งและคดีล้มละลาย
ทั้งสองคดี ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ให้จำเลยชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ย และโจทก์มีคำบังคับถึงจำเลยให้ปฏิบัติตามคำพิพากษา แต่จำเลยทั้งสองมิได้นำเงินมาชำระหนี้แก่รัฐวิสาหกิจ แต่อย่างใด รัฐวิสาหกิจจึงดำเนินการสืบหาทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง แต่ไม่พบว่าจำเลยทั้งสองมีทรัพย์สินใด ๆ รัฐวิสาหกิจ มิได้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงไม่มีการแถลงต่อศาลว่า ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินใดที่จะชำระหนี้ได้ 2. ต่อมารัฐวิสาหกิจ ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลล้มละลายกลาง โดยศาลล้มละลายกลางได้พิพากษาให้ลูกหนี้ทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2543 รัฐวิสาหกิจ

      
ขอทราบว่า ในการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการจำหน่ายหนี้สูญ รัฐวิสาหกิจ จะต้องขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้ออกใบกำกับภาษีแล้ว ภายใน 3 ปี นับแต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีแพ่ง ตามข้อ 3(2) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 85) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจำหน่ายหนี้สูญ และหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคำนวณส่วนของหนี้สูญ เพื่อนำมาหักออกจากภาษีขายตามมาตรา 82/11 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2542 หรือต้องคืนภายใน 3 ปี นับแต่ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย ตามข้อ 3(3) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับดังกล่าว

แนววินิจฉัย

     1. จากข้อเท็จจริงรัฐวิสาหกิจ มีลูกหนี้การค้าสองราย ซึ่งได้ติดตามทวงถามแล้ว ลูกหนี้ไม่ยอมชำระหนี้ ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2546 รัฐวิสาหกิจได้ฟ้องคดีแพ่งกับลูกหนี้การค้าทั้งสองราย และศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยชำระหนี้ แต่รัฐวิสาหกิจ มิได้ขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงยังมิได้ดำเนินการบังคับคดี แต่ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินใด ๆ จะชำระหนี้ได้ ต่อมารัฐวิสาหกิจ ได้ยื่นฟ้องลูกหนี้ทั้งสองรายต่อศาลล้มละลายกลาง โดยศาลล้มละลายกลางได้พิพากษาให้ลูกหนี้ทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2543 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่สามารถรวบรวมทรัพย์สินได้ และไม่มีกิจการใดต้องปฏิบัติต่อไป จึงขอให้ศาลมีคำสั่งปิดคดี และศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปิดคดี เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2554 วันที่ 26 มกราคม 2554 กรณีดังกล่าว รัฐวิสาหกิจ จึงมีสิทธิจำหน่ายหนี้สูญออกจากบัญชีลูกหนี้ในเดือนกันยายน 2554 และในเดือนมกราคม 2554 ซึ่งเป็นเดือนที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งปิดคดีไม่มีแบ่ง ตามข้อ 3(3) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 85)ฯ ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ .ศ. 2542 

 
     2. กรณีรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ขายสินค้า และได้นำภาษีขายไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร รัฐวิสาหกิจมีสิทธินำภาษีขายที่คำนวณจากส่วนของหนี้สูญมาหักออกจากภาษีขายในเดือนภาษีที่มีการจำหน่ายหนี้สูญได้ ตามมาตรา 82/11 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น รัฐวิสาหกิจจึงต้องนำภาษีขายที่คำนวณจากส่วนของหนี้สูญไปหักจากภาษีขายในเดือนภาษีที่มีการจำหน่ายหนี้สูญตาม 1.

เลขตู้

76/38799


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ