Case study

ประเภทของการประกอบกิจการเพิ่มขึ้น ต้องจดทะเบียน VAT เพิ่มหรือไม่


เรื่อง ประเภทของการประกอบกิจการเพิ่มขึ้น ต้องจดทะเบียน VAT เพิ่มหรือไม่
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 04/02/2026
ประเภทภาษี ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย
คำถาม

ในปี2560 บริษัทจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับค่าบริการประเภท "ให้บริการด้านสุขอนามัยและการทำความสะอาดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานในสิ่งอำนวยความสะดวกห้องน้ำสาธารณะ" 

ปี2568 บริษัทเริ่มมีให้บริการเครื่องซักผ้าสาธารณะ โฆษณาสินค้า เครื่องชั่งน้ำหนักวัดความดันหยอดเหรียญ ส่วนแบ่งกำไรจากตู้รับฝากกระเป๋าที่ดำเนินการโดยบุคคลอื่น 

ปัจจุบันรายได้ส่วนนี้รวมกันไม่ถึง 1.8ล้านบาทต่อปี


คำถาม

บริษัทจำเป็นต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับประเภทบริการที่เพิ่มเข้ามาหรือไม่

คำตอบ

"บริษัทฯ ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไปแล้วตั้งแต่ปี 2560" ดังนั้น สถานะของบริษัทในปัจจุบันคือ ผู้ประกอบการจดทะเบียน (VAT) ไม่ว่าบริษัทฯ จะมีรายได้ประเภทใดเข้ามาเพิ่มเติม หากไม่ใช่กิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น ขายสินค้าเกษตร ขายปุ๋ย ฯ ทุกรายได้จะต้องนำมารวมเป็นรายได้ในกิจการ VAT อยู่แล้ว 

1. ต้องจดทะเบียนเพิ่มสำหรับบริการใหม่ไหม?

คำตอบคือ : ไม่ต้องจดทะเบียนใหม่ เนื่องจากการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการจดในนาม "นิติบุคคล" (ตัวบริษัท) ไม่ใช่จดแยกตามประเภทรายได้ เมื่อบริษัทเข้าสู่ระบบ VAT แล้ว รายได้จากการให้บริการทุกประเภทที่เข้าลักษณะต้องเสียภาษี จะต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสีย VAT ทันที 

2. รายได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาท/ปี ต้องเสีย VAT ไหม?

คำตอบคือ :  ในกรณีที่บริษัทยัง ไม่ได้จด VAT รายได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาทจะได้รับยกเว้น แต่กรณีของบริษัทฯ ได้มีการจด VAT ไปแล้ว หลักปฏิบัติจะต้องเป็นดังนี้ :

  • ต้องออกใบกำกับภาษี : ทุกรายได้ที่เพิ่มเข้ามา (ซักผ้า, โฆษณา, ตู้หยอดเหรียญ, ส่วนแบ่งกำไรจากตู้รับฝากกระเป๋า) บริษัทต้องบวก VAT 7% ถือว่ารายรับนั้นอยู่ในระบบ VAT แล้ว และต้องออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้า
  • ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม : ต้องนำรายได้เหล่านี้ไปลงในรายงานภาษีขายและยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน แม้รายได้ส่วนนี้จะยังไม่เยอะก็ตาม

3. สิ่งที่บริษัทต้องดำเนินการ (Update ข้อมูล)

แม้ไม่ต้องจดทะเบียนใหม่ แต่บริษัทมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้อง "แจ้งเปลี่ยนแปลงรายการทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม" หากบริษัทฯ คาดว่าจะมีการให้บริการดังกล่าวเป็นประจำและเป็นกิจกรรมหลักของบริษัทฯ ดังนี้:

  • แจ้งเพิ่มประเภทธุรกิจ : หากวัตถุประสงค์ในหนังสือรับรองยังไม่ครอบคลุมบริการใหม่ เช่น การโฆษณา หรือตู้หยอดเหรียญ ควรไปจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ก่อน
  • แจ้งกรมสรรพากร : บริษัทฯ ต้องแจ้งเปลี่ยนแปลง เพิ่มประเภทของการประกอบกิจการ "ให้บริการ....." ด้วยแบบ ภ.พ.09 แจ้งเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภายใน 15 วัน นับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น(วันที่เริ่มมีรายได้) ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่,พื้นที่สาขาที่สถานประกอบการตั้งอยู่หรือสำนักบริหารการเสียภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ แล้วแต่กรณี (หรือผ่านระบบออนไลน์) ตามมาตรา 85/6 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับ ข้อ 1 ของประกาศอธิบดีฯ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 131)

กรณีมีการแจ้งเปลี่ยนแปลงล่าช้า ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตามมาตรา 90 (6) แห่งประมวลรัษฎากร (อายุความ 1 ปี)

การกรอกแบบ ภ.พ.09 แจ้งกรมสรรพากร
 เพื่อแจ้งเพิ่มลักษณะการประกอบกิจการต่อกรมสรรพากร ให้ติ๊กในช่อง "ข้อ 6 การเปลี่ยนแปลงประเภท/ลักษณะการประกอบกิจการ"

และในส่วนของ "ลักษณะการประกอบกิจการ" (ไม่ว่าจะเป็นข้อความใน ภ.พ.01 เดิม หรือในระบบออนไลน์) แนะนำให้ใช้คำที่ครอบคลุมธุรกิจใหม่ของบริษัทดังนี้

รายละเอียดประเภทบริการที่ควรระบุ

บริษัทฯ สามารถนำข้อความด้านล่างนี้ไปปรับใช้ในการกรอกแบบฟอร์มได้ :

  1. การให้บริการเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าแบบหยอดเหรียญ/อัตโนมัติ
  2. การให้บริการโฆษณาและประชาสัมพันธ์สินค้า
  3. การให้บริการเครื่องมือและอุปกรณ์ตรวจวัดสุขภาพแบบหยอดเหรียญ เช่น เครื่องชั่งน้ำหนักและเครื่องวัดความดัน
  4. การให้บริการพื้นที่ติดตั้งหรือบริหารจัดการตู้รับฝากของ (Locker) และการรับส่วนแบ่งผลประโยชน์จากการให้บริการดังกล่าว

แบบฟอร์ม ภ.พ.09

 


ข้อแนะนำเพิ่มเติมในการยื่น

  • ตรวจสอบวัตถุประสงค์ในหนังสือรับรอง (DBD) : ก่อนยื่น ภ.พ.09 กับสรรพากร ให้ตรวจสอบที่หนังสือรับรองบริษัทก่อนว่ามี "วัตถุประสงค์" ครอบคลุมการให้บริการใหม่ๆ เหล่านี้แล้วหรือยัง เช่น มีข้อที่ระบุเรื่องการโฆษณา หรือการให้เช่า/ให้บริการเครื่องจักรเครื่องมือหรือไม่ หากยังไม่มี ควรไปแจ้งจดเพิ่มที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าก่อน
  • เอกสารประกอบการแจ้งเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มีดังนี้
    • แบบแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แบบภ.พ.09 จำนวน 3 ฉบับ  
    • เอกสารอื่นๆ (ถ้ามี) เช่น สัญญาการแบ่งผลประโยชน์จากตู้รับฝากกระเป๋า
    • รายการเอกสารที่แนบให้ดูตามข้อ 15 ในแบบ ภ.พ.09 ได้เลยคะ


สรุปเกี่ยวกับการออกใบกำกับภาษี

รายได้จาก

อัตรา VAT

การออกใบกำกับภาษี

เครื่องซักผ้า/ตู้หยอดเหรียญ

7%

สามารถออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ (รวม VAT ในค่าบริการแล้ว)

ค่าโฆษณา

7%

ออกใบกำกับภาษีเต็มรูป/อย่างย่อ (ขึ้นอยู่กับลูกค้า)

ส่วนแบ่งกำไร (Locker)

7%

ออกใบกำกับภาษี/ใบเสร็จรับเงิน ตามยอดที่ได้รับจริง


การแจ้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD)

ข้อความวัตถุประสงค์ที่ควรระบุ (เรียงตามธุรกิจใหม่) 

สามารถนำข้อความเหล่านี้ไปกรอกเพิ่มในข้อวัตถุประสงค์ได้ :

  1. บริการเครื่องซักผ้า : "ประกอบกิจการให้บริการซัก อบ รีด ปั่นแห้งเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่มทุกชนิด โดยใช้เครื่องจักรและเครื่องมืออัตโนมัติหรือแบบหยอดเหรียญ"
  2. โฆษณา : "ประกอบกิจการให้บริการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ สื่อโฆษณาทางภาพ เสียง สื่ออิเล็กทรอนิกส์ และสื่อสิ่งพิมพ์ทุกประเภท รวมถึงการรับจ้างจัดทำสื่อโฆษณา"
  3. เครื่องชั่งน้ำหนัก/วัดความดัน : "ประกอบกิจการให้บริการเครื่องมือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อการตรวจวัดสุขภาพ ชั่งน้ำหนัก และวัดความดันโลหิตแบบหยอดเหรียญหรืออัตโนมัติ"
  4. ส่วนแบ่งตู้ฝากกระเป๋า : "ประกอบกิจการบริหารจัดการ ให้เช่าพื้นที่ และจัดหาผลประโยชน์จากพื้นที่เพื่อติดตั้งตู้รับฝากสิ่งของและพัสดุ รวมถึงการบริหารจัดการระบบรับฝากสิ่งของทุกประเภท"

ลำดับขั้นตอนการดำเนินการ

  1. ประชุมกรรมการ : ออกมติแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ของบริษัท
  2. จดทะเบียนกับ DBD : ยื่นแก้ไขวัตถุประสงค์ (ใช้เวลาประมาณ 1 วันทำการหากเอกสารครบ)
  3. ยื่น ภ.พ.09 กับสรรพากร : แจ้งเปลี่ยนประเภทกิจการ ภายใน 15 วัน นับจากวันที่เริ่มมีรายได้ใหม่เข้ามา (หรือนับจากวันที่จดกับ DBD ก็ได้เพื่อความปลอดภัย)
  4. ปรับปรุงระบบบัญชี : เริ่มคำนวณ VAT 7% จากรายได้ทั้ง 4 ประเภทใหม่นี้ เพื่อนำส่งในแบบ ภ.พ.30 ของเดือนนั้นๆ

ข้อสังเกตเพิ่มเติมสำหรับรายได้หยอดเหรียญ

เนื่องจากรายได้จากตู้หยอดเหรียญส่วนใหญ่เป็นลูกค้ารายย่อย :

  • บริษัทฯ มีสิทธิออก ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ได้ (แต่ต้องจัดทำรายงานภาษีขายให้ครบถ้วน)
  • ในรายงานภาษีขาย ให้สรุปยอดรวมรายวันจากแต่ละเครื่องได้เลย ไม่จำเป็นต้องออกใบกำกับแยกเป็นรายคน (ยกเว้นลูกค้าขอใบกำกับเต็มรูป)


อ้างอิงข้อกฎหมาย

มาตรา 85/6ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงรายการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในสาระสำคัญ ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนแปลงชื่อสถานประกอบการ ประเภทกิจการ ประเภทสินค้าหรือบริการ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนแจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้น ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายในสิบห้าวันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
             การแจ้งการเปลี่ยนแปลงรายการตามวรรคหนึ่ง และการออกใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่เปลี่ยนแปลงรายการแล้ว ให้เป็นไปตามแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

 
( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 65) )
 
( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 131) )


ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร

เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 131)

เรื่อง    กำหนดแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และการออกใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่เปลี่ยนแปลงแล้ว

ข้อ 1ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังต่อไปนี้แจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด

                (1) กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนมีการเปลี่ยนแปลงรายการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในสาระสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ประกอบการ ชื่อสถานประกอบการ ที่ตั้งของสถานประกอบการ ประเภทกิจการที่กระทำเป็นปกติ ประเภทสินค้าหรือบริการที่กระทำเป็นส่วนใหญ่ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนแจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้น ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ ภายในสิบห้าวันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น และถ้ามีเหตุให้ต้องเปลี่ยนแปลงข้อความในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะต้องคืนใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมกับการแจ้งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วย

                       การเปลี่ยนแปลงรายการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในสาระสำคัญตามวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงการเปลี่ยนแปลงประเภทกิจการที่กระทำเป็นครั้งคราว หรือประเภทสินค้าหรือบริการที่กระทำเป็นส่วนน้อย รายการเกี่ยวกับนิติบุคคล เช่น การเปลี่ยนแปลงทุนจดทะเบียนของบริษัทจำกัด การเปลี่ยนแปลงเงินทุนที่ชำระแล้ว การเพิ่มทุนหรือการลดทุน การเปลี่ยนแปลงจำนวนลูกจ้าง หรือการเปลี่ยนแปลงอื่นในลักษณะทำนองเดียวกัน

ข้อ 2แบบแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามข้อ 1 ให้เป็นไปตามที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด

                กรณีเจ้าพนักงานสรรพากรสำรวจสภาพการประกอบกิจการของ ผู้ประกอบการจดทะเบียนตามระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการสำรวจแหล่งภาษีอากรและการ ติดตามการยื่นแบบแสดงรายการภาษี และได้แจ้งให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนไปพบเจ้าพนักงานสรรพากร เพื่อแจ้งการเปลี่ยนแปลงประเภทการประกอบกิจการตามแบบแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามวรรคหนึ่ง หากผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ไปพบเจ้าพนักงาน สรรพากรและยื่นแบบแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายในเวลาที่เจ้าพนักงานสรรพากรกำหนด ให้ถือว่าแบบสำรวจสภาพการประกอบกิจการที่แนบท้ายประกาศนี้ เป็นแบบแจ้งการเปลี่ยนแปลงประเภทการประกอบกิจการของผู้ประกอบการจดทะเบียน ซึ่งเจ้าพนักงานสรรพากรจะใช้ในการแก้ไขรายการประเภทการประกอบกิจการของผู้ประกอบการจดทะเบียนให้ถูกต้อง ทั้งนี้ เจ้าพนักงานสรรพากรจะต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงประเภทการประกอบกิจการให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนทราบเป็นลายลักษณ์อักษร ภายใน 30 วันนับแต่วันที่เจ้าพนักงานสรรพากรแก้ไขรายการประเภทการประกอบกิจการของผู้ประกอบการจดทะเบียน

                เจ้าพนักงานสรรพากรจะต้องกำหนดระยะเวลาให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนคัดค้านการแก้ไขประเภทการประกอบกิจการ ทั้งนี้ กำหนดระยะเวลาดังกล่าวต้องไม่น้อยกว่า 15 วัน นับแต่วันที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้รับหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงประเภทการประกอบกิจการ

ข้อ 3ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นแบบแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 3 ฉบับ โดยแสดงรายการให้ถูกต้องครบถ้วน พร้อมกับแนบเอกสาร ดังต่อไปนี้

                   (1) กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นบุคคลธรรมดา สำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเป็นคนต่างด้าว ให้แนบภาพถ่ายใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ภาพถ่ายหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง หรือภาพถ่ายใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวของผู้ประกอบการจดทะเบียน

                   (2) กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ได้แก่ คู่สมรสสามีและภริยา ห้างหุ้นส่วนสามัญ กองทุน มูลนิธิที่มิใช่นิติบุคคล หน่วยงานหรือกิจการของเอกชน ที่กระทำโดยบุคคลธรรมดาตั้งแต่สองคนขึ้นไปอันมิใช่นิติบุคคล ให้แนบภาพถ่ายใบทะเบียนสมรส หรือภาพถ่ายหนังสือการจัดตั้งคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลแล้วแต่กรณี และกรณีผู้ร่วมจัดตั้งคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลเป็นคนต่างด้าว ให้แนบภาพถ่ายใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ภาพถ่ายหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง หรือภาพถ่ายใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว

( แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 216) ใช้บังคับ 14 กันยายน พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป )

 (3) กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ได้แก่ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร องค์การของรัฐบาลตามมาตรา 2 แห่งประมวลรัษฎากร สหกรณ์และองค์กรอื่นที่กฎหมายกำหนดให้เป็นนิติบุคคล ให้แนบเอกสารดังนี้

                    (ก) กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มีตัวแทนที่อยู่ในราชอาณาจักรทำหน้าที่แจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแทนผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร ให้แนบหนังสือตั้งตัวแทนเป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งมีการรับรองโดยสถานทูตหรือสถานกงสุลหรือบุคคลอื่นที่อธิบดีกรมสรรพากรเห็นชอบ

                    (ข) กรณีกิจการร่วมค้า ให้แนบภาพถ่ายเอกสารการดำเนินกิจการร่วมค้า

  (ค) กรณีนิติบุคคลตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราว ให้แนบภาพถ่ายใบอนุญาตประกอบธุรกิจ และภาพถ่ายสัญญาหรือโครงการที่แสดงถึงคู่สัญญา มูลค่าของสัญญา ระยะเวลาของสัญญาหรือโครงการที่เริ่มต้นและสิ้นสุดด้วย

                     (ง) กรณีองค์การของรัฐบาล สหกรณ์ และองค์กรอื่นที่กฎหมายกำหนดให้เป็นนิติบุคคล ให้แนบภาพถ่ายหลักฐานอื่นที่แสดงฐานะนิติบุคคล

 (4) กรณีการแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการจดทะเบียน มีการมอบอำนาจให้บุคคลอื่นยื่นแบบแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแทน ให้แนบหนังสือมอบอำนาจ ภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชน หรือภาพถ่ายหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง หรือภาพถ่ายใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว ของผู้มอบอำนาจ คือ ผู้ประกอบการจดทะเบียนตาม (1) และภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มีอำนาจกระทำการแทน ตาม (2) (3) และภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ

             (5) กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนตาม (1) ถึง (3) เปิดสถานประกอบการเพิ่มเติม ย้ายสถานประกอบการ เลิกกิจการ โอนกิจการทั้งหมด หรือกรณีนิติบุคคลควบกิจการ ให้แนบเอกสารดังต่อไปนี้

                         (ก)กรณีเปิดสถานประกอบการเพิ่มเติม ให้แนบแผนที่แสดงที่ตั้งของสถานประกอบการโดยสังเขปพร้อมภาพถ่ายสถานประกอบการแห่งใหม่ และถ้าเป็นการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ให้แนบภาพถ่ายสัญญาเช่าโดยสัญญาเช่าดังกล่าวต้องระบุชื่อ ที่อยู่ ของเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ด้วย หรือเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ให้ใช้อสังหาริมทรัพย์นั้นโดยไม่มีค่าตอบแทน ให้แนบภาพถ่ายหนังสือยินยอมให้ใช้เป็นสถานประกอบการด้วย                           

                        (ข) กรณีย้ายสถานประกอบการ ให้แนบใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของสถานประกอบการเดิม แผนที่แสดงที่ตั้งของสถานประกอบการโดยสังเขปพร้อมภาพถ่ายสถานประกอบการแห่งใหม่ และถ้าเป็นการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ให้แนบภาพถ่ายสัญญาเช่าโดยสัญญาเช่าดังกล่าวต้องระบุชื่อ ที่อยู่ ของเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ด้วย หรือเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ให้ใช้อสังหาริมทรัพย์นั้นโดยไม่มีค่าตอบแทน ให้แนบภาพถ่ายหนังสือยินยอมให้ใช้เป็นสถานประกอบการด้วย

                         (ค) กรณีเลิกกิจการ หรือโอนกิจการทั้งหมด ให้แนบใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

                         (ง) กรณีนิติบุคคลควบกิจการ ให้แนบใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของนิติบุคคลที่จะควบเข้ากัน แผนที่แสดงที่ตั้งของสถานประกอบการโดยสังเขปพร้อมภาพถ่ายสถานประกอบการแห่งใหม่ และถ้าเป็นการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ให้แนบภาพถ่ายสัญญาเช่าโดยสัญญาเช่าดังกล่าวต้องระบุชื่อ ที่อยู่ ของเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ด้วย หรือเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ให้ใช้อสังหาริมทรัพย์นั้นโดยไม่มีค่าตอบแทน ให้แนบภาพถ่ายหนังสือยินยอมให้ใช้เป็นสถานประกอบการด้วย

                              กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนตามวรรคหนึ่ง ใช้สถานที่อยู่อาศัย

ของตนเองหรือบุคคลอื่นเป็นสถานประกอบการหรือใช้สถานประกอบการของบุคคลอื่นเป็นสถานประกอบการ ให้ติดป้ายแสดงชื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา คู่สมรสสามีและภริยา คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล หรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ไว้ในที่เปิดเผยซึ่งเห็นได้ง่าย ณ สถานประกอบการดังกล่าวด้วย

( แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 216) ใช้บังคับ 14 กันยายน พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป )

                             กรณีสถานที่อยู่อาศัยหรือสถานประกอบการตามวรรคหนึ่ง ตั้งอยู่ในอาคารชุด ตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด ให้แนบภาพถ่ายหนังสือรับรองของผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดที่ระบุว่าสถานที่ดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ประกอบการค้าของอาคารชุด ตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด”

( แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 208) ใช้บังคับ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป )

                        (6) กรณีการแจ้งเปลี่ยนแปลงการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราว ให้แนบภาพถ่ายสัญญา หรือโครงการที่แสดงการเปลี่ยนแปลงคู่สัญญา มูลค่าของสัญญา ระยะเวลาของสัญญาหรือโครงการที่เริ่มต้นและสิ้นสุด

                        (7) ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงรายการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในสาระสำคัญ ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนแปลงชื่อสถานประกอบการ ประเภทกิจการ ประเภทสินค้าหรือบริการ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนแนบใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นบุคคลธรรมดา ถ้ามีการเปลี่ยนชื่อ ชื่อสกุล ให้แนบภาพถ่ายหนังสือแสดงการเปลี่ยนชื่อ ชื่อสกุล เป็นต้น

                        (8) กรณีเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกที่รับผิดชอบในการดำเนินกิจการของผู้ตาย หรือเป็นทายาทหรือผู้จัดการมรดกที่ประสงค์จะประกอบกิจการของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ถึงแก่ความตายต่อไป ให้แนบใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หลักฐานใบมรณบัตร หลักฐานแสดงการเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดก การเป็นทายาท หรือการเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลหรือตามพินัยกรรม

                              การยื่นแบบแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมกับแนบเอกสารตามวรรคหนึ่ง หากเจ้าพนักงานสรรพากรมีความเห็นว่าเอกสารดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือเพียงพอแล้ว ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่จำต้องแสดงเอกสารตัวจริงต่อเจ้าพนักงานสรรพากร”

( แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 166) ใช้บังคับ 16 สิงหาคม 2549 เป็นต้นไป )



อ้างอิงคำตอบ

เรื่อง

แจ้งเปลี่ยนแปลงชื่อกิจการและแจ้งย้ายที่อยู่

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 07/03/2023 - วันที่ตอบ 12/03/2023

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 85/6 แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

กิจการมีการเปลี่ยนแปลงชื่อกิจการและแจ้งย้ายที่อยู่ด้วย แต่ด้วยความขาดประสบการณ์ จึงมีประเด็นที่เป็นปัญหา คือ

    1. มีการแจ้งเปลี่ยนชื่อที่กระทรวงพาณิชย์ในวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2566 

    2.มีการยื่น ภ.พ.09 ในวันที่ 2 มีนาคม โดยแจ้งย้ายออกที่สรรพากรพื้นที่เดิม หัวข้อย้ายที่อยู่สถานประกอบการให้มีผลวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2566 

    3.แจ้งยื่น ภ.พ.09 หัวข้อย้ายเข้าโดยดำเนินการวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2566 ให้มีผลแจ้งย้าย 25 มีนาคม พ.ศ. 2566

    กรณีแจ้งเปลี่ยนชื่อกิจการที่ไปดำเนินการเปลี่ยนชื่อไปแล้วนั้นตั้งแต่ 1 มีนาคม 2566 นั้นหากแจ้งยื่น ภ.พ.09 ในวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2566 เนื่องจาก 25 มีนาคม พ.ศ. 2566 เป็นวันเสาร์นั้นแล้วยอมเสียค่าปรับที่ไม่แจ้งเปลี่ยนชื่อกิจการภายใน 15 วัน จะดีหรือไม่เดิมตั้งใจและดำเนินพร้อมแจ้งย้ายที่อยู่ให้ส่งผลวันเดียวกันคือ 15 มีนาคม จะได้พิมพ์แบบฟอร์มใบกำกับแก้ไขทั้งหมดในคราวเดียว แต่ด้วยความที่เตรียมเอกสารไม่ครบถ้วน จึงดำเนินการไม่แล้วเสร็จก็เลยเลื่อนวันไป 25 มีนาคม ผลจึงออกมาเป็นเช่นนี้แนวทางแก้ไขควรทำอย่างไรดี และใบกำกับภาษีขายควรต้องเป็นชื่อที่อยู่ใหม่พิมพ์ลูกค้าตั้งแต่ 27 ที่ไปยื่น ภ.พ.09 เข้าใจถูต้องไหมคะ ช่วยแนะนำด้วยค่ะว่าควรแก้ไขอย่างไร

วิสัชนา

1. การยื่นแจ้งแก้ไขเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

https://rd.go.th/.../user.../SMEs/infographic/12.vat_360.pdf

2. ตามมาตรา 85/6 แห่งประมวลรัษฎากร การแจ้งเปลี่ยนแปลงรายการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในสาระสำคัญ

    “มาตรา 85/6 ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงรายการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในสาระสำคัญซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนแปลงชื่อสถานประกอบการ ประเภทกิจการ ประเภทสินค้าหรือบริการ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนแจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้น ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายในสิบห้าวันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

        การแจ้งการเปลี่ยนแปลงรายการตามวรรคหนึ่ง และการออกใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่เปลี่ยนแปลงรายการแล้ว ให้เป็นไปตามแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด”

3. ตามข้อ 1 (1) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 131) เรื่อง กำหนดแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และการออกใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่เปลี่ยนแปลงแล้ว ลงวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2545 อธิบดีกรมสรรพากรได้กำหนดแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการแจ้งการย้ายสถานประกอบการ ดังนี้  

    “ข้อ 1 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังต่อไปนี้แจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด

         (1) กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนมีการเปลี่ยนแปลงรายการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในสาระสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ประกอบการ ชื่อสถานประกอบการ ที่ตั้งของสถานประกอบการ ประเภทกิจการที่กระทำเป็นปกติ ประเภทสินค้าหรือบริการที่กระทำเป็นส่วนใหญ่ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนแจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้น ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ ภายในสิบห้าวันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น และถ้ามีเหตุให้ต้องเปลี่ยนแปลงข้อความในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะต้องคืนใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมกับการแจ้งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วย

               การเปลี่ยนแปลงรายการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในสาระสำคัญตามวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงการเปลี่ยนแปลงประเภทกิจการที่กระทำเป็นครั้งคราว หรือประเภทสินค้าหรือบริการที่กระทำเป็นส่วนน้อย รายการเกี่ยวกับนิติบุคคล เช่น การเปลี่ยนแปลงทุนจดทะเบียนของบริษัทจำกัด การเปลี่ยนแปลงเงินทุนที่ชำระแล้ว การเพิ่มทุนหรือการลดทุน การเปลี่ยนแปลงจำนวนลูกจ้าง หรือการเปลี่ยนแปลงอื่นในลักษณะทำนองเดียวกัน"

4. ตามมาตรา 90 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลงรายการทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 85/6 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ดังนี้

    “มาตรา 90 บุคคลดังต่อไปนี้ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติที่ระบุไว้ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท

         (7) ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลงรายการทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 85/6” 
 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

    กรณีตามข้อเท็จจริง บริษัทฯ แจ้งเปลี่ยนชื่อที่กระทรวงพาณิชย์แล้วเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2566 ซึ่งตามมาตรา 85/6 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้บริษัทฯ แจ้งเปลี่ยนแปลงรายการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในสาระสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ประกอบการ ชื่อสถานประกอบการ ที่ตั้งของสถานประกอบการ ประเภทกิจการที่กระทำเป็นปกติ ประเภทสินค้าหรือบริการที่กระทำเป็นส่วนใหญ่ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนแจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้น ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ ภายใน 15 วัน นับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

    แต่บริษัทฯ ได้ยื่นแบบ ภ.พ.09 แจ้งย้ายสถานประกอบการ จึงถือว่าไม่ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงรายการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในสาระสำคัญ ตามมาตรา 85/6 แห่งประมวลรัษฎากร แต่อย่างใด

บริษัทฯ จึงต้องขอยกเลิกการแจ้งย้ายสถานประกอบการ ต่อเจ้าพนักงานสรรพากร แล้วยื่นแบบ ภ.พ.09 เสียใหม่ภายในวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2566 หากแจ้งการเปลี่ยนแปลงรายการดังกล่าวล่าช้า บริษัทฯ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตามมาตรา 90 (7) แห่งประมวลรัษฎากร

    ตราบเท่าที่รายการในทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มยังไม่ได้รับการแจ้งการเปลี่ยนแปลง ตราบนั้น ผู้ประกอบการจดทะเบียนยังคงใช้ชื่อ และที่อยู่ตามที่ปรากฎในทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต่อไป เช่น บริษัทฯ ไปยื่นแบบ ภ.พ.09 แจ้งการเปลี่ยนชื่อในวันจันทร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2566 ก็ให้บริษัทฯ เริ่มใช้ที่อยู่ใหม่ตามที่ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2566 เป็นต้นไป


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์ "


เรื่อง

ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการขายสินค้าด้วยเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

15/01/1999

เลขที่หนังสือ

กค 0811/พ.00342

ประเภทภาษี

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 77/1 (20), มาตรา 85/6, มาตรา 85/7, มาตรา 86/6, คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 4/2528 ฯ, ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 32) พ.ศ. 2535 ฯ, กฎกระทรวง (ฉบับที่ 189) พ.ศ. 2534 ฯ

ข้อหารือ

บริษัทฯ เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ประเภทผลิต ขายส่ง ส่งออก อาหารสำเร็จรูป ขนมและเครื่องดื่ม และนำเข้าวัตถุดิบและเครื่องจักร ต่อมาบริษัทฯ ได้นำเข้าเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ (เครื่องอัตโนมัติ) เพื่อจำหน่ายสินค้าประเภทเครื่องดื่มและอาหารบรรจุกระป๋องจึงขอทราบว่า

     1. การขายสินค้าโดยเครื่องอัตโนมัติถือเป็นการค้าปลีกหรือไม่ และบริษัทฯ จะต้องออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปหรืออย่างย่อ

     2. บริษัทฯ จะต้องจัดทำใบกำกับภาษีในวันที่บริษัทฯ บรรจุสินค้าเข้าเครื่องอัตโนมัติ หรือวันที่นำเงินออกจากเครื่องอัตโนมัติ

     3. บริษัทฯ จะต้องแจ้งเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.09) หรือไม่ อย่างไร

     4. การนำเครื่องอัตโนมัติไปติดตั้งตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อจำหน่ายสินค้าจะต้องจดทะเบียนเพิ่มสาขาหรือไม่

     5. ในการติดตั้งเครื่องอัตโนมัติในสถานที่ต่าง ๆ บริษัทฯ ได้ตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้กับเจ้าของสถานที่ ผู้ให้อนุญาตซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา บริษัทหรือนิติบุคคลอื่น ๆ หน่วยงานราชการโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในลักษณะของค่าเช่าเหมา หรือค่าไฟฟ้าเหมา หรือเปอร์เซนต์จากการขาย ขึ้นอยู่กับการตกลงว่าจะใช้รูปแบบใด บริษัทฯ จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราเท่าใด

แนววินิจฉัย

กรณีตามข้อเท็จจริง

     1. การขายเครื่องดื่มและอาหารบรรจุกระป๋อง ที่บรรจุอยู่ในเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติเข้าลักษณะเป็นการขายสินค้าที่ผู้ขายทราบโดยชัดแจ้งว่า เป็นการขายให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง และในปริมาณซึ่งตามปกติวิสัยของผู้บริโภคโดยตรง และในปริมาณซึ่งตามปกติของผู้บริโภคนั้นจะนำสินค้าไปบริโภคหรือใช้สอยโดยมิได้มีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อไป ถือเป็นกิจการค้าปลีกตามมาตรา 86/6 แห่งประมวลรัษฎากรประกอบกับข้อ 2 (1) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 32)ฯ ลงวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2535 บริษัทฯ มีสิทธิออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้ตามมาตรา 86/6 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร

     2. การขายเครื่องดื่มและอาหารบรรจุกระป๋อง ที่บรรจุอยู่ในเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติดังกล่าว ไม่ว่าจะมีการชำระราคาโดยวิธีการหยอดเงิน เหรียญ บัตร หรือด้วยวิธีการในลักษณะทำนองเดียวกัน ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้นำเงิน เหรียญ บัตร หรือด้วยวิธีการในลักษณะทำนองเดียวกันออกจากเครื่องอัตโนมัตินั้นตามข้อ 3 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 189 (พ.ศ. 2534) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มบางกรณี ลงวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2534 เมื่อบริษัทฯ ประกอบกิจการค้าปลีกดังกล่าว จึงมีสิทธิออกใบกำกับภาษีอย่างย่อในขณะที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มบางกรณี ลงวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2534 เมื่อบริษัทฯ ประกอบกิจการค้าปลีกดังกล่าว จึงมีสิทธิออกใบกำกับภาษีอย่างย่อในขณะที่ความรับผิดชอบในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวเกิดขึ้นได้ตามมาตรา 86/6 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร

     3. เดิมบริษัทฯ ได้จดทะเบียนประเภทของสินค้าเพียง ผลิต ขายส่ง และส่งออกอาหารสำเร็จรูป ขนม และเครื่องดื่ม ต่อมาเมื่อบริษัทฯ ได้ประกอบกิจการค้าปลีกจึงถือเป็นการเปลี่ยนแปลงรายการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในสาระสำคัญ บริษัทฯ จึงมีหน้าที่ต้องแจ้งเพิ่มประเภทของการประกอบกิจการ "ขายปลีก" ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายในสิบห้าวันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตามมาตรา 85/6 แห่งประมวลรัษฎากร

     4. การที่บริษัทฯ นำเครื่องอัตโนมัติไปติดตั้งตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อจำหน่ายสินค้า ถ้าบริษัทฯ มิได้จัดให้มีพนักงานหรือบุคคลใดเป็นผู้ให้บริการขายสินค้าในเครื่องอัตโนมัติ กรณีไม่ถือว่าเครื่องอัตโนมัติดังกล่าวเป็นสถานประกอบการตามมาตรา 77/1 (20) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ จึงไม่มีหน้าที่แจ้งการเปิดสถานประกอบการที่ติดตั้งเครื่องอัตโนมัติเพิ่มเติมตามมาตรา 85/7 แห่งประมวลรัษฎากร

     5. การที่บริษัทฯ และผู้ให้อนุญาตทำสัญญาอนุญาตให้ติดตั้งเครื่องอัตโนมัติโดยที่ผู้ให้อนุญาตยังเป็นผู้ควบคุมดูแลพื้นที่ติดตั้งนั้น มิได้ส่งมอบการครอบครองพื้นที่ให้บริษัทฯ โดยเด็ดขาด ทั้งผู้ให้อนุญาตมีหน้าที่จะต้องดูแลและรักษาเครื่องอัตโนมัติให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์เรียบร้อยพร้อมใช้งานได้ตลอดเวลาและแจ้งให้บริษัทฯ ทราบเมื่อเครื่องอัตโนมัติชำรุดเสียหายหรือขัดข้องไม่สามารถใช้งานได้ สัญญาด้งกล่าวนั้นจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนประเภทหนึ่งซึ่งไม่ใช่สัญญาเช่าทรัพย์สินหรือสัญญาจ้างทำของค่าตอบแทนตามสัญญาดังกล่าว จึงไม่ใช่ค่าเช่าทรัพย์สินและค่าจ้างทำของ เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินค่าตอบแทนดังกล่าว จึงไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 แต่อย่างใด

เลขตู้

62/27409



หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ