Case study

ประเด็นภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1) และสิทธิการใช้มาตรา 48(5) กรณีพนักงานเกษียณอายุ


เรื่อง ประเด็นภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1) และสิทธิการใช้มาตรา 48(5) กรณีพนักงานเกษียณอายุ
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 29/01/2026
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัทฯ มีประเด็นเกี่ยวกับการจัดการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีพนักงานที่จะเกษียณอายุ และขอคำแนะนำจากท่านในรายละเอียดดังนี้
1. พนักงานอายุครบ 60 ปี (เกษียณอายุปกติ) ตามข้อบังคับบริษัท กำหนดอายุเกษียณที่ 60 ปี พนักงานมีอายุงาน 20 ปี และบริษัทจะจ่าย เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ให้ในวันที่ 31 มีนาคม 2569 หลังจากนั้น บริษัทมีแผนจ้างพนักงานรายนี้กลับเข้าทำงานใหม่ โดยทำ สัญญาจ้างงานใหม่แบบปีต่อปี มีผลตั้งแต่ 5 เมษายน 2569 – ธันวาคม 2569
2. พนักงานอายุครบ 55 ปี (เกษียณก่อนกำหนด) ตามข้อบังคับบริษัท พนักงานสามารถขอเกษียณก่อนกำหนดที่อายุ 55 ปี บริษัทจะจ่าย เงินตามนโยบายและเงินชดเชย โดยพนักงานมีอายุงาน 15 ปี และจะได้รับเงินก้อนจากการเกษียณในวันที่ 31 มีนาคม 2569 บริษัทจะจ้างพนักงานกลับมาทำงานใหม่ด้วยสัญญาปีต่อปีเช่นกัน มีผลตั้งแต่ 5 เมษายน 2569 – ธันวาคม 2569
3. ประเด็นที่บริษัทต้องการสอบถาม
(ก) การจัดประเภทเงินได้สำหรับการยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 ประจำเดือนมีนาคม 2569 ในเดือนที่พนักงานได้รับ
• เงินเดือนตามสัดส่วนการทำงาน
• เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน (จากการเกษียณอายุหรือเกษียณก่อนกำหนด)
คำถาม :
1. เงินเดือน และ
2. เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน
ควรเลือกเป็น “เงินได้ประเภทใด” ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับการลงในแบบ ภ.ง.ด.1 เดือนมีนาคม?
(ข) การยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 เดือนเมษายน 2569 ตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2569 พนักงานทั้งสองรายเริ่มต้นสัญญาจ้างงานใหม่
คำถาม : ควรจัดประเภทเงินเดือนที่ได้รับในเดือนเมษายนเป็นเงินได้ประเภทใด?
(ค) สิทธิการใช้มาตรา 48(5) พนักงานทั้งสองรายจะได้รับเงินก้อนจากการเกษียณตามกฎหมายแรงงานและตามอายุงาน
คำถาม : พนักงานมีสิทธินำเงินดังกล่าวไปเลือกคำนวณภาษีแบบแยกตาม มาตรา 48(5) หรือไม่? ในภงด 90/91 พนักงานต้องปฎิบัติอย่างไรจึงถูกต้อง  ถึงแม้บริษัทจะจ้างกลับมาด้วยสัญญาปีต่อปี พนักงานก็ยังคงสามารถใช้สิทธิเลือกคำนวณภาษีแบบแยก ถูกต้องหรือไม่
(ง) ขอคำแนะนำเพิ่มเติมในส่วนประกันสังคมด้วยว่าบริษัทต้องปฎิบัติอย่างไรให้ถูกต้อง

คำตอบ

(ก) และ (ข) การจัดประเภทเงินได้เพื่อนำส่ง แบบ ภ.ง.ด.1

  • ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 
    – กรณีพนักงานได้รับเงินชดเชยเนื่องจากเกษียณอายุ สำหรับเงินชดเชยแรงงานดังกล่าวไม่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ตามข้อ 2(51) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ดังนั้น พนักงานจึงต้องนำเงินชดเชยแรงงานเนื่องจากเหตุเกษียณอายุ ไปคำนวณรวมเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ในอัตราก้าวหน้า ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งจำนวน 

อย่างไรก็ตามถ้าพนักงานที่เกษียณอายุ ทำงานกับบริษัท ครบ 5 ปี  ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ข้อ 2(ก)  จะสามารถใช้สิทธิเลือกคำนวณภาษีตามมาตรา 48(5) แห่งประมวลรัษฎากร ได้ ซึ่งการคำนวณวิธีนี้ พนักงานจะเสียภาษีน้อยกว่าคำนวณ ตามมาตรา 48(1) แห่งประมวลรัษฎากร


รายการเงินได้

ประเภทเงินได้ ตามมาตรา 40

คำอธิบาย

1. เงินเดือน (มีนาคม)

ม.40(1) แห่งประมวลรัษฎากร

เป็นรายได้จากการจ้างแรงงานปกติ

2. เงินชดเชยตามกฎหมาย

ม.40(1) แห่งประมวลรัษฎากร

เงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน (รวมถึงกรณีเกษียณ) จัดเป็นเงินได้จากการจ้างแรงงานเช่นเดียวกับเงินเดือน

3. เงินเดือน (สัญญาใหม่ เม.ย.)

ม.40(1) แห่งประมวลรัษฎากร

แม้จะเป็นสัญญาปีต่อปี แต่ยังเป็นความสัมพันธ์ "นายจ้าง-ลูกจ้าง" จึงเป็นเงินได้จากการจ้างแรงงาน ตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร 


Remark : แม้เงินชดเชยจะถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร เหมือนเงินเดือน แต่ในทางภาษีจะมีสิทธิพิเศษในการแยกคำนวณภาษี ตามมาตรา 48(5) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งบริษัทต้องระบุในหนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ชัดเจนว่าเป็นเงินที่จ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน


(ค) สิทธิการใช้มาตรา 48(5) (การแยกคำนวณภาษีใบแนบ)
คำตอบคือ
 : พนักงานทั้ง 2 ราย "มีสิทธิ" เลือกคำนวณภาษีตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร

  • เงื่อนไขสำคัญ : พนักงานต้องมีอายุงาน 5 ปีขึ้นไป (รายแรก 20 ปี, รายที่สอง 15 ปี ถือว่าเข้าเงื่อนไข)
  • การจ้างกลับมาใหม่ : การที่บริษัทจ้างกลับเข้าทำงานใหม่ในวันที่ 5 เมษายน ไม่มีผลกระทบต่อสิทธิเดิม เพราะตามกฎหมายถือว่าสัญญาจ้างเดิม "สิ้นสุดลงแล้ว" ด้วยการเกษียณอายุ เงินก้อนนั้นจึงถือเป็นเงินที่ได้รับจากการออกจากงานตามสิทธิโดยสมบูรณ์
  • วิธีปฏิบัติใน ภ.ง.ด. 90/91:
    1. พนักงานสามารถเลือกนำเงินชดเชยนี้ไปแยกคำนวณใน "ใบแนบ" (ไม่นำไปรวมกับเงินได้อื่น) เพื่อหักค่าใช้จ่ายสูตรพิเศษ (7,000 x ปีที่ทำงาน + หักได้อีกครึ่งหนึ่งของที่เหลือ) 
    2. การคำนวณแยกแบบนี้มักจะทำให้เสียภาษีน้อยกว่าการนำไปรวมเป็นรายได้ปกติ
        
  • วิธีการคำนวณได้รับเงินชดเชยเกษียณอายุ วิธีนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน มาตรา 48(5) แห่งประมวลรัษฎากร 

การคำนวณภาษีตามมาตรา 48(5)

การหักค่าใช้จ่าย :

หักค่าใช้จ่ายส่วนแรก = 7,000 x จำนวนปีที่ทำงาน

(ถ้าทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปีเต็มแล้ว จำนวนวันที่ทำงานเกิน 183 วันให้นับเป็น 1 ปี)

หักค่าใช้จ่ายส่วนที่สอง = (เงินได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ – ค่าใช้จ่ายส่วนแรก) x 50%

เมื่อหักค่าใช้จ่ายทั้งสองส่วนแล้ว ให้นำเงินได้ที่เหลือไปคำนวณภาษีตามขั้นภาษีปกติ โดยไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงิน 150,000 บาท แรก
 ศึกษาวิธีการคำนวณและกรอกแบบได้ที่ วารสารมุมสรรพากรที่จัดทำขึ้น
https://www.rd.go.th/region/04/fileadmin/063_saraburi/HotArticle/2561/Mar_2018_Online_Single.pdf

 




(ง) คำแนะนำด้านประกันสังคม (สปส.)

สำหรับการจ้างพนักงานเกษียณกลับเข้าทำงานใหม่ มีประเด็นที่ต้องแยกพิจารณาตามอายุ :

1. พนักงานอายุ 60 ปี

  • การแจ้งเลิกจ้าง : เมื่อลูกจ้างเกษียณอายุ ถือเป็นสิ้นสภาพนายจ้าง–ลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน บริษัทต้องแจ้งลาออกจากประกันสังคม (สปส. 6-09) ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (เมษายน) โดยระบุเหตุผลว่า "เกษียณอายุ" ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม มาตรา 44 
  • การจ้างกลับใหม่ (สัญญาจ้างปีต่อปี) : เนื่องจากพนักงานอายุครบ 60 ปีแล้ว นายจ้างต้องยื่นแบบ สปส.1-03 เพื่อขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน แต่กฎหมายประกันสังคมกำหนดว่า ไม่ต้องหักเงินสมทบ ในกรณีนี้ (พนักงานยังได้สิทธิประกันอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับงานจากกองทุนเงินทดแทน แต่สิทธิประกันสังคมทั่วไปจะไม่บังคับใช้กับพนักงานอายุเกิน 60 ปี) ไม่ถือเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 อีก
  • ผลที่ตามมา : บริษัทจ่ายเพียงเงินเดือน ไม่ต้องหักเงินสมทบ และพนักงานสามารถไปยื่นขอรับ "เงินบำเหน็จ/บำนาญชราภาพ" จาก สปส. ได้ทันที

2. พนักงานอายุ 55 ปี (Early Retire)

  • การแจ้งเลิกจ้าง : แจ้งลาออก (สปส. 6-09) เหตุผล "ลาออก" หรือ "เกษียณอายุตามนโยบาย"
  • การจ้างกลับใหม่ : เนื่องจากพนักงานอายุยังไม่ถึง 60 ปี บริษัทต้องรับกลับเข้าเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 อีกครั้ง (ภายใน 30 วันนับจากวันที่เริ่มงานใหม่ 5 เมษายน) และหักเงินสมทบจากค่าจ้างตามปกติ (เพราะกฎหมายให้ถือว่าผู้ประกันตนตาม ม.33 ต้องมีอายุไม่เกิน 60 ปี ณ วันที่เริ่มงาน)
  • ข้อควรระวัง : หากพนักงานกลับเข้าทำงานทันทีภายในเดือนเดียวกัน จะยังไม่มีสิทธิรับเงินบำนาญชราภาพ จนกว่าจะสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตนจริงๆ ในอนาคต

ความแตกต่าง : ในทางปฏิบัติกฎเกณฑ์ประกันสังคมวัดจากสถานะผู้ประกันตนและอายุของลูกจ้าง ไม่ได้ขึ้นกับสถานะเป็นพนักงานประจำเดิมหรือสัญญารายปี ดังนั้นที่ต่างกันจึงเป็นเรื่องอายุ (เกิน 60 หรือไม่) ในการหักเงินสมทบและการให้สิทธิประกันสังคม


สรุปขั้นตอนที่แนะนำให้บริษัททำ:

  1. ออกหนังสือรับรองการเลิกจ้าง/เกษียณอายุให้ชัดเจน เพื่อเป็นหลักฐานในการใช้สิทธิภาษี
  2. ออกใบ 50 ทวิ โดยแยกบรรทัด "เงินที่จ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน" ออกจาก "เงินเดือนปกติ"
  3. แนะนำพนักงานอายุ 60 ปีให้ไปติดต่อ สปส. เพื่อรับสิทธิชราภาพ ส่วนพนักงานอายุ 55 ปี ให้แจ้งพนักงานว่าจะมีการหักประกันสังคมต่อในสัญญาใหม่


เพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อตกลงการเกษียณอายุ

กรณีที่นายจ้างและลูกจ้างได้มีการตกลงกันหรือตามที่นายจ้างกำหนดไว้ในสัญญาจ้างหรือในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ ได้กำหนดเกี่ยวกับการเกษียณอายุไว้ที่ 55 ปีหรือ 60 ปี และบริษัทจะจ่ายเงินชดเชยให้ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ตามมาตรา 118/1 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562

          หากลูกจ้างได้ใช้สิทธิเกษียณอายุ ตามมาตรา 118/1 และขอรับเงินชดเชยเมื่ออายุครบ 55 ปี ตามข้อตกลงที่กำหนดไว้ แล้วนายจ้างได้จ่ายเงินชดเชยเนื่องจากเกษียณอายุให้แล้ว 1 รอบตอนอายุครบ 55 ปี และต่อมามีการทำสัญญาจ้างกันปีต่อปีไปจนครบอายุ 60 ปี นายจ้างไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินเกษียณอายุให้กับลูกจ้างอีก เนื่องจากลูกจ้างได้ใช้สิทธิเกษียณอายุไปแล้วเมื่ออายุครบ 55 ปี ลูกจ้างจะมีสิทธิเกษียณอายุได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น หากลูกจ้างไม่ประสงค์จะทำงานกับนายจ้างอีกต่อไป จะถือเป็นการขอลาออกจากงานของลูกจ้างเอง ไม่ใช่การเกษียณอายุบริษัทจึงไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยเกษียณอายุอีกรอบ


          ส่วนนายจ้างจะทำข้อตกลงกับลูกจ้างในกรณีที่ต่อสัญญาจ้างใหม่ แล้วจะระบุรายละเอียดเรื่องของเงินชดเชยเกษียณอายุไว้ในสัญญาก็ทำได้ เพื่อความชัดเจน ลดข้อโต้แย้งในอนาคต และเพื่อความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ว่าหากลูกจ้างขอใช้สิทธิเกษียณอายุและรับเงินชดเชยไปแล้วนั้น หากต่อมามีการเลิกจ้าง สิ้นสุดสัญญาจ้าง นายจ้างจะไม่ได้มีการจ่ายเงินชดเชยเกษียณอายุให้อีกรอบ


ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง


มาตรา 40  เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด
             (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน



มาตรา 42  เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

 (17) เงินได้ตามที่จะได้กำหนดยกเว้นโดยกฎกระทรวง


 

กฎกระทรวง
 ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509)
 ออกตามความในประมวลรัษฎากร
 ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร


ข้อ 2 ให้กำหนดเงินได้ต่อไปนี้เป็นเงินได้ตาม (17) ของมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496 


(51) ค่าชดเชยที่ลูกจ้างได้รับตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและค่าชดเชยที่พนักงานได้รับตามกฎหมายว่าด้วยพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์แต่ไม่รวมถึงค่าชดเชยที่ลูกจ้างหรือพนักงานได้รับเพราะเหตุเกษียณอายุหรือสิ้นสุดสัญญาจ้างทั้งนี้เฉพาะค่าชดเชยส่วนที่ไม่เกินค่าจ้างหรือเงินเดือนค่าจ้างของการทำงานสามร้อยวันสุดท้ายแต่ไม่เกินสามแสนบาท


มาตรา 48 เงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษีเงินได้ดังต่อไปนี้
            (1) เงินได้พึงประเมินเมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 47 หรือมาตรา 57 เบญจ แล้วเหลือเท่าใดเป็นเงินได้สุทธิ ต้องเสียภาษีในอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้  


           (5) ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2) ก็ได้สำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานซึ่งได้คำนวณจ่ายจากระยะเวลาที่ทำงานและได้จ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด โดยให้นำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวหักค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเท่ากับ 7,000 บาท คูณด้วยจำนวนปีที่ทำงานแต่ไม่เกินเงินได้พึงประเมิน เหลือเท่าใดให้หักค่าใช้จ่ายอีกร้อยละ 50 ของเงินที่เหลือนั้น แล้วคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้

             ในกรณีเงินได้พึงประเมินดังกล่าวจ่ายในลักษณะเงินบำเหน็จจำนวนหนึ่งและเงินบำนาญอีกจำนวนหนึ่ง ให้ถือว่าเฉพาะเงินที่จ่ายในลักษณะเงินบำเหน็จเป็นเงินซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน และให้ลดค่าใช้จ่ายจำนวน 7,000 บาท ลงเหลือ 3,500 บาท
จำนวนปีที่ทำงานตามวรรคหนึ่ง ในกรณีเงินบำเหน็จหรือเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกันที่ทางราชการจ่าย ให้ถือจำนวนปีที่ใช้เป็นเกณฑ์คำนวณเงินบำเหน็จหรือเงินอื่นในลักษณะเดียวกันนั้นตามกฎหมายระเบียบหรือข้อบังคับของทางราชการ
           ในการคำนวณจำนวนปีที่ทำงาน นอกจากกรณีตามวรรคสาม เศษของปี ถ้าถึงหนึ่งร้อยแปดสิบสามวันให้ถือเป็นหนึ่งปี ถ้าไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบสามวันให้ปัดทิ้ง  

( พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2534 ใช้บังคับปีภาษี 2535 เป็นต้นไป )
  ( 
ดูประกาศอธิบดีเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) )     

         ถ้าภาษีเงินได้ที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินแล้วมีจำนวนต่ำกว่า 5 บาท เป็นอันไม่ต้องเรียกเก็บ


ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร

เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45)

เรื่อง    กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ตามมาตรา 48 (5) และมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อ 1 เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) และ (2) ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานให้หมายถึงเงินได้ดังนี้

                          (ก)เงินได้ที่คำนวณตามหลักเกณฑ์ และวิธีการเช่นเดียวกับวิธีการคำนวณบำเหน็จตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

                          (ข) เงินที่จ่ายจากกองทุนดังนี้

                                1) เงินที่จ่ายจากกองทุนตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

                                2) เงินที่จ่ายจากกองทุนตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

                                3) เงินที่จ่ายจากกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเกิดจากการขายหน่วยลงทุนคืนให้แก่กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ โดยหน่วยลงทุนดังกล่าวเป็นหน่วยลงทุนที่ได้จากการโอนหรือเกี่ยวเนื่องจากการโอนมาจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ”

(แก้ไขโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 287) ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำปี พ.ศ. 2559 ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป)

                          (ค) เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน

                          (ง) เงินได้พึงประเมินที่จ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานที่มีวิธีการคำนวณแตกต่างไปจากวิธีการตาม (ก)

ข้อ 2 เงินได้พึงประเมินตามข้อ 1 ที่ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีแยกต่างหากจากเงินได้อื่นตามมาตรา 48(5) แห่งประมวลรัษฎากรได้ จะต้องมีเงื่อนไขดังนี้

                (ก) เป็นเงินได้ที่จ่ายให้เนื่องจากออกจากงานที่มีระยะเวลาทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปี

                 การนับระยะเวลาการทำงานตามวรรคหนึ่ง กรณีผู้มีเงินได้ได้เคยออกจากงานมาแล้ว ซึ่งมีช่วงระยะเวลาที่ออกจากงานจากนายจ้างคนหนึ่งและเข้าทำงานกับนายจ้างอีกคนหนึ่งไม่เกินหนึ่งปี โดยได้โอนเงินและผลประโยชน์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของนายจ้างเดิมไปยังกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของนายจ้างใหม่ หรือเข้าทำงานกับนายจ้างเดิมซึ่งมีช่วงระยะเวลาที่ออกจากงานและเข้าทำงานใหม่ไม่เกินหนึ่งปี และเมื่อออกจากงานนั้น ไม่ได้ใช้สิทธิเลือกเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 48(5) แห่งประมวลรัษฎากร ให้นับระยะเวลาการทำงานในระหว่างที่ทำงานกับนายจ้างแต่ละคนเป็นระยะเวลาทำงานตามวรรคหนึ่งด้วย

              การนับระยะเวลาการทำงานตามวรรคสอง กรณีผู้มีเงินได้เคยใช้สิทธิเลือกเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 48(5) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับเงินได้ที่ได้รับเมื่อออกจากงานจากนายจ้างคนใดแล้ว หรือผู้มีเงินได้เมื่อออกจากงานจากนายจ้างคนใดแล้วมีช่วงระยะเวลาที่ออกจากงานจากนายจ้างนั้นและเข้าทำงานใหม่เกินหนึ่งปี ให้นับระยะเวลาการทำงานเฉพาะที่ได้ทำกับนายจ้างหลังจากนั้น

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 252) ใช้บังคับตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป)

             (ข) ในกรณีที่มีการจ่ายเงินได้ตามข้อ 1 ไม่ว่าจะจ่ายหรือแบ่งจ่ายจากเงินประเภทเดียวกันหรือหลายประเภท ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีตามมาตรา 48(5) แห่งประมวลรัษฎากร ได้เฉพาะเงินได้ที่ได้จ่ายในปีภาษีแรกที่มีการจ่ายเงินได้ดังกล่าวเท่านั้น

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 303) ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำปี พ.ศ. 2560 ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป )

              ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่กรณีที่มีการจ่ายเงินได้ตามข้อ 1 ให้แก่ข้าราชการซึ่งได้ลาออกจากราชการตามโครงการที่จัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการให้เงินช่วยเหลือแก่ข้าราชการซึ่งลาออกจากราชการก่อนเกษียณอายุ

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 83) ใช้บังคับตั้งแต่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2542 เป็นต้นไป)

            (ค) ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีในกรณีนี้ได้เฉพาะกรณีที่ผู้มีเงินได้ไม่นำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวไปรวมคำนวณภาษีตามมาตรา 48 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน


 
ศึกษาเพิ่มเติมเคสอื่นๆEP.8 การคำนวณภาษีเงินชดเชยออกจากงาน เงินชดเชยเกษียณอายุ เงินเลิกจ้าง (Tax Case Study)  คลิ๊กที่นี่


 


พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541



อ้างอิงคำตอบ

เรื่อง

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีเงินได้จากการเกษียณอายุตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

18/01/2007

เลขที่หนังสือ

กค 0706/515

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ข้อกฎหมาย

ข้อ 2(51) กฎกระทรวง ฉบับที่ 126ฯ

ข้อหารือ

     นาย ก. ทำงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนและได้เกษียณอายุเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 โดยได้รับเงินชดเชยจากการเกษียณอายุ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน นาย ก. จึงขอทราบว่าเงินได้จากการเกษียณอายุซึ่งเป็นเงินชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานดังกล่าวนั้น เข้าลักษณะเป็นเงินชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทั้งนี้ เฉพาะค่าชดเชยส่วนที่ไม่เกินค่าจ้างหรือเงินเดือนค่าจ้างของการทำงาน 300 วันสุดท้าย แต่ไม่เกิน 300,000 บาท ตาม ก 3. เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานของใบแนบแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใช่หรือไม่

แนววินิจฉัย

     เงินชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานเฉพาะส่วนที่ไม่เกินค่าจ้างหรือเงินเดือนค่าจ้างของการทำงาน 300 วันสุดท้าย แต่ไม่เกิน 300,000 บาท ซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น ไม่รวมถึงค่าชดเชยที่ลูกจ้างหรือพนักงานได้รับเพราะเหตุเกษียณอายุหรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง ทั้งนี้ ตามข้อ 2(51) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ดังนั้น กรณีนาย ก. ได้รับเงินชดเชยจากการเกษียณอายุ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน จึงไม่เข้าลักษณะเป็นเงินชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานตาม ก 3. เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานของใบแนบแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

เลขตู้

70/34734


เรื่อง

ภาระภาษีเงินได้ชดเชยออกจากงานกรณีเกษียณอายุ

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 06/04/2022 - วันที่ตอบ 01/05/2022

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

ข้อกฎหมาย

มาตรา 50 (1) วรรคสาม แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

รบกวนสอบถามกรณีมีเงินได้ชดเชยออกจากงานกรณีเกษียณอายุ อายุการทำงานเกิน 17 ปี ถูกหักภาษีไปเรียบร้อยแล้วกรณีนี้ต้องนำภาษีรายการนี้มารวมคำนวณเสียภาษีกับเงินเดือนอีกหรือเปล่าค่ะ หรือสามารถเลือกแบบไม่นำมาคำนวณกับเงินเดือนได้หรือเปล่าค่ะ

วิสัชนา

ตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร

    “มาตรา 48 เงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษีเงินได้ดังต่อไปนี้

          (5) ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2) ก็ได ้สำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ซึ่งได้คำนวณจ่ายจากระยะเวลาที่ทำงานและได้จ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด โดยให้นำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวหักค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเท่ากับ 7,000 บาท คูณด้วยจำนวนปีที่ทำงานแต่ไม่เกินเงินได้พึงประเมิน เหลือเท่าใดให้หักค่าใช้จ่ายอีกร้อยละ 50 ของเงินที่เหลือนั้น แล้วคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้    

               ในกรณีเงินได้พึงประเมินดังกล่าวจ่ายในลักษณะเงินบำเหน็จจำนวนหนึ่งและเงินบำนาญอีกจำนวนหนึ่ง ให้ถือว่าเฉพาะเงินที่จ่ายในลักษณะเงินบำเหน็จเป็นเงินซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน และให้ลดค่าใช้จ่ายจำนวน 7,000 บาท ลงเหลือ 3,500 บาท

               จำนวนปีที่ทำงานตามวรรคหนึ่ง ในกรณีเงินบำเหน็จหรือเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกันที่ทางราชการจ่าย ให้ถือจำนวนปีที่ใช้เป็นเกณฑ์คำนวณเงินบำเหน็จหรือเงินอื่นในลักษณะเดียวกันนั้นตามกฎหมายระเบียบหรือข้อบังคับของทางราชการ

               ในการคำนวณจำนวนปีที่ทำงาน นอกจากกรณีตามวรรคสาม เศษของปี ถ้าถึงหนึ่งร้อยแปดสิบสามวันให้ถือเป็นหนึ่งปี ถ้าไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบสามวันให้ปัดทิ้ง”  

    อธิบดีกรมสรรพากรอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 48 (5) และมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) กำหนดลักษณะของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ตามมาตรา 48 (5) และมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร และจ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

    “ข้อ 1 เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานให้หมายถึงเงินได้ดังนี้

         (ก) เงินได้ที่คำนวณตามหลักเกณฑ์ และวิธีการเช่นเดียวกับวิธีการคำนวณบำเหน็จตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

         (ข) เงินที่จ่ายจากกองทุนดังนี้

              1) เงินที่จ่ายจากกองทุนตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

              2) เงินที่จ่ายจากกองทุนตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

              3) เงินที่จ่ายจากกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเกิดจากการขายหน่วยลงทุนคืนให้แก่กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ โดยหน่วยลงทุนดังกล่าวเป็นหน่วยลงทุนที่ได้จากการโอนหรือเกี่ยวเนื่องจากการโอนมาจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

         (ค) เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน

         (ง) เงินได้พึงประเมินที่จ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานที่มีวิธีการคำนวณแตกต่างไปจากวิธีการตาม (ก)

    ข้อ 2 เงินได้พึงประเมินตามข้อ 1 ที่ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีแยกต่างหากจากเงินได้อื่นตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากรได้ จะต้องมีเงื่อนไขดังนี้

         (ก) เป็นเงินได้ที่จ่ายให้เนื่องจากออกจากงานที่มีระยะเวลาทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปี...

         (ข) ในกรณีที่มีการจ่ายเงินได้ตามข้อ 1 ไม่ว่าจะจ่ายหรือแบ่งจ่ายจากเงินประเภทเดียวกันหรือหลายประเภท ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ได้เฉพาะเงินได้ที่ได้จ่ายในปีภาษีแรกที่มีการจ่ายเงินได้ดังกล่าวเท่านั้น”  

         (ค) ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีในกรณีนี้ได้เฉพาะกรณีที่ผู้มีเงินได้ไม่นำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวไปรวมคำนวณภาษีตามมาตรา 48 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน...” 


ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

   กรณีบุคคลธรรมดามีเงินได้ค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานเนื่องจากการออกจากงานกรณีเกษียณอายุ โดยมีอายุการทำงานเกิน 17 ปี ซึ่งถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (1) วรรคสาม แห่งประมวลรัษฎากร ไว้เรียบร้อยแล้ว กรณีนี้ผู้มีเงินได้มีสิทธิเลือกเสียภาษีเงินได้บุคคลธรมดาเท่าที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย โดยต้องนำรายการเงินได้ดังกล่าว และจำนวนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายไปกรอกในใบแนบแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด.90/91 โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณเสียภาษีกับเงินเดือนอีกแต่อย่างใด


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"



หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ