Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

อายุความของเงินเพิ่ม 20% สำหรับประมาณการ ภ.ง.ด.51
| เรื่อง | อายุความของเงินเพิ่ม 20% สำหรับประมาณการ ภ.ง.ด.51 |
| แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ |
| วันที่ | วันที่ถาม 30/10/2025 - วันที่ตอบ 03/11/2025 |
| ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้นิติบุคคล |
| ข้อกฎหมาย | |
| ปุจฉา | ขอสอบถาม เรื่อง ประมาณการ ค่ะ หนูขอสอบถาม เรื่อง อายุความของเงินเพิ่ม 20% สำหรับประมาณการ ภ.ง.ด.51 ปี 2565 ค่ะ บริษัท แสงจันทร์ ค่ะอาจารย์ กิจกรรมงานอื่น ๆ เกี่ยวข้อง (ตามแบบสถาปัตย์ของบริษัทฯ เท่านั้น) > การจัดการด้านจัดหาหัวหน้าผู้ควบคุมงานที่มีความเชี่ยวชาญ ให้งานก่อสร้างเป็นไปตามแบบสถาปัตย์ ของบริษัทฯ > การจัดการด้านการหาวัสดุอุปกรณ์ ควบคุมงาน ให้เป็นไปตามงบประมาณ ตามแบบสถาปัตย์ของบริษัทฯ > การจัดหาผู้รับเหมางานก่อสร้าง ตามแบบสถาปัตย์ ของบริษัทฯ บริษัทฯ ยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 ปกติวันที่ 3/9/65 ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ปกติวันที่ 30/5/66 ประมานการขาดเกิน 25% ค่ะ บริษัทฯ ได้รับหนังสือเชิญพบวันลงวันที่ 21/3/68 และมอบอำนาจพบเจ้าหน้าวันที่ 10/4/68 เจ้าหน้าที่ทำแบบให้ชำระค่าปรับ 20% ประมาณ 18,xxxx หนูจำไม่ได้ เพราะไม่ได้ชำระ และพยายามอธิบายว่า บริษัทฯ ได้รับสัญญา 2 ฉบับเท่านั้น ในช่วง 6 เดือนแรก ประมาณการที่มีสิทธิรับเงินประมาณ 3.5 ล้านบาท และอธิบายต้นทุน ตามภาษีซื้อ ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 ทั้งเงินเดือน จากประกันสังคม ได้อัตรากำไร คือ 5% และบริษัทฯ ก็ใช้การดูค่ามัธยฐาน ของธุรกิจเดียวกันในนครปฐม ของปี 2564 อยู่ประมาณ 4% บริษัทฯ จึงใช้ 5% และไม่คิดว่าจะได้สัญญาที่ 3 ที่มีมูลค่า 8 ล้าน ในวันที่ 9.9 เพราะก่อนหน้านี้ บริษัทฯ นี้จ้างทำงานสถาปัตย์ โดยไม่ได้มีสัญญาจ้างก่อสร้างด้วยตอนเดือน 3 ปกติ บริษัทฯ ถ้ามีสัญญาก่อสร้างร่วมด้วยจะรวมสัญญาเดียว แต่รายนี้ ไม่ได้ตั้งใจก่อสร้างกับบริษัทฯ ทำให้บริษัทฯ ไม่ได้คิดว่าจะได้สัญญา วันที่พบเจ้าหน้าที่ ก็มีการถกเถียงเสียงดัง เพราะไม่พอใจคำพูดของเจ้าหน้าที่แจ้งว่า ถ้าไม่จ่าย ผมมีขั้นตอน จะทำให้คุณเสียเยอะกว่านี้ แต่เรื่องก็จบด้วยการขอโทษและแนะนำ และให้หนูกลับเขียนคำชี้แจง ว่าเหตุการณ์ เกิดขึ้น 6 เดือนหลัง จากนั้น บริษัทฯ ยังไม่ได้หนังสือประเมินค่ะ จากนั้น ก็มีโทรศัพท์ มาแจ้งค่ะ ว่าเปลี่ยนเจ้าหน้าที่รับผิดชอบใหม่ แล้วบอกว่า หนังสือไม่เข้าข้อยกเว้น บริษัทฯ ให้ความร่วมมือเจ้าหน้าที่ส่งสัญญาจ้าง 3 ฉบับให้เจ้าหน้าที่ แต่ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่บอกว่าบริษัทฯ ควรรู้ ปี 2563 บริษัทฯ มีรายได้ 210,000 บาท กำไร 5% ปี 2564 ขาดทุน เพราะโควิด ปี 2565 กำไร 1,864,539.27 บาท รายได้ 8,092,800.- ประมาณขาด เกิน 25% เดือน 1 - 2 ไม่มีรายได้ ปี 2566 รายได้ 5,965,660.99 ปี 2567 รายได้ 50,000 จากนั้น บริษัทฯ ขอให้เจ้าหน้าที่ประเมินว่า จริงแล้วบริษัทฯ ควรมีรายได้เท่าไหร่ เจ้าหน้าที่ ยังใช้อำนาจออกหนังสือแนะนำอีกฉบับวันที่ 17/10 ขอเข้าสถานประกอบการ 27/10 ตอนแรกหนูจะปฏิเสธ แต่ก็เลือกให้เจ้าหน้าที่เข้ามาทั้งที่รู้ว่า จนท. ตั้งใจมาเอาข้อมูล แต่บริษัทฯ ไม่ส่งเอกสาร ปี 2565 เพิ่ม เพราะอธิบายไปหมดแล้วกะเจ้าหน้าที่ แต่ดูแล้วเจ้าหน้าที่ แสดงความเห็นว่าไม่เข้า จากนั้น บริษัทฯ ขอให้เจ้าหน้าที่ส่งจดหมายแจ้งการประเมินไปที่บริษัทฯ แทนการเรียกพบ และจะไปชำระ คำถามค่ะ อายุความของค่าปรับ 20% กี่ปีค่ะ และใช้มาตราอะไร บริษัทฯ หัก ณ ที่จ่ายรวมทั้งจำนวน รวมค่าของ และค่าแรง ถูกหัก ภาษีทุกครั้งที่รับชำระเงิน ปี 2565 ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ยื่น ตรงกับ ภ.ง.ด.53 ที่ลูกค้ายื่นไว้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม = 50 ทวิ ลูกค้าและได้ตรวจข้อมูลจากกรมเรียบร้อยแล้ว แต่ปัจจุบัน บริษัทฯ ยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งประเมินค่ะ หนูถาม เค้าบอกว่า หนังสือประเมินยุ่งยาก หนูคิดเล่นๆ ว่า ถ้าหนูประมานถูกหรือใกล้เคียง หนูต้องชำระเพิ่ม เกือบ 5 หมื่น หนูวิเคราะห์ เพราะว่า 6 เดือนแรก บริษัท มีภาษีที่ลูกค้าหักนำส่ง ด 1 – ด 6 = 40,000 ด 1 – ด 12 = 242,784 หนูเลือกจ่ายค่าปรับดีกว่า แต่จริง ๆ บริษัทฯ ไม่รู้จริง ๆ หนูเลยรู้สึกว่า กฎหมายไม่ยุติธรรม ค่าปรัย 20% > 18,968 บาท 5. เอกสารการวางบิลแจ้งหนี้ออกใบกำกับภาษี (ตามเกณฑ์สิทธิ) บริษัทฯ รับรู้รายได้เกิดขึ้นเมื่อได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของงวดงาน และมีสิทธิ์เรียกเก็บเงินตามงวดงานในสัญญา โดยออกเอกสาร ดังนี้ - ใบแจ้งหนี้/ใบกำกับภาษี ณ วันที่งวดงานเสร็จตามเงื่อนไข และมีสิทธิเรียกเก็บเงินตามงวดงานในสัญญา - ใบเสร็จรับเงิน ณ วันที่ได้รับชำระ หนูคิดว่าบริษัทฯ ยื่นแบบและชำระภาษีครบแล้ว และตรงเวลา การที่กลางปีไม่มีภาษีชำระเพราะประมานการผิดก็จริง แต่หากดูรายรับหรืองวดงานจริง ที่มีสิทธิเรียกเก็บก็สมเหตุสมผลมิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยง มาตรา 67 ตรี อายุความสำหรับการประเมิน ไม่ควรใช้มาตรา 19 อายุความ 2 ปี หรือค่ะ เจ้าหน้าไม่เคยส่งใบประเมิน แต่กลับบอกว่า บริษัทมีประเด็น เค้าบอกการยื่นขาดเกิน 25% คือ ประเด็นเลยอายุความ 5 ปี หนูถามค่ะ การเอาบริษัทหนูไปรวมอยู่ประเภทฉ้อโกง ไม่ยื่นภาษี จริงหรือค่ะ พฤติกรรมบริษัท แสงจันทร์ เป็นแบบนั้น หรือค่ะอาจารย์ แล้วการขยายอายุความจาก 2 ปี เป็น 5 ปี ต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรก่อน แต่เลย 2 ปีแล้ว ยังไม่มีใบประเมิน พอหนูขอหนังสืออนุมัติ แต่กลับแจ้งหนูว่าจะแจ้งใช้ มาตรา 18 กับหนู |
| วิสัชนา | 1. บทบัญญัติมาตรา 18 มาตรา 18 ตรี มาตรา 19 มาตรา 20 มาตรา 21 มาตรา 22 มาตรา 27 และมาตรา 27 ทวิ “มาตรา 18 รายการที่ยื่นเพื่อเสียภาษีอากรนั้น ให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินเป็นผู้ประเมินตามที่กำหนดไว้ในหมวดภาษีอากรนั้น ๆ และเมื่อได้ประเมินแล้ว ให้แจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมินไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้ ในกรณีที่ผู้ต้องเสียภาษีอากรถึงแก่ความตายเสียก่อนได้รับแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมิน ให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมินไปยังผู้จัดการมรดกหรือไปยังทายาทหรือผู้อื่นที่ครอบครองทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณี ถ้าเมื่อประเมินแล้ว ไม่ต้องเรียกเก็บหรือเรียกคืนภาษีอากร การแจ้งจำนวนภาษีอากรเป็นอันงดไม่ต้องกระทำ แต่อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินยังคงดำเนินการตามมาตรา 19 มาตรา 20 และมาตรา 21 ได้ การประเมินตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้นำมาตรา 27 มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา 18 ทวิ ในกรณีจำเป็นเพื่อรักษาประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะประเมินเรียกเก็บภาษีจากผู้ต้องเสียภาษีก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการได้ เมื่อได้ประเมินแล้วให้แจ้งจำนวนภาษีที่ต้องเสียไปยังผู้ต้องเสียภาษีและให้ผู้ต้องเสียภาษีชำระภาษีภายในเจ็ดวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้ ภาษีที่ประเมินเรียกเก็บตามความในวรรคก่อน ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี ในการใช้อำนาจตามความในมาตรานี้ เจ้าพนักงานประเมินจะสั่งให้ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดด้วยก็ได้ มาตรา 18 ตรี ภายใต้บังคับมาตรา 18 ทวิ ในกรณีเจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินให้เสียภาษี บุคคลผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะต้องชำระภาษีนั้น พร้อมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้ ภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน มาตรา 19 เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น กรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ยื่นรายการหรือพยานนั้นนำบัญชี เอกสารหรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย ทั้งนี้ การออกหมายเรียกดังกล่าวจะต้องกระทำภายในเวลาสองปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการไม่ว่าการยื่นรายการนั้นจะได้กระทำภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือเวลาที่รัฐมนตรีหรืออธิบดีขยายหรือเลื่อนออกไปหรือไม่ ทั้งนี้ แล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลัง เว้นแต่ กรณีปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร หรือเป็นกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากร อธิบดีจะอนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกดังกล่าวเกินกว่าสองปีก็ได้ แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ แต่กรณีขยายเวลาเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากรให้ขยายได้ไม่เกินกำหนดเวลาตามที่มีสิทธิขอคืนภาษีอากร มาตรา 20 เมื่อได้จัดการตามมาตรา 19 และทราบข้อความแล้ว เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะแก้จำนวนเงินที่ประเมินหรือที่ยื่นรายการไว้เดิมโดยอาศัยพยานหลักฐานที่ปรากฏ และแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระอีกไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้ มาตรา 21 ถ้าผู้ต้องเสียภาษีอากรไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา 19 หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเงินภาษีอากรตามที่รู้เห็นว่าถูกต้องและแจ้งจำนวนเงินซึ่งต้องชำระไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน มาตรา 22 ในการประเมินตามมาตรา 20 หรือมาตรา 21 ผู้ต้องเสียภาษีต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับหนึ่งเท่าของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระอีก มาตรา 23 ผู้ใดไม่ยื่นรายการ ให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินแล้วแต่กรณี มีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้นั้นมาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ที่ไม่ยื่นรายการหรือพยานนั้นนำบัญชีหรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย มาตรา 24 เมื่อได้จัดการตามมาตรา 23 และทราบข้อความแล้ว อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินแล้วแต่กรณี มีอำนาจประเมินเงินภาษีอากร และแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ต้องชำระไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้ มาตรา 25 ถ้าผู้ได้รับหมายหรือคำสั่งของอำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมิน แล้วแต่กรณี ไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่งของอำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา 23 หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเงินภาษีอากรตามที่รู้เห็นว่าถูกต้อง และแจ้งจำนวนภาษีอากรไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน มาตรา 26 เว้นแต่จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในลักษณะนี้ ในการประเมินตามมาตรา 24 หรือมาตรา 25 ผู้ต้องเสียภาษีต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระ มาตรา 27 บุคคลใดไม่เสียหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาตามที่บัญญัติไว้ในหมวดต่าง ๆ แห่งลักษณะนี้เกี่ยวกับภาษีอากรประเมิน ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ ในกรณีอธิบดีอนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาชำระหรือนำส่งภาษีและได้มีการชำระหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้นั้น เงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งให้ลดลงเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน การคำนวณเงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้เริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการหรือนำส่งภาษีจนถึงวันชำระหรือนำส่งภาษี แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง ไม่ว่าภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งนั้นจะเกิดจากการประเมินหรือคำสั่งของเจ้าพนักงานหรือคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือคำพิพากษาของศาล มาตรา 27 ทวิ เบี้ยปรับตามมาตรา 22 และมาตรา 26 และเงินเพิ่มตามมาตรา 27 ให้ถือเป็นเงินภาษี เบี้ยปรับตามวรรคหนึ่ง อาจงดหรือลดลงได้ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด โดยอนุมัติรัฐมนตรี ระเบียบดังกล่าวนี้ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา” 2. ตามข้อ 4 ของแนวทางปฏิบัติกรมสรรพากรที่ มก. 53/2560 เรื่อง การพิจารณาเหตุอันสมควรตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 “ข้อ 4 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถชี้แจงและพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ว่า ประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นเกิดจากเหตุการณ์ดังต่อไปนี้ ให้พิจารณาว่า มีเหตุอันสมควรตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร 4.1 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลา 6 เดือนหลังของรอบระยะเวลาบัญชี ซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่สามารถคาดการณ์หรือควบคุมได้ ดังนี้ (1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เริ่มมีรายได้จากการประกอบกิจการ ซึ่งในช่วงระยะเวลา 6 เดือนแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ไม่มีรายได้จากการประกอบกิจการ ทั้งนี้ คำว่า “รายได้จากการประกอบกิจการ” ไม่รวมถึงรายได้เนื่องจากกิจการ (2) อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำลง ทำให้ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยต่ำลงด้วย (3) การส่งออกสินค้ามีความไม่แน่นอน ทั้งปริมาณและราคาสินค้า หรือมีการยกเลิกการควบคุมราคาหรือปริมาณสินค้าส่งออก หรือปริมาณและราคมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทำให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่สามารถคาดการณ์ได้ (4) อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเปลี่ยนแปลงอย่างผิดปกติ เช่น มีการประกาศเปลี่ยนแปลงสกุลเงินตราต่างประเทศหรือประกาศเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยน หรือมีสถานการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศมีการผันผวน เป็นต้น 4.2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อพ้นกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ซึ่งเกิดจากกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีกำไรจากการขายทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบกิจการ ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า 1. กรณีตามข้อเท็จจริง ในช่วง 6 เดือนแรกของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2565 บริษัทฯ มีรายได้จากการให้บริการทางสถาปัตยกรรม เพียง 2 สัญญา และได้รับงานตามสัญญาที่ 3 ในวันที่ 9 เดือนกันยายน พ.ศ. 2565 ซึ่งเป้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลา 6 เดือนหลังของรอบระยะเวลาบัญชี ที่บริษัทฯ ไม่สามารถคาดการณ์หรือควบคุมได้ ซากเครื่องจักรไม่ได้ใช้งาน และเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อพ้นกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ทำให้บริษัทฯ ประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกิน 25% จากที่ประมาณการไว้กลางปี ถือว่าเป็นกรณีที่มีเหตุอันควรตามข้อ 4.1 ของแนวทางปฏิบัติกรมสรรพากรที่ มก. 53/2560 เรื่อง การพิจารณาเหตุอันสมควรตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 ดังกล่าว 2. เมื่อพิจารณาได้ว่า เป็นกรณีที่มีเหตุอันควรตามข้อ 4.1 ของแนวทางปฏิบัติกรมสรรพากรที่ มก. 53/2560 ฯ ลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 ตามข้อ 1 ดังกล่าว เจ้าพนักงานประเมินย่อมไม่มีอำนาจที่จะประเมินเรียกเก็บเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร แม้เจ้าพนักงานประเมินจะอ้างว่า ไม่เข้ากรณีที่มีเหตุอันควรตามข้อ 4.1 ของแนวทางปฏิบัติกรมสรรพากรที่ มก. 53/2560 ฯ ลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงของบริษัทฯ เป็นไปตามแนวทางปฏิบัติของกรมสรรพากรดังกล่าว โดยชัดแจ้งแล้ว เช่นนี้ เจ้าพนักงานย่อมฝ่าฝืนเจตนารมณ์ตามประมวลรัษฎากร ที่ต้องผดุงความเป็นธรรม ฝ่าฝืนคำสั่งหรือแนวทางปฏิบัติของผู้บังคับบัญชา และฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 มีความเสี่ยงที่จะเป็นเจ้าพนักงานที่ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ 3. การใช้อำนาจประเมินเงินเพิ่มภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ตามมาตรา 18 แห่งประมวลรัษฎากร มีกำหนด 10 ปี ตามอายุความสิทธิเรียกร้องหนี้ภาษีอากร ตามมาตรา 193/31 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 4. อำนาจในการออกหมายเรียกเพื่อตรวจสอบภาษีอากรตามมาตรา 19 กรณีผู้ต้องเสียภาษีได้ยื่นแบบแสดงรายการ มีกำหนดเวลาดังนี้ (1) กรณีทั่วไปที่เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ยื่นรายการหรือพยานนั้นนำบัญชี เอกสารหรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย ทั้งนี้ การออกหมายเรียกดังกล่าวจะต้องกระทำภายในเวลาสองปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการไม่ว่าการยื่นรายการนั้นจะได้กระทำภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือเวลาที่รัฐมนตรีหรืออธิบดีขยายหรือเลื่อนออกไปหรือไม่ ทั้งนี้ แล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลัง (2) กรณีที่ปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร อธิบดีจะอนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกดังกล่าวเกินกว่าสองปีก็ได้ แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ หรือ (3) กรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากร การขยายเวลาเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากรให้ขยายได้ไม่เกินกำหนดเวลาตามที่มีสิทธิขอคืนภาษีอากร คือ 3 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาการยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปีนั้น ๆ ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ |