| คำตอบ |
สำหรับกรณีของคุณแม่ที่บุตรเกิดปี 2000 (ปัจจุบันอายุประมาณ 25-26 ปี) และเป็นเด็กพิเศษ มีประเด็นที่ต้องพิจารณาดังนี้ 1. การลดหย่อน "บุตร" (ตามเกณฑ์ปกติ) หากบุตรอายุเกิน 25 ปีแล้ว และไม่ได้อยู่ระหว่างศึกษาในมหาวิทยาลัย หรือ ชั้นอุดมศึกษา (ระดับอนุปริญญาขึ้นไป) รวมถึงการศึกษาในหลักสูตรเนติบัณฑิต จะไม่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนบุตรในเกณฑ์ "บุตรที่กำลังศึกษาอยู่" ได้ แต่จะสามารถลดหย่อนได้ในกรณีเดียวคือ: - ต้องเป็นบุตรที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถเท่านั้น
- หากยังไม่มีคำสั่งศาล แม้จะเป็นเด็กพิเศษและไม่มีรายได้ ก็จะไม่เข้าเงื่อนไขข้อ (3) บุตรที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ
2. การลดหย่อน "ค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการ" (สิทธิเพิ่มเติมที่แนะนำ) หากบุตรมี "บัตรประจำตัวคนพิการ" คุณแม่จะมีสิทธิลดหย่อนภาษีได้โดยตรงและอาจได้สิทธิที่สูงกว่าการลดหย่อนบุตรปกติ ประเภทการลดหย่อน | จำนวนเงินภาษีที่ลดหย่อนได้ | เงื่อนไขสำคัญ | ค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการ | 60,000 บาทต่อปี | บุตรต้องมีบัตรประจำตัวคนพิการ และคุณแม่เป็นผู้ดูแลตามที่ระบุในบัตร | ค่าลดหย่อนบุตร (กรณีศาลสั่ง) | 30,000 บาทต่อปี | ต้องมีคำสั่งศาลว่าเป็นบุคคลไร้ความสามารถ |
หมายเหตุ : สิทธิลดหย่อนคนพิการ 60,000 บาทนี้ สามารถใช้ได้โดยไม่จำกัดอายุของบุตร ขอเพียงบุตรมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี และคุณแม่เป็นผู้ดูแลบุตร
สรุปคำแนะนำสำหรับคุณแม่ - ถ้าบุตรมีบัตรคนพิการ : คุณแม่สามารถใช้สิทธิลดหย่อน "ค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการ" ได้ 60,000 บาท ทันที (คุ้มค่ากว่าสิทธิลดหย่อนบุตรปกติ)
- ถ้าบุตรไม่มีบัตรคนพิการแต่เป็นเด็กพิเศษ : หากอายุเกิน 25 ปีแล้ว คุณแม่จะลดหย่อนบุตรไม่ได้ ยกเว้น จะไปดำเนินการให้ศาลมีคำสั่งเป็นคนไร้ความสามารถ/เสมือนไร้ความสามารถ
- สิทธิซ้ำซ้อน : หากศาลสั่งด้วย และมีบัตรคนพิการด้วย คุณแม่สามารถนำมายอดมารวมกันได้ 30,000 + 60,000 = 90,000 บาท
ข้อควรระวัง : ตรวจสอบให้แน่ใจว่าบุตรไม่มีรายได้เกิน 30,000 บาทในปีภาษีนั้นๆ (ไม่นับรวมเงินเบี้ยความพิการที่ได้รับจากรัฐ เพราะเป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี)
อ้างอิงคำตอบ
“ร้อยเรื่องลดหย่อน ปีภาษี 2560”
1. ชื่อเรื่อง : หลักเกณฑ์การหักลดหย่อนบุตร คำถาม : การหักลดหย่อนบุตรต้องมีหลักเกณฑ์อย่างไร คำตอบ : ตั้งแต่ปีภาษี 2560 การหักลดหย่อนบุตร ตามมาตรา 47(1)(ค)(ฉ) และ (3) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 5มาตรา 6 และมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 44) พ.ศ. 2560 มีรายละเอียดดังนี้ 1. บุตรที่มีสิทธิหักลดหย่อนได้แก่ บุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้หรือของคู่สมรส และบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ โดยมีเงื่อนไขดังนี้ (1) เป็นผู้เยาว์ - อายุไม่ถึง 20 ปี (มาตรา 19 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) หรือ - ยังไม่บรรลุนิติภาวะโดยการสมรส (มาตรา 20 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) หรือ (2) มีอายุไม่เกิน 25 ปี และยังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย หรือ ชั้นอุดมศึกษา (ระดับอนุปริญญาขึ้นไป) รวมถึงการศึกษาในหลักสูตรเนติบัณฑิต หรือ (3) บุตรที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ และ (4) ไม่มีเงินได้พึงประเมิน ไม่รวมเงินได้ที่ได้รับยกเว้น ตามมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากร ในปีภาษีที่หักลดหย่อนถึง 30,000 บาท และต้องอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้ 2. จำนวนเงินที่มีสิทธิหักลดหย่อน (1) บุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้ หรือบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ คนละ 30,000 บาท
“ร้อยเรื่องลดหย่อน ปีภาษี 2560”
1. ชื่อเรื่อง : หลักเกณฑ์การหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการ/ทุพลภาพ คำถาม : การหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงคนพิการ/ทุพลภาพต้องมีหลักเกณฑ์อย่างไร คำตอบ : การหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ คนละ 60,000 บาท สำหรับเงินได้พึงประเมิน ตั้งแต่ปีภาษี 2552 เป็นต้นไป ตามมาตรา 47(1)(ฎ) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 37) พ.ศ.2552 ประกอบกับประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 182) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 184) และ (ฉบับที่ 193) และ (ฉบับที่ 242)มีหลักเกณฑ์ดังนี้ 1. ผู้มีสิทธิหักลดหย่อน ได้แก่ ผู้มีเงินได้ที่อุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ ดังนี้ (1) บิดามารดาของผู้มีเงินได้ (2) บิดามารดาของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ (3) สามีหรือภริยา ของผู้มีเงินได้ (4) บุตรชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ (บุตรบุญธรรมให้หักในฐานะบุตรบุญธรรมได้ฐานะเดียว) (5) บุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ (6) บุคคลอื่นนอกจาก (1)-(5) ซึ่งเป็นคนพิการที่ผู้มีเงินได้เป็นผู้ดูแลตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ หรือซึ่งเป็นคนทุพพลภาพและอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้ จำนวน 1 คน 2. คนพิการหรือคนทุพพลภาพที่ผู้มีเงินได้ใช้สิทธิหักลดหย่อน ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังนี้ (1) มีเงินได้พึงประเมิน ไม่เกิน 30,000 บาท ในปีที่ผู้มีเงินได้ใช้สิทธิหักลดหย่อน โดยไม่รวมเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้น ตามมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากร (2) กรณีคนพิการ ต้องมีบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (ตัวอย่างสมุดประจำตัวคนพิการ คลิกเอกสารแนบ) กรณีคนทุพพลภาพ ต้องมีแพทย์ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมตรวจ และแสดงความเห็นว่าบุคคลตาม 1. มีภาวะจำกัด หรือขาดความสามารถในการประกอบกิจวัตรหลักอันเป็นปกติเยี่ยงบุคคลทั่วไปอันเนื่องมาจากสาเหตุทางปัญหาสุขภาพ หรือความเจ็บป่วยที่เป็นต่อเนื่องมาไม่น้อยกว่า 180 วัน หรือทุพพลภาพมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 วัน (3) มีเลขประจำตัวประชาชนตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนราษฎร 3. ผู้มีเงินได้สามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนได้ ดังนี้ (1) มีชื่อผู้มีเงินได้เป็นผู้ดูแลคนพิการในบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กรณีมีการเปลี่ยนแปลงผู้ดูแลคนพิการในระหว่างปีภาษีให้ผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเป็นผู้ดูแลคนพิการในบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการคนสุดท้ายในปีภาษีนั้นเป็นผู้มีสิทธิหักลดหย่อน (2) กรณีบุคคลตาม 1. เป็นทั้งคนพิการ และเป็นคนทุพพลภาพ ให้ผู้มีเงินได้หักลดหย่อนได้ในฐานะคนพิการเพียงฐานะเดียว (3) ให้หักได้ตลอดปีภาษี ไม่ว่ากรณีที่จะหักได้นั้นจะมีอยู่ตลอดปีภาษีหรือไม่ (4) กรณีผู้มีเงินได้มิได้เป็นผู้อยู่ในไทย ให้หักลดหย่อนได้เฉพาะคนพิการหรือคนทุพพลภาพที่เป็นผู้อยู่ในไทย (5) กรณีผู้มีเงินได้หลายคน มีชื่อเป็นผู้ดูแลคนพิการในบัตรประจำตัวคนพิการ ให้ตกลงกันและทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อเพื่อยินยอมให้ผู้มีเงินได้คนหนึ่งคนใดเป็นผู้ใช้สิทธิหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดู (6) กรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ ให้ฝ่ายที่มีชื่อเป็นผู้ดูแลคนพิการในบัตรประจำตัวคนพิการ เป็นผู้ใช้สิทธิหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดู สำหรับบุตรซึ่งเป็นคนพิการหรือคนทุพพลภาพนั้น (7) กรณีผู้มีเงินได้ซึ่งมีเงินได้ฝ่ายเดียว โดยคู่สมรสซึ่งไม่มีเงินได้เป็นผู้ดูแลและมีชื่อเป็นผู้ดูแลบุตรชอบด้วยกฎหมายในบัตรประจำตัวคนพิการแต่เพียงผู้เดียว ให้ผู้มีเงินได้มีสิทธิหักลดหย่อนบุตรชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นคนพิการนั้นได้ (8) ผู้มีเงินได้ต้องมีหนังสือรับรองการหักลดหย่อน ดังนี้ - กรณีหักลดหย่อนคนพิการ ต้องมีหนังสือรับรองการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ (แบบ ล.ย.04) - กรณีหักลดหย่อนคนทุพพลภาพ ต้องมีหนังสือรับรองการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ (แบบ ล.ย.04) และหนังสือรับรองการเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูคนทุพพลภาพ (แบบ ล.ย.04-1) 4. เอกสารหลักฐานที่ผู้มีเงินได้ต้องแนบพร้อมแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อใช้สิทธิลดหย่อน มีดังนี้ กรณีหักลดหย่อนคนพิการ (1) หนังสือรับรองการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ (แบบ ล.ย.04) (2) ภาพถ่ายบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการของบุคคลที่ผู้มีเงินได้จะใช้สิทธิหักลดหย่อน พร้อมทั้งภาพถ่ายบัตรประจำตัวคนพิการดังกล่าวในส่วนที่แสดงว่าผู้มีเงินได้เป็นผู้ดูแลคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (3) กรณีผู้มีเงินได้และสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ และแยกยื่นแบบฯ ใช้สิทธิหักลดหย่อนบุตรที่เป็นคนพิการ ให้สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้แนบหลักฐาน ดังนี้ (ก) ภาพถ่าย แบบ ล.ย.04 ของผู้มีเงินได้ ซึ่งสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ได้ลงลายมือชื่อรับรองภาพถ่ายนั้น (ข) ภาพถ่ายหลักฐานตาม 4.(2) ซึ่งสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ได้ลงลายมือชื่อรับรองภาพถ่ายนั้น กรณีหักลดหย่อนคนทุพพลภาพ (1) หนังสือรับรองการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ (แบบ ล.ย.04) (2) ใบรับรองแพทย์จากแพทย์ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ได้ตรวจและแสดงความเห็นว่าบุคคลตาม 1. มีภาวะจำกัดหรือขาดความสามารถในการประกอบกิจวัตรหลักอันเป็นปกติเยี่ยงบุคคลทั่วไปอันเนื่องมาจากสาเหตุทางปัญหาสุขภาพหรือความเจ็บป่วยที่เป็นต่อเนื่องมาไม่น้อยกว่า 180 วัน หรือทุพพลภาพมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 วัน และใบรับรองแพทย์ดังกล่าวต้องเป็นใบรับรองแพทย์ที่ออกในปีภาษีที่ขอใช้สิทธิหักลดหย่อน กรณีผู้มีเงินได้หลายคนมีใบรับรองแพทย์จากแพทย์ดังกล่าว ให้ผู้มีเงินได้ทุกคนที่มีใบรับรองแพทย์ดังกล่าว ตกลงกันเพื่อยินยอมให้ผู้มีเงินได้คนหนึ่งคนใดเป็นผู้ใช้สิทธิหักลดหย่อน และทำความตกลงเป็นหนังสือโดยผู้มีเงินได้ทุกคนที่มีใบรับรองแพทย์ดังกล่าวเป็นผู้ลงนามในหนังสือตกลงยินยอมนั้น (3) หนังสือรับรองการเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูคนทุพพลภาพ (แบบ ล.ย.04-1) ที่รับรองว่าผู้มีเงินได้เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูบุคคลตาม 1. ซึ่งเป็นคนทุพพลภาพ โดยผู้รับรองต้องเป็นสามีภริยาหรือบุตรชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมหรือหลาน หรือบิดามารดา หรือพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน หรือพี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน หรือปู่ย่าตายาย หรือลุงป้าน้าอา ของบุคคลตาม ข้อ 1. ซึ่งเป็นคนทุพพลภาพ หรือกำนันผู้ใหญ่บ้าน หรือบุคคลที่เป็นสมาชิกขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในท้องที่ที่บุคคลตาม 1. ซึ่งเป็นคนทุพพลภาพอยู่อาศัย โดยหนังสือรับรองดังกล่าว ผู้รับรองต้องรับรองของแต่ละปีภาษีที่ผู้มีเงินได้ได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนผู้รับรองตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นบุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะ และรับรองผู้มีเงินได้ ได้ไม่เกิน 1 คน สำหรับการเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูคนทุพพลภาพคนหนึ่งคนใด (4) กรณีผู้มีเงินได้และสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ และแยกยื่นแบบฯ ใช้สิทธิหักลดหย่อนบุตรที่เป็นคนทุพพลภาพ ให้สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้แนบหลักฐาน ดังนี้ (ก) ภาพถ่าย แบบ ล.ย.04 ของผู้มีเงินได้ ซึ่งสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ได้ลงลายมือชื่อรับรองภาพถ่ายนั้น (ข) ภาพถ่ายใบรับรองแพทย์ และ แบบ ล.ย.04-1 ซึ่งสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ได้ลงลายมือชื่อรับรองภาพถ่ายนั้น
2.ชื่อเรื่อง : บุตรพิการมีเงินได้เกิน 15,000 บาท แต่ไม่เกิน 30,000 บาท ผู้มีเงินได้มีสิทธิหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการได้ คำถาม : นาย ก. ทำงานมีเงินได้จากเงินเดือนจดทะเบียนสมรสกับภริยา ซึ่งเป็นคนพิการ และไม่มีเงินได้ มีบุตรพิการ อายุ 19 ปี บุตรพิการมีรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝากประจำปีละ 16,000 บาท ภริยาและบุตรได้รับบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ นาย ก.จะนำภริยาและบุตรซึ่งเป็นคนพิการดังกล่าวมาหักลดหย่อนในปีภาษี 2560 ได้อย่างไร คำตอบ : นาย ก.สามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนภริยาและบุตร ซึ่งเป็นคนพิการ ในปีภาษี 2560 ได้ ดังนี้ 1. ลดหย่อนภริยาในฐานะคู่สมรสไม่มีเงินได้ จำนวน 60,000 บาท ตามมาตรา 47(1) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร และค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการในฐานะคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ ซึ่งเป็นคนพิการได้อีกจำนวน 60,000 บาท ตามมาตรา 47(1)(ฎ) แห่งประมวลรัษฎากร 2. ลดหย่อนบุตร จำนวน 30,000 บาท ได้ เนื่องจากบุตรมีเงินได้จากดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ไม่เกินกว่า 30,000 บาท ต่อปี ตามมาตรา 47(1)(ค) แห่งประมวลรัษฎากร และสามารถหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการในฐานะบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้และคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ ซึ่งเป็นคนพิการ และมีเงินได้ทั้งปีไม่เกิน 30,000 บาท โดยหักลดหย่อนผู้พิการได้อีกจำนวน 60,000 บาท ตามมาตรา 47(1)(ฎ) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 1(2) ของประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 182) อย่างไรก็ตาม ในการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการจะต้องแนบหนังสือรับรองการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ (แบบ ล.ย.0๔) และสำเนาบัตรประจำตัวคนพิการที่แสดงให้เห็นชื่อผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นผู้ดูแลคนพิการ
|
มาตรา 47 เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ให้หักลดหย่อนได้อีก ดังต่อไปนี้ (1) ลดหย่อนให้สำหรับ (ค) บุตร (1) บุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้ หรือบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ คนละ 30,000 บาท และสำหรับบุตรชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่คนที่สองเป็นต้นไปที่เกิดในหรือหลังปี พ.ศ. 2561 ให้หักลดหย่อนได้เพิ่มอีกคนละ 30,000 บาท โดยในการนับลำดับบุตร ให้นับลำดับของบุตรทุกคนไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ตาม ( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 46) พ.ศ. 2561 ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำปีภาษี พ.ศ. 2561 ที่จะต้องยื่นรายการในปี พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป) (2) บุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ คนละ 30,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกินสามคน ในกรณีผู้มีเงินได้มีบุตรทั้ง (1) และ (2) การหักลดหย่อนสำหรับบุตร ให้นำบุตรตาม (1) ทั้งหมดมาหักก่อน แล้วจึงนำบุตรตาม (2) มาหัก เว้นแต่ในกรณีผู้มีเงินได้มีบุตรตาม (1) ที่มีชีวิตอยู่รวมเป็นจำนวนตั้งแต่สามคนขึ้นไป จะนำบุตรตาม (2) มาหักไม่ได้ แต่ถ้าบุตรตาม (1) มีจำนวนไม่ถึงสามคนให้นำบุตรตาม (2) มาหักได้ โดยเมื่อรวมกับบุตรตาม (1) แล้วต้องไม่เกินสามคน การนับจำนวนบุตร ให้นับเฉพาะบุตรที่มีชีวิตอยู่ตามลำดับอายุสูงสุดของบุตร โดยให้นับรวมทั้งบุตรที่ไม่อยู่ในเกณฑ์ได้รับการหักลดหย่อนด้วย การหักลดหย่อนสำหรับบุตร ให้หักได้เฉพาะบุตรซึ่งมีอายุไม่เกินยี่สิบห้าปีและยังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือชั้นอุดมศึกษา หรือซึ่งเป็นผู้เยาว์ หรือศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถอันอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดู แต่มิให้หักลดหย่อนสำหรับบุตรดังกล่าวที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป โดยเงินได้พึงประเมินนั้นไม่เข้าลักษณะตามมาตรา 42 การหักลดหย่อนสำหรับบุตรดังกล่าว ให้หักได้ตลอดปีภาษีไม่ว่ากรณีที่จะหักได้นั้นจะมีอยู่ตลอดปีภาษีหรือไม่ และในกรณีบุตรบุญธรรมนั้นให้หักลดหย่อนในฐานะบุตรบุญธรรมได้แต่ฐานะเดียว ( พระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 44) พ.ศ. 2560 )
(ฎ) ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา สามีหรือภริยา บุตรชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ บิดามารดาหรือบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ หรือบุคคลอื่นที่ผู้มีเงินได้เป็นผู้ดูแลตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ คนละหกหมื่นบาท โดยบุคคลดังกล่าวต้องเป็นคนพิการซึ่งมีบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ หรือเป็นคนทุพพลภาพ มีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ และอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข รวมทั้งจำนวนคนพิการและคนทุพพลภาพในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้ที่อธิบดีประกาศกำหนด |
|