Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

ค่า Incentive คืออะไร เสียภาษีอย่างไร


เรื่อง ค่า Incentive คืออะไร เสียภาษีอย่างไร
แหล่งที่มา Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วันที่ วันที่ถาม 23/01/2023 - วันที่ตอบ 31/01/2023
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ข้อกฎหมาย มาตรา 40 (1) หรือ (2), มาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร
ปุจฉา

ขอปรึกษาอาจารย์เกี่ยวกับค่า Incentive ค่ะ ว่าเราสามารถหัก ณ ที่จ่าย ค่า Incentive เป็นค่านายหน้า หรือ ค่าส่งเสริมการขาย อย่างใดจึงจะถูกต้องค่ะ

วิสัชนา
ค่า Incentive คืออะไร?
    ค่า Incentive คือ ค่ารางวัลจูงใจตอบแทนให้แก่พนักงาน โดยสอดคล้องกับผลงานของพนักงาน เพื่อกระตุ้นแรงจูงใจให้พนักงานทำผลงานให้ได้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และได้รับรางวัลตอบแทนในอัตราที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ใช่มีวิธีนี้เพียงวิธีเดียว ยังมีอีกหลายวิธีที่ใช้จูงใจพนักงานได้อย่างน่าสนใจ และเหมาะสมกับวัฒนธรรมของแต่ละองค์กร เช่น จูงใจด้วยสวัสดิการที่พนักงานอยากได้ จูงใจด้วยการยอมรับ ชื่นชม เป็นต้น
ค่า Incentive VS ค่า Commission เหมือนกันไหม?
    ค่า Incentive กับค่า Commission มีความคล้ายคลึงกัน คือ เป็นรายได้พิเศษที่เพิ่มมา แต่มีจุดแตกต่างกันตรงที่ ค่า Incentive ในรูปแบบเงินรางวัล ส่วนใหญ่เป็นรายได้พิเศษจากกิจกรรมต่างๆ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นแรงจูงใจในการทำงาน เช่น ถ้าขายได้ 90% จะได้รับ 10,000 บาท ถ้าทำได้ 100% จะได้รับ 20,000 บาท เป็นการกำหนดตายตัวเอาไว้ก่อน
    ส่วนค่า Commission ส่วนใหญ่เป็นรายได้พิเศษที่อ้างอิงจากยอดขาย โดยการคำนวณที่มาจากเปอร์เซ็นต์ เช่น เดือนนี้ทำยอดขายได้เกิน 100% ได้รับ 10% โดยคิดจากยอดขายรวมตอนสิ้นเดือน
ค่า Incentive ใช่เงินค่าจ้างหรือเปล่า 
    Incentive คือ เงินจูงใจ ไม่ใช่เงินค่าจ้าง และไม่มีลักษณะเป็นค่าจ้าง โดยอ้างอิงข้อมูลในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 224/46/2548 และ 3728/2524 จากสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 3 ว่า เมื่อเงินที่มอบให้แก่บุคลากร หรือพนักงานเพื่อเป็นแรงจูงใจ หรือตอบแทนนอกเหนื่อจากการทำงานตามเวลางาน ซึ่งทำให้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงร่วมกันนั่นเอง
ค่า Incentive มีกี่แบบ 
    ค่า Incentive มี 2 แบบ คือค่า Incentive แบบรายบุคคล และค่า Incentive แบบรายกลุ่ม
    ค่า Incentive แบบรายบุคคล เป็นรูปแบบการจ่ายเงินรางวัลให้พนักงาน เฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยสอดคล้องกับผลงานที่ทำ เช่น พนักงานจะได้รับเงินจูงใจนี้ เมื่อพนักงานขายสินค้าได้ตามจำนวนที่กำหนด หรือถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ เป็นการจ่ายค่า Incentive ให้แบบทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย ขึ้นอยู่กับผลงานของแต่ละคน ทั้งยังเป็นการเก็บข้อมูล สถิติของพนักงาน สะสมไว้ประเมินผลระยะยาวได้อีกด้วย
    ค่า Incentive แบบรายกลุ่ม บางองค์กรอาจไม่สามารถมอบเงินจูงใจให้กับพนักงานทุกคนได้ จึงพยายามจัดรูปแบบการจ่ายเงินรางวัลเป็นแบบรายกลุ่ม หรือแบบภาพรวม พนักงานแผนกเดียวกันจะได้รับค่า Incentive ในระดับเดียวกัน ซึ่งจะได้ช่วยกระตุ้นความสามัคคีและการร่วมแรงร่วมใจของคนในองค์กรเพื่อผลักดันเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้บรรลุเป้าหมาย
    ค่า Incentive แบบรายกลุ่มจึงอิงจากความสำเร็จของโครงการหรือธุรกิจร่วมค้าของแต่ละกลุ่ม แต่ละแผนกเป็นตัววัด การจ่ายเงินจูงใจแบบกลุ่มนี้มักจะแบ่งให้เท่าๆ กันในหมู่สมาชิกทุกคน แต่บางองค์กรหรือบางโครงการก็อาจแบ่งให้มากน้อยตามผลได้จากงานของพนักงานแต่ละคนร่วมด้วยก็ได้...

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า 
ค่า Incentive ตามข้อเท็จจริงข้างต้น เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) หรือ (2) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อบริษัทฯ จ่ายให้แก่พนักงาน ลูกจ้าง หรือพนักงานขาย บริษัทฯ จึงย่อมมีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติตามข้อ 1 (5) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 96/2543 เรื่อง การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร กรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543 ดังนี้ 
    “ข้อ 1 การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากร กรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร แต่ไม่รวมถึงเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานให้ปฏิบัติดังนี้
         (1) ให้คำนวณหาจำนวนเงินได้พึงประเมินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี โดยให้นำเงินได้พึงประเมินที่จ่ายแต่ละคราวคูณด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย (ต่อปี) ดังนี้
               (ก) กรณีจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือนให้คูณด้วย 12
               (ข) กรณีจ่ายค่าจ้างเดือนละ 2 ครั้งให้คูณด้วย 24
               (ค) กรณีจ่ายค่าจ้างเป็นรายสัปดาห์ให้คูณด้วย 52
               การจ่ายเงินได้พึงประเมินให้แก่ผู้มีเงินได้ซึ่งเข้าทำงานระหว่างปี ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายแต่ละคราวในปีที่เข้าทำงานด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายจริงสำหรับปีนั้น เช่น เข้าทำงานวันที่ 1 เมษายน และกำหนดจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือน จำนวนคราวที่จะต้องจ่ายสำหรับปีที่เข้าทำงานจะเท่ากับ 9
         (2) ให้นำจำนวนเงินได้พึงประเมินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปีตาม (1) มาคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร กล่าวคือ นำมาหักค่าใช้จ่ายค่าลดหย่อน และคำนวณภาษีตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดาเป็นเงินภาษีทั้งสิ้น
               การคำนวณหักค่าลดหย่อน ให้คำนวณตามที่ผู้มีเงินได้ได้แจ้งไว้พร้อมกับแนบสำเนาหลักฐานแสดงสิทธิในค่าลดหย่อนตามแบบ ล.ย.01 (แบบแจ้งรายการเพื่อการหักลดหย่อน) ทั้งนี้ ให้คำนวณหักค่าลดหย่อนได้ตามที่ผู้มีเงินได้ได้แจ้งไว้ตั้งแต่ต้นปีที่เริ่มหักภาษี ณ ที่จ่าย ไม่ว่าจะจ่ายค่าลดหย่อนนั้นในเดือนใดของปีก็ตาม เว้นแต่ค่าลดหย่อนเงินบริจาคให้คำนวณหักได้เมื่อมีการจ่ายเงินบริจาคจริงเท่านั้น
               กรณีผู้มีเงินได้ได้แจ้งเปลี่ยนแปลงรายการค่าลดหย่อนระหว่างปี ให้คำนวณหักค่าลดหย่อนตามที่ผู้มีเงินได้ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้น
         (3) ให้นำจำนวนเงินภาษีทั้งสิ้นที่คำนวณได้ตาม (2) มาหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย (ต่อปี) ตาม (1) ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใด ให้หักเป็นเงินภาษี ณ ที่จ่าย ในแต่ละคราวที่จ่ายเงินนั้น
               ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวไม่ลงตัวเหลือเศษเท่าใด ให้เพิ่มเงินเท่าจำนวนที่เหลือเศษนั้นรวมเข้ากับเงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้น เพื่อให้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปีเท่ากับจำนวนภาษีที่ต้องเสียทั้งปี 
         (4) กรณีมีการเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินได้พึงประเมินที่จ่ายระหว่างปี ให้คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายใหม่ทุกคราว ตามวิธีการตาม (1) - (3)
         (5) กรณีมีการจ่ายเงินพิเศษเป็นครั้งคราวระหว่างปี เช่น ค่าล่วงเวลา เงินโบนัส ให้นำเงินพิเศษนั้นคูณด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย (ต่อปี) เพื่อหาจำนวนเงินพิเศษเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี และให้นำมารวมเข้ากับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามปกติที่คำนวณได้เสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี แล้วคำนวณภาษีใหม่ตามที่กล่าวตาม (2) เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้นำภาษีที่คำนวณจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามปกติทั้งปี (ก่อนจ่ายเงินพิเศษ) หักออกได้ผลลัพธ์เป็นเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินเพิ่มพิเศษซึ่งจ่ายเป็นครั้งคราวนั้น แล้วให้นำมารวมกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำหรับเงินที่จ่ายตามปกติในคราวนั้น ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นเงินภาษีที่ต้องหัก ณ ที่จ่ายทั้งสิ้นในคราวที่มีการจ่ายเงินพิเศษนั้น
         (6) กรณีมีการจ่ายเงินได้พึงประเมินที่ไม่สามารถคำนวณหาจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย (ต่อปี) ให้คำนวณภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายแต่ละคราวตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใด ให้หักเป็นเงินภาษีนำส่งไว้เท่านั้น หากคำนวณแล้วไม่มีเงินภาษีที่ต้องเสียก็ไม่ต้องหัก ในปีเดียวกันนี้ถ้ามีการจ่ายเงินได้พึงประเมินให้ผู้รับรายเดียวกันนี้อีก ให้นำเงินได้พึงประเมินที่จ่ายในครั้งแรกมารวมกับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายในครั้งที่สอง แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร เช่นเดียวกับการคำนวณครั้งแรก หากคำนวณแล้วไม่มีภาษีที่ต้องเสียก็ไม่ต้องหัก ถ้าได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้นำเงินภาษีที่หักและนำส่งไว้แล้ว (ถ้ามี) มาเครดิตออก เหลือเท่าใดจึงหักเป็นเงินภาษีและนำส่งไว้เท่านั้น ถ้ามีการจ่ายเงินได้พึงประเมินในครั้งที่สามและครั้งต่อ ๆ ไป ก็ให้คำนวณตามวิธีดังกล่าวนี้ทุกครั้งไป
         (7) กรณีนายจ้างออกเงินค่าภาษีแทนให้ลูกจ้างสำหรับเงินเดือนหรือค่าจ้าง ที่ลูกจ้างได้รับในปีใด โดยลูกจ้างไม่ต้องรับภาระในการเสียภาษีด้วยตนเองเลย ให้นำเงินค่าภาษีที่นายจ้างออกแทนให้ไปรวมกับเงินเดือนหรือค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับในปีนั้น แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร จนกว่าจะไม่มีเงินค่าภาษีที่นายจ้างต้องออกแทนให้อีก
         กรณีนายจ้างออกเงินค่าภาษีแทนให้ลูกจ้าง สำหรับเงินเดือนหรือค่าจ้างเป็นจำนวนที่แน่นอน เช่น เท่ากับจำนวนภาษีที่จะต้องชำระ ให้นำเงินค่าภาษีที่นายจ้างออกแทนให้ไปรวมกับเงินเดือนหรือค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับในปีนั้น แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร” 



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ 

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ