Case study

รายงานภาษีขายที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 0 ต่ำไป


เรื่อง รายงานภาษีขายที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 0 ต่ำไป
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 11/05/2025
ประเภทภาษี ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัทฯ เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามกฏหมายไทย ประกอบกิจการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ บริษัทออกอินวอยซ์และบันทึกบัญชี รับรู้รายได้ ตามวันที่ในใบขน Status 04 (BL date)

-  ในการจัดทำรายงานภาษีขายที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 0 (VAT0) ตามแบบภ.พ. 30 บริษัทฯใช้ยอดเงินตาม FOB และแปลงค่าเงินตราต่างประเทศเป็นเงินบาท โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนธนาคารแห่งประเทศไทยในวันที่ตามใบขน Status 02 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568

- ต่อมา บริษัทฯ พบว่า ได้จัดทำรายงานภาษีขาย VAT0 ของเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ขาดไป 1 รายการ  

บริษัทฯ ขอเรียนถามในประเด็นที่เกี่ยวข้องดังนี้ค่ะ 

1  .ใบขน status 02 ของเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ที่บริษัทฯ รายงานขาดไป 1 รายการ ในเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2568 บริษัทฯ ได้นำมายื่นรวมกับ รายงานภาษีขาย VAT 0 ของเดือนภาษีมีนาคม 2568 ได้หรือไม่ เนื่องจากบริษัทฯ เห็นว่าไม่กระทบภาษีขายที่ต้องชำระเพิ่มแต่อย่างใด 

2.  หากบริษัทฯดำเนินการตามข้อ 1 จะมีความผิดอย่างไร

3.  กรณีดังกล่าวข้างต้น ที่ถูกต้องบริษัทฯ จะต้องปรับปรุงแก้ไขอย่างไร

ขอบพระคุณค่ะ

คำตอบ

ตอบ  


จุดรับผิดทางภาษีมูลค่าเพิ่มของการส่งออก (การนำส่งภาษีขาย 0%)  ตามมาตรา 78 (4)(ก)  สำหรับสินค้าที่ไม่ต้องชำระอากรให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออก ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร   ดังนั้นวันที่ที่จะต้องระบุในรายงานภาษี คือวันที่ในใบขนสินค้า Status 0209 (ตามตัวอย่างด้านล่างที่เทสีชมพู)ไม่ใช่Status 0409  ที่

 


มาตรา 78ภายใต้บังคับมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการขายสินค้า ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
       

  (4) การขายสินค้าโดยส่งออกให้ความรับผิดเกิดขึ้นดังต่อไปนี้
 
                  (ก) การส่งออกนอกจากที่ระบุใน (ข) หรือ (ค) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาออก วางหลักประกันอากรขาออก หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาออก เว้นแต่ในกรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาออกหรือได้รับยกเว้นอากรขาออก แล้วแต่กรณี ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออกตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

 



ตอบ 1  : 

ถ้าตอบตามหลักกฏหมาย  การที่บริษัทนำ รายการที่ออกใบขนสินค้าเรียบร้อยแล้วในเดือน กุมภาพันธ์ (ใบขน status0209 ) นำมายื่นรวมกับ รายงานภาษีขาย VAT 0% ของเดือนภาษีมีนาคม 2568 (Status0409) ไม่ได้เนื่องจากไม่ถูกต้อง

ถ้าตอบตามหลักปฏิบัติ    การที่บริษัทได้นำไปยื่นผิดเดือนนั้น   เนื่องจากเจ้าหน้าที่สรรพากร จะได้ตัวเลข การส่งออกของบริษัทมาจาก กรมศุลกากร  ที่เป็นสถานะ 0409  คือวันที่ สินค้าได้โหลดลงเรือแล้ว   ดังนั้นอาจเป็นไปได้ว่าเจ้าหน้าที่ตรวจไม่พบความแตกต่าง หรือ ถึงพบความแตกต่าง ก็อาจจไม่ได้ประเมินอะไร เนื่องจากภาษีขาย VAT 0% ไม่กระทบยอดภาษี (ถ้าให้ยื่นปรับปรุงเพิ่มยอดในเดือนกุมภาพันธ์ ก็จะต้องปรับลดยอดของเดือนมีนาคม) 


ตอบ 2  :

ถ้าบริษัทดำเนินการตามข้อ 1  จะมีความผิด โทษปรับไม่เกิน 2 พัน บาท ตามมาตรา 90 (15) แห่งประมวลรัษฎากร   คือไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 87 แห่งประมวลรัษกร (บริษัทไม่ได้ลงรายการให้ลงภายในสามวันทำการ)

ตอบ 3  :  ให้ยื่นปรับปรุงเพิ่มยอดในเดือนกุมภาพันธ์  และปรับลดยอดของเดือนมีนาคม 



มาตรา 90บุคคลดังต่อไปนี้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติที่ระบุไว้ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท

   (15) ผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดทำรายงานโดยไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดตามมาตรา 87 หรือตามที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา 87/1


มาตรา 87ภายใต้บังคับมาตรา 87/1 และมาตรา 87/2 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่จัดทำรายงานเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มดังต่อไปนี้
             (1) รายงานภาษีขาย
             (2) รายงานภาษีซื้อ
             (3) รายงานสินค้าและวัตถุดิบเฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการขายสินค้า
             ( 
ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.45/2537 )
             ( 
ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.51/2537 )
 ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 82/16 ให้มีหน้าที่จัดทำรายงานมูลค่าของฐานภาษี และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ
 รายงานที่ต้องจัดทำตามวรรคหนึ่งและวรรคสองให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด และให้จัดทำเป็นรายสถานประกอบการ
 วิธีลงรายการในรายงานให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด และการลงรายการให้ลงภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาหรือจำหน่ายออกไปซึ่งสินค้าหรือบริการนั้น ทั้งนี้ เว้นแต่ในกรณีจำเป็น อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่นตามที่เห็นสมควรก็ได้




อ้างอิง


เรื่อง

จุดรับผิดในการออกใบกำกับภาษีและรับรู้รายได้ กรณีส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 21/06/2023 - วันที่ตอบ 25/06/2023

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 78 (4) แห่งประมวลรัษฎากร, คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 132/2548 ฯ

ปุจฉา

บริษัทฯ ส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ เงื่อนไขคือ Payment Credit Term 30 Day After B/L Date จุดในการออกใบกำกับภาษีขาย และรับรู้รายได้คือเมื่อใดคะINCOTERMs มีทั้ง FOB & CIF

วิสัชนา

1. ตามมาตรา 78 (4) แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการส่งออกดังนี้

    “มาตรา 78 ภายใต้บังคับมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการขายสินค้า ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

         (4) การขายสินค้าโดยส่งออก ให้ความรับผิดเกิดขึ้นดังต่อไปนี้

              (ก) การส่งออกนอกจากที่ระบุใน (ข) หรือ (ค) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาออก วางหลักประกันอากรขาออก หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาออก เว้นแต่ในกรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาออกหรือได้รับยกเว้นอากรขาออก แล้วแต่กรณี ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออก ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

              (ข) การส่งออกในกรณีที่นำสินค้าเข้าไปในเขตปลอดอากรตามมาตรา 77/1 (14)(ก) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่นำสินค้าในราชอาณาจักรเข้าไปในเขตดังกล่าว  

              (ค) การส่งออกซึ่งสินค้าที่อยู่ในคลังสินค้าทัณฑ์บนตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ให้ความรับผิดเกิดขึ้นพร้อมกับความรับผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร” 



 

2.ตามมาตรา 65 ทวิ (5) วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการบันทึกรับรู้ลูกหนี้การค้าสำหรับการส่งออก ในวันที่ส่งมอบสินค้า ซึ่งได้แก่วันที่ส่งมอบสินค้าตามเงื่อนไข INCOTERMs 

     “มาตรา 65 ทวิ มาตรา 65 ทวิ การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

         (5) เงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทย อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้

              (ก) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนอกจาก (ข) ให้เลือกใช้วิธีการคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและอัตราขายของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ หรือวิธีการคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา หรือทรัพย์สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้และคำนวณค่าหรือราคาของหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ขายซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ หรือวิธีการอื่นซึ่งสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามวิชาการบัญชีตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้ เมื่อใช้วิธีการใดในการคำนวณค่าหรือราคาดังกล่าวแล้ว ให้ใช้วิธีการนั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีจึงจะเปลี่ยนแปลงได้

              (ข) กรณีธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่นตามที่รัฐมนตรีกำหนด ให้ใช้วิธีการคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและอัตราขายของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้

              เงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศ ที่รับมาหรือจ่ายไปในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชี ให้ใช้วิธีการคำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทยตามราคาตลาดในวันที่รับมาหรือจ่ายไปนั้น”



 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

กรณีบริษัทฯ ส่งออกสินค้า ไปต่างประเทศ เงื่อนไข INCOTERMs มีทั้ง FOB & CIF เงื่อนไขการรับชำระหนี้ Payment Credit Term 30 Day After B/L Date เช่นนี้

1. กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม

    (1) เมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการส่งออกเกิดขึ้นตามเงื่อนไขตามมาตรา 78 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก่ วันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออก ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร หมายถึง วันที่ที่กรมศุลกากรได้รับใบขนสินค้าขาออกที่บริษัทฯ ได้ส่งให้ทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งได้แก่ Status 0209

    (2) ตามมาตรา 86/5 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 1 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 21) เรื่อง กำหนดรายการในใบกำกับภาษีของสินค้าหรือบริการบางกรณี ตามมาตรา 86/5(1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2534 อธิบดีกรมสรรพากรได้กำหนดให้ถือว่า “ใบกำกับสินค้า” เป็นใบกำกับภาษีสำหรับการส่งออกสินค้า ดังนี้

         “ข้อ 1 กำหนดให้ใบกำกับภาษีของการขายสินค้าหรือให้บริการโดยการส่งออกตามมาตรา 86/5(1)แห่งประมวลรัษฎากร มีรายการเช่นเดียวกันกับใบกำกับสินค้าซึ่งผู้ส่งออกได้ออกเป็นปกติตามประเพณีทางการค้าระหว่างประเทศ

    (3) ตามมาตรา 79/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าโดยการส่งออก ได้แก่ มูลค่าของสินค้าส่งออก โดยให้ใช้ราคา เอฟ.โอ.บี. ของสินค้าบวกด้วยภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) แห่งประมวลรัษฎากร และภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา แต่ทั้งนี้ไม่ให้รวมอากรขาออก

         ราคา เอฟ.โอ.บี. ได้แก่ ราคาสินค้า ณ ด่านศุลกากรส่งออกโดยไม่รวมค่าประกันภัยและค่าขนส่งจากด่านศุลกากรส่งออกไปต่างประเทศ

    (4) ให้บริษัทฯ บันทึกรายงานภาษีขายภายใน 3 วันทำการ นับแต่วันที่ความรับผิดในกาเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ตามมาตรา 87 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 89) ฯ ลงวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2542   



 

2. กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล

    ให้บริษัทฯ บันทึกรับรู้ลูกหนี้การค้าต่างประเทศเทศ ตามเงื่อนไข INCOTERMs ทั้งกรณีเงื่อนไข FOB และ CIF ณ วันที่สายการเดินเรือได้ออกหลักฐาน B/L ให้แก่บริษัทฯ โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 132/2548 ฯ ลงวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2548

    (1) อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของธนาคารพาณิชย์ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ที่ได้ประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน (อัตราซื้อ) หรือ

    (2) อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามอัตราอ้างอิงประจำวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน (อัตราซื้อถัวเฉลี่ย)



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"

หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ