กรณีตามข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการเฉลี่ยภาษีซื้อของบริษัทฯ ในฐานะผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีรายได้จากการประกอบกิจการทั้งที่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังต่อไปนี้ 1. รอบระยะเวลาบัญชีปีแรก (พ.ศ. 2563) ซึ่งต้องเป็นปีที่มีรายได้ทั้งสองประเภทไม่น้อยกว่า 6 เดือน โดยบริษัทฯ ได้ประมาณการรายได้ที่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 50% แต่รายได้ที่เกิดขึ้นจริง คือ 55% เช่นนี้ ภายในเดือนมกราคม พ.ศ. 2564 บริษัทฯ ต้องปรับปรุงการเฉลี่ยภาษีซื้อให้เป็นไปตามสัดส่วนของรายได้ที่เกิดขึ้นจริง พร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.พ.30.2 ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564
2. รอบระยะเวลาบัญชีปี 2564 (ปีที่ 2) ให้บริษัทฯ ใช้อัตราส่วนของรายได้ที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2563 คือ 55% ในการเฉลี่ยภาษีซื้อ ในขณะที่มีรายได้ที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เกิดขึ้นจริงเพียง 35% ก็ตาม ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงานทั้งทางภาษีอากร และเอกสาร ตลอดจนการบันทึกรายการทางบัญชี บริษัทฯ ควรเลือกไม่ปรับปรุงการเฉลี่ยภาษีซื้อเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีดังเช่นรอบระยะเวลาบัญชีปีแรกอีก และให้ถือปฏิบัติเป็นอย่างเดียวกันตลอด เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรให้เปลี่ยนแปลงได้
3. รอบระยะเวลาบัญชีปี 2565 (ปีที่ 3) ให้บริษัทฯ ใช้อัตราส่วนของรายได้ที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2564 คือ 35% ในการเฉลี่ยภาษีซื้อ ในขณะที่มีรายได้ที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เกิดขึ้นจริงเพียง 7% ก็ตาม โดยบริษัทฯ ไม่ปรับปรุงการเฉลี่ยภาษีซื้อเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี
4. รอบระยะเวลาบัญชีปี 2566 (ปีที่ 4) เนื่องจากในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2565 บริษัทฯ มีรายได้ที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเพียง 7% และมีรายได้ที่ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 93% ให้บริษัทฯ เลือกปฏิบัติได้ดังนี้ (1) ใช้อัตราส่วนของรายได้ที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2565 คือ 7% ในการเฉลี่ยภาษีซื้อ ของทั้งรอบระยะเวลาบัญชี เช่นเดียวกับรอบระยะเวลาบัญชีปีก่อน ๆ (2) เพื่ออำนวยความสะดวก ตามมาตรา 82/6 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 29) ฯ เนื่องจากบริษัทฯ มีรายได้ที่ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 93% บริษัทฯ จึงมีสิทธิเลือกไม่ต้องเฉลี่ยภาษีซื้อสำหรับสินค้าหรือบริการที่ได้มาหรือได้รับมาในการประกอบกิจการของตนไปใช้หรือจะใช้ในกิจการทั้งสองประเภท ของทั้งรอบระยะเวลาบัญชีปี 2566 เมื่อบริษัทฯ ได้เลือกปฏิบัติตามวิธีตาม (1) หรือ (2) อย่างในอย่างหนึ่งแล้ว ก็ให้ถือปฏิบัติตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรให้เปลี่ยนแปลงได้ กล่าวคือ กรณีที่ 1 หากบริษัทเลือกปฏิบัติตามวิธีตาม (1) ก็ให้บริษัทฯ ถือปฏิบัติเช่นนั้นไปตลอด จะกลับมาใช้วิธีตาม (2) ไม่ได้อีกตลอดไปทุกรอบระยะเวลาบัญชี กรณีที่ 2 หากบริษัทฯ เลือกปฏิบัติตามวิธีตาม (2) โดยเลือกไม่เฉลี่ยภาษีซื้อ โดยไม่น่าภาษีซื้อทั้งจ่านวนไปทักออกจากภาษีขายแต่ให้นำไปรวมคำนวณเป็นมูลค่าต้นทุนทรัพย์สินหรือรายจ่ายของกิจการ เช่นนี้ ก็ให้บริษัทฯ ต้องถือปฏิบัติในลักษณะเช่นนี้ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่บริษัทฯ มีรายได้จากการประกอบกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มไม่น้อยกว่า 90% หรือมีรายได้ที่ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มไม่น้อยกว่า 90% แล้วแต่กรณี ไปตลอด ไม่สามารถหันกลับไปเลือกปฏิบัติตามกรณีที่ 1 ได้อีก เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรให้เปลี่ยนแปลงได้
5. สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2567 และรอบระยะเวลาบัญชีปีถัด ๆ ไป (1) กรณีที่หากบริษัทฯ ได้เลือกปฏิบัติตามข้อ 4 (1) โดยเฉลี่ยภาษีซื้อตามสัดส่วนของรายได้ของรอบระยะเวลาบัญชีปีก่อน นั่นหมายความว่า บริษัทฯ จะเสียสิทธิการเลือกปฏิบัติตามฺวิธีในข้อ 4 (2) ไปตลอด แม้ในรอบระยเวลาบัญชีใด บริษัทฯ จะมีรายได้ทั้งอยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และหรือ ที่ไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่น้อยกว่า 90% ก็ตาม บริษัทฯ ก็ยังคงต้องเฉลี่ยภาษีซื้อตามสัดส่วนของรายได้ของรอบระยะเวลาบัญชีปีก่อนไปจนตลอดอายุการดำเนินกิจการของบริษัทฯ (2) กรณีที่บริษัทฯ ได้เลือกใช้สิทธิไม่เฉลี่ยภาษีซื้อสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2566 หากในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2567 และรอบระยะเวลาบัญชีปีถัด ๆ ไป บริษัทฯ เกิดมีรายได้ทั้งอยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และหรือ ที่ไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่น้อยกว่า 90% เช่นนี้ บริษัทฯ ก็ยังคงได้สิทธิไม่ต้องเฉลี่ยภาษีซื้อสำหรับปีนั้น ๆ ไปจนตลอดอายุการดำเนินกิจการของบริษัทฯ ถ้ากรณีในรอบรยะเวลาบัญชีปี 2566 (ปีที่ 4) บริษัทฯ ได้เลือกปฏิบัติตามข้อ 4 (2) โดยเลือกไม่เฉลี่ยภาษีซื้อ นำภาษีซื้อที่ไม่สามารถแยกได้ว่าเป็นของกิจการใด ไปรวมคำนวณเป็นมูลค่าต้นทุนทรัพย์สินหรือรายจ่ายของกิจการ ไม่มีผลทำให้รอบระยะเวลาบัญชี 2567 (ปีที่ 5) และปีถัด ๆ ไป ไม่สามารถเฉลี่ยภาษีซื้อด้วย แต่อย่างใด
6. กรณีบันทึกค่าโทรศัพท์ของเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2564 (ปีที่ 2) แต่มาชำระเงินเดือน มกราคม 2565 นั้น ให้เฉลี่ยภาษีซื้อโดยใช้ฐานรายได้จริงปี พ.ศ. 2564 (เป็นฐานเฉลี่ยภาษีซื้อปี พ.ศ. 2565) เนื่องเพราะภาษีซื้อค่าโทรศัพท์ Tax point เกิดเดือน มกราคม พ.ศ. 2565
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |