Case study

กลับรายการค่าใช้จ่ายเงินเดือนพนักงานและค่าใช้จ่ายค้างจ่ายที่ได้ write-off ไปในปี 2567 และจ่ายเงินจริงในปี 2569


เรื่อง กลับรายการค่าใช้จ่ายเงินเดือนพนักงานและค่าใช้จ่ายค้างจ่ายที่ได้ write-off ไปในปี 2567 และจ่ายเงินจริงในปี 2569
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 03/04/2026
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ข้อกฎหมาย
คำถาม

1.ข้อเท็จริง

1.1 ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2567 (ปี 2024) บริษัทฯ ได้บันทึกค่าใช้จ่ายเงินเดือนของผู้บริหาร (นาย A) และดำเนินการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย รวมถึงนำส่งภาษีต่อกรมสรรพากรครบถ้วน โดยสามารถตรวจสอบได้จากแบบ ภ.ง.ด.1ก

1.2 อย่างไรก็ตาม ในปีดังกล่าว บริษัทฯ มิได้มีการจ่ายเงินเดือนให้แก่ผู้บริหารจริง ส่งผลให้ในภายหลังมีการกลับรายการบัญชีค่าใช้จ่ายเงินเดือนและค่าใช้จ่ายค้างจ่าย (accrued expenses) ออกจากบัญชี

1.3 ต่อมาในปี 2569 (ปี 2026) นักบัญชีใหม่ (นักบัญชี B) เข้าดำเนินการตรวจสอบบัญชี และพบว่า ผู้บริหารดังกล่าวได้ปฏิบัติงานให้แก่บริษัทจริง และยังคงมีสิทธิได้รับเงินเดือนดังกล่าว

1.4 บริษัทฯ จึงมีความประสงค์จะบันทึกกลับรายการค่าใช้จ่ายค้างจ่ายที่ได้มีการ write-off ไปในปี 2567 และดำเนินการจ่ายเงินเดือนให้แก่ผู้บริหารในปี 2569

2.ประเด็นข้อหารือ

2.1 ในกรณีที่บริษัทฯ บันทึกกลับรายการค่าใช้จ่ายเงินเดือนและค่าใช้จ่ายค้างจ่ายที่ได้ write-off ไปในปี 2567 และจ่ายเงินจริงในปี 2569 ค่าใช้จ่ายดังกล่าวสามารถถือเป็นรายจ่ายเพื่อคำนวณกำไรสุทธิทางภาษีเงินได้นิติบุคคลในปี 2569 ได้หรือไม่

2.2 เงินได้จากการจ่ายเงินเดือนดังกล่าวในปี 2569 ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของผู้บริหารในปีภาษี 2569 หรือยังคงถือเป็นเงินได้ของปี 2567 ซึ่งเป็นปีที่มีการบันทึกบัญชีและนำส่งภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไปแล้ว

2.3 บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากการจ่ายเงินเดือนในปี 2569 อีกครั้งหรือไม่ หรือสามารถถือว่าการหักและนำส่งภาษีในปี 2567 เป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องแล้ว

2.4 ในกรณีที่ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายซ้ำ บริษัทฯ สามารถดำเนินการปรับปรุงหรืออ้างอิงภาษีที่ได้นำส่งไว้ในปี 2567 เพื่อให้สอดคล้องกับการจ่ายเงินจริงในปี 2569 ได้หรือไม่ และต้องดำเนินการในรูปแบบใด

คำตอบ

ประเด็นการบันทึกบัญชีและการจ่ายเงินเดือนย้อนหลังตามข้อเท็จจริงที่ให้มา มีความซับซ้อนในแง่ของ "เกณฑ์สิทธิ" (Accrual Basis) ของบริษัท และ "เกณฑ์เงินสด" (Cash Basis) ของบุคคลธรรมดา ซึ่งมีแนวทางพิจารณาตามหลักกฎหมายภาษีอากรดังนี้

1. รายจ่ายเพื่อคำนวณกำไรสุทธิทางภาษีในปี 2569


ในกรณีที่บริษัทฯ บันทึกกลับรายการค่าใช้จ่ายเงินเดือนและค่าใช้จ่ายค้างจ่ายที่ได้ write-off ไปในปี 2567 และจ่ายเงินจริงในปี 2569 ค่าใช้จ่ายดังกล่าวสามารถถือเป็นรายจ่ายเพื่อคำนวณกำไรสุทธิทางภาษีเงินได้นิติบุคคลในปี 2569 ได้หรือไม่

คำตอบ 
ไม่ได้ ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร การคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องใช้ "เกณฑ์สิทธิ" หลักการ: รายจ่ายที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้จะยังไม่มีการชำระเงิน ก็ให้ถือเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น

  • ผลกระทบ: ค่าใช้จ่ายเงินเดือนปี 2567 เป็นภาระผูกพันที่เกิดขึ้นในปี 2567 ดังนั้น จึงเป็นรายจ่ายที่ถูกต้องของปี 2567 เท่านั้น เมื่อมีการกลับรายการ (Write-off) ออกไป และจะนำกลับมาบันทึกเป็นรายจ่ายใหม่ในปี 2569 จะไม่สามารถใช้เป็นรายจ่ายทางภาษีของปี 2569 ได้ เพราะไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการประกอบกิจการในปี 2569

ข้อแนะนำ: หากบริษัทต้องการใช้รายจ่ายนี้ บริษัทต้องทำการ "ปรับปรุงงบการเงินย้อนหลัง" (หากมีนัยสำคัญตามมาตรฐานบัญชี) และยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 เพิ่มเติมของปี 2567 เพื่อปรับปรุงกำไรสุทธิให้ถูกต้อง

2. ปีภาษีของเงินได้สำหรับผู้บริหาร


เงินได้จากการจ่ายเงินเดือนดังกล่าวในปี 2569 ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของผู้บริหารในปีภาษี 2569 หรือยังคงถือเป็นเงินได้ของปี 2567 ซึ่งเป็นปีที่มีการบันทึกบัญชีและนำส่งภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไปแล้ว

คำตอบ

ในทางภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ถือเป็นเงินได้ของ ปี 2569  สำหรับบุคคลธรรมดา
 ซึ่งตามนิยามศัพท์คำว่า “เงินได้พึงประเมิน” ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับเงินเดือนค่าจ้าง ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร นั้น ท่านให้ยึดถือตามวันที่ที่บริษัทฯ ได้จ่ายเงินได้จริง ใช้ 
"เกณฑ์เงินสด"

  • แม้บริษัทจะบันทึกบัญชีค้างจ่ายไว้ตั้งแต่ปี 2567 แต่ตราบใดที่ผู้บริหารยังไม่ได้รับเงิน (หรือมีอำนาจเหนือเงินนั้น เช่น การโอนเข้าบัญชี) ภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดายังไม่เกิด
  • ดังนั้น เมื่อมีการจ่ายเงินจริงในปี 2569 ผู้บริหาร (นาย A) ต้องนำเงินเดือนจำนวนนี้ไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในแบบ ภ.ง.ด.90/91 ของ ปีภาษี 2569

หรือว่าในปี 2567 ผู้บริหาร (นาย A) ได้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในแบบ ภ.ง.ด.90/91 ไปแล้วในปี 2567 แล้ว หรือว่ายังไม่ได้นำส่งคะ อาจจะมีผลต่อการแก้ปัญหาต่อไปคะ

  • หากนำส่งภาษีทั้งภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.90/91 ไปแล้วในปี 2567 เสมือนว่าบริษัทได้จ่ายเงินเดือนให้แล้ว ในกรณีเช่นนี้ ทางบริษัทฯ ต้องบันทึกพนักงานเป็นเจ้าหนี้เงินให้กู้ยืม เพราะตามหลักฐานของทางราชการถือว่า บริษัทฯ ได้จ่ายเงินเดือนให้แก่พนักงานแล้ว หากเป็นกรณีนี้ก็ให้ปรับยื่นปรุงแบบ ภ.ง.ด.50 เพิ่มเติมของปี 2567 เพื่อปรับปรุงกำไรสุทธิให้ถูกต้อง (ให้รับรู้รายจ่ายเงินเดือน คู่กับเจ้าหนี้เงินให้กู้ยืม ในปี 2567)

3. หน้าที่การหักภาษี ณ ที่จ่าย (WHT)


บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากการจ่ายเงินเดือนในปี 2569 อีกครั้งหรือไม่ หรือสามารถถือว่าการหักและนำส่งภาษีในปี 2567 เป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องแล้ว

คำตอบ 
บริษัท มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งอีกครั้ง ในปี 2569 เมื่อมีการจ่ายเงิน 

  • ตามมาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากร หน้าที่การหักภาษี ณ ที่จ่าย เกิดขึ้น "เมื่อจ่ายเงิน" * การที่บริษัทนำส่งภาษีไว้ในปี 2567 ทั้งที่ยังไม่มีการจ่ายเงินจริง ถือเป็นการนำส่งภาษีโดยไม่มีหน้าที่ตามกฎหมาย (หรือนำส่งไว้เกิน) ก็ให้ยื่นคำร้อง ค.10 เพื่อขอคืนได้ ภายใน 3 ปีนับแต่วันพ้นกำหนด เวลายื่นแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด.1 แต่อาจต้องถูกเรียกตรวจสอบเหตุผลความจำเป็นในการยื่นแบบผิดพลาดไป และเป็นอำนาจเจ้าพนักงานประเมินที่จะสอดส่องความถูกต้องของการเสียภาษีอากรทุกประเภทย้อนหลังได้ด้วย

4. การจัดการภาษีที่นำส่งไว้เกินในปี 2567


ในกรณีที่ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายซ้ำ บริษัทฯ สามารถดำเนินการปรับปรุงหรืออ้างอิงภาษีที่ได้นำส่งไว้ในปี 2567 เพื่อให้สอดคล้องกับการจ่ายเงินจริงในปี 2569 ได้หรือไม่ และต้องดำเนินการในรูปแบบใด


คำตอบ ในกรณีนี้ไม่สามารถนำภาษีที่นำส่งไว้ในปี 2567 มาอ้างอิงเพื่อละเว้นการหักภาษีในปี 2569 ได้โดยตรง เนื่องจากเป็นภาษีคนละปีภาษีและคนละธุรกรรม (ในทางภาษี) สิ่งที่บริษัทควรดำเนินการมีดังนี้ :

  1. ขอคืนเงินภาษี (สำหรับปี 2567) : บริษัทควรยื่นคำร้องขอคืนภาษีที่นำส่งไว้เกิน (ค.10) ของปี 2567 ภายใน 3 ปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลาพ้นไป โดยอ้างเหตุผลว่ามีการบันทึกรายการผิดพลาดและไม่ได้มีการจ่ายเงินจริง
  2. ดำเนินการหักและนำส่งใหม่ (สำหรับปี 2569) : เมื่อมีการจ่ายเงินในปี 2569 ให้หักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้า และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.1 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไปตามปกติ
  3. การออกหนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) : ออกให้นาย A โดยระบุวันที่จ่ายจริงในปี 2569 เพื่อให้นาย A ใช้เป็นหลักฐานในการยื่นภาษีภ.ง.ด.90/91 ปี 2569

ข้อควรระวัง

การที่บริษัทเคยแจ้งในแบบ ภ.ง.ด.1ก ของปี 2567 ว่ามีการจ่ายเงินไปแล้ว แต่ในงบการเงินมีการกลับรายการ (Write-off) อาจเป็นประเด็นที่สรรพากรให้ความสนใจหากมีการตรวจแนะนำ (Tax Audit) เนื่องจากข้อมูลในแบบแสดงรายการภาษีกับงบการเงินและภ.ง.ด.50 ไม่สอดคล้องกัน 

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

มาตรา 39 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
            
 "เงินได้พึงประเมิน"หมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา 40 และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ ด้วย

มาตรา 40  เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด
             (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน

(2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว

มาตรา 50 ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามวิธีดังต่อไปนี้
             (1) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปีแล้ว คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น
             ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายตามความในวรรคก่อนไม่ลงตัวเหลือเศษเท่าใด ให้เพิ่มเงินเท่าจำนวนที่เหลือเศษนั้นรวมเข้ากับเงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้น เพื่อให้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปีเท่าจำนวนภาษีที่จะต้องเสียทั้งปี
             ( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502 ใช้บังคับ 5 พ.ย. 2502 เป็นต้นไป )

มาตรา 56  ให้บุคคลทุกคน เว้นแต่ผู้เยาว์ หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วพร้อมทั้งข้อความอื่น ๆ ภายในเดือนมีนาคม ทุก ๆ ปี ตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อเจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งถ้าบุคคลนั้น
          (1) ไม่มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน 60,000 บาท
          (2) ไม่มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเฉพาะตามมาตรา 40 (1) ประเภทเดียวเกิน 120,000 บาท
          (3) มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน 120,000 บาท หรือ
          (4) มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเฉพาะตามมาตรา 40 (1) ประเภทเดียวเกิน 220,000 บาท  
          ( พระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 44) พ.ศ. 2560)
          ในกรณีห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินจำนวนตาม (1) ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นที่ได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วภายในกำหนดเวลาและตามแบบเช่นเดียวกับวรรคก่อน การเสียภาษีในกรณีเช่นนี้ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการรับผิดเสียภาษีในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นจากยอดเงินได้พึงประเมินทั้งสิ้นเสมือนเป็นบุคคลธรรมดาคนเดียวไม่มีการแบ่งแยก ทั้งนี้ ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลแต่ละคนไม่จำต้องยื่นรายการเงินได้สำหรับจำนวนเงินได้พึงประเมินดังกล่าวเพื่อเสียภาษีอีก แต่ถ้าห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นมีภาษีค้างชำระ ให้ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลทุกคนร่วมรับผิดในเงินภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย


มาตรา 65  เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือกำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี และรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวให้มีกำหนดสิบสองเดือน เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้จะน้อยกว่าสิบสองเดือนก็ได้ คือ
             (ก) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเริ่มตั้งใหม่จะถือวันเริ่มตั้งถึงวันหนึ่งวันใดเป็นรอบระยะเวลาบัญชีแรกก็ได้
             (ข) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอาจยื่นคำร้องต่ออธิบดีขอเปลี่ยนวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ในกรณีเช่นว่านี้ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาต สุดแต่จะเห็นสมควร คำสั่งเช่นว่านั้นต้องแจ้งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้ยื่นคำร้องทราบภายในเวลาอันสมควร และในกรณีที่อธิบดีสั่งอนุญาต ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นถือปฏิบัติตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่อธิบดีกำหนด
             การคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคหนึ่งให้ใช้เกณฑ์สิทธิ โดยให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และให้นำรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้นแม้จะยังมิได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น
             ในกรณีจำเป็น ผู้มีเงินได้จะขออนุมัติต่ออธิบดีเพื่อเปลี่ยนแปลงเกณฑ์สิทธิ และวิธีการทางบัญชีเพื่อคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคสองก็ได้ และเมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีแล้ว ให้ถือปฏิบัติตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่อธิบดีกำหนดเป็นต้นไป
             ( พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2527 ใช้บังคับ 1 ม.ค. 2528 เป็นต้นไป )


อ้างอิงคำตอบ

เรื่อง

การยื่นแบบภงด.1 กรณีจ่ายเงินเดือนทุกวันที่ 5 ของเดือนถัดไป

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 05/12/2022 - วันที่ตอบ 15/12/2022

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

ข้อกฎหมาย

มาตรา 39, มาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

บริษัทฯ มีนโยบายจ่ายเงินเดือนทุกวันที่ 5 ของเดือนถัดไป เช่น เงินเดือนของเดือนพฤศจิกายน จ่ายในวันที่ 5 ธันวาคม

คำถามที่จะรบกวนขอคำแนะนำจากอาจารย์ มีดังนี้ค่ะ

     1.ทางภาษี – ทางบริษัทฯ ได้ยื่นภาษี ภ.ง.ด.1 ในวันที่ 30/11/2565 โดยยึดตามวันที่คำนวนเงินเดือน ไม่ใช่วันที่จ่ายจริง (ซึ่งดำเนินการแบบนี้มานานมากกว่า 5 ปี แล้วค่ะ)คือ ถูกต้องหรือไม่คะ หากต้องการแก้ไขต้องทำอย่างไร หรือว่าสามารถทำวิธีนี้ได้คะ

     2. ทางบัญชี – ทุกๆ สิ้นเดือนก็จะบันทึกบัญชี ตั้งเงินเดือนค้างไว้ และล้างออก ณ วันที่จ่ายเงินจริงในเดือนถัดไปค่ะ

วิสัชนา

กรณีตามข้อเท็จจริง

1. ทางภาษี – ทางบริษัทฯ ได้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 สำหรับเงินการจ่ายเงินเดือนสำหรับเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2565 ในวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 โดยยึดตามวันที่คำนวนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินเดือน

    ซึ่งตามนิยามศัพท์คำว่า “เงินได้พึงประเมิน” ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับเงินเดือนค่าจ้าง ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร นั้น ท่านให้ยึดถือตามวันที่ที่บริษัทฯ ได้จ่ายเงินได้จริง (ซึ่งแม้จะได้ดำเนินการแบบนี้มานานมากกว่า 5 ปี แล้ว) ก็หาทำใหการปฏิบัติดังกล่าวถูกต้องตามกฎหมายได้ไม่

    เช่นนี้ นับแต่ปีแรก บริษัทฯ ได้นำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายล่วงหน้าก่อนวันที่จ่ายเงินได้จริง มาโดยตลอด เช่น แบบ ภ.ง.ด.1 ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 สำหรับเงินเดือนค่าจ้างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2565 ต้องเป็นแบบ ภ.ง.ด.1 สำหรับการจ่ายเงินเดือนค่าจ้างสำหรับเดือนธันวาคม พ.ศ. 2565 และไล่ย้อนกลับไปจนถึงเดือนแรกของการเริ่มดำเนินงาน

    หากต้องการแก้ไขให้ถูกต้อง โดยบริษัทฯ ยังคงนโยบายการจ่ายเงินเดือนให้แก่พนักงานเหมือนเดิม คือ จ่ายทุกวันที่ 5 ของเดือนถัดไป บริษัทฯ ต้องเข้าไปติดต่อเจ้าพนักงานสรรพากร เพื่อทำการปรับปรุงแบบ ภ.ง.ด.1 ให้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง และสำหรับเดือนธันวาคม พ.ศ. 2565 ให้เริ่มกรอกข้อมูลที่ถูกต้องลงไป ในแบบ ภ.ง.ด.1 โดยยังคงนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และนำส่งเช่นเดิมต่อไป

    หรือจะเลื่อนการนำส่งไปเป็นต้นเดือน มกราคม พ.ศ. 2566 ให้ถูกต้องตามกฎหมายและสอดคล้องกับแนวปฏิบัติทั่วไป ก็ได้


2. ทางบัญชี – ทุกๆ สิ้นเดือนก็จะบันทึกบัญชี ตั้งเงินเดือนค้างไว้ และล้างออก ณ วันที่จ่ายเงินจริงในเดือนถัดไป ถือว่าปฏิบัติถูกต้องแล้ว


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


เรื่อง

รับคืนสินค้าที่ซื้อไปนานมากแล้ว / บริษัทฯ ค้างจ่ายเงินเดือนพนักงาน แต่ได้นำส่งภ.ง.ด.1 และประกันสังคมทุกเดือน

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 30/08/2024 - วันที่ตอบ 10/09/2024

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 50 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

1. บริษัท A ติดค้างค่าสินค้ามาเป็นเวลาเนิ่นนานมากและจ่ายค่าสินค้าบ้าง แต่ไม่ได้จ่ายสม่ำเสมอจนทำให้เกิดหนี้ระหว่างกันเป็นเป็นมูลค่าที่สูงมาก ทั้งนี้ กรรมการบริษัท A มีความต้องการคืนสินค้าเพื่อเป็นการลดยอดหนี้คงค้างระหว่างกันให้มากที่สุด แต่มูลหนี้ที่ติดค้างนั้นเริ่มปี 2559 เป็นต้นมา และสิ้นสุดการซื้อขายปี 2563 แต่เนื่องจากสินค้าเป็นสินค้าเฉพาะค่ะ เป็นสินค้าเกี่ยวกับงานเฉพาะด้าน แต่ได้ชี้แจงให้ทางกรรมการบริษัท A ได้รับทราบแล้วค่ะว่าไม่สามารถทำได้ เพราะสินค้าได้จำหน่ายไปเนิ่นนานแล้ว อยากสอบถามและขอคำแนะนำรวมถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วยค่ะว่าทางบริษัทฯ สามารถรับคืนสินค้าจากบริษัท A ได้หรือไม่ค่ะเพื่อจะนำไปชี้แจงให้กับกรรมการบริษัท A ได้รับทราบค่ะ


2. ขอสอบถามและขอชี้แนะแนวทางจากอาจารย์ค่ะ

    เนื่องจากทางบริษัทฯ ค้างจ่ายเงินเดือนเป็นระยะเวลานานพอสมควรค่ะ แต่ทางบริษัทฯ ได้นำส่ง ภ.ง.ด.1 และประกันสังคมทุกเดือน

    (1) ในกรณีเช่นนี้ทางบริษัทฯ บันทึกเป็นค้างจ่ายหรือไม่ค่ะ

    (2) และต้องนำส่ง ภ.ง.ด.1ก ตามปกติหรือไม่ค่ะ

    (3) ทางบริษัทจะต้องออก 50 ทวิ หรือไม่ค่ะ

    (4) ในส่วนพนักงานถ้าได้รับ 50 ทวิ (ยอดเงินเดือน ภาษี และประกันสังคม)พนักงานสามารถยื่นแบบเสียภาษี 90/91 ได้ตามปกติหรือไม่ค่ะ

วิสัชนา

1. กรณีตามข้อเท็จจริง เป็นกรณีที่ทั้งสองฝ่ายต้องตกลงกันตามประเพณีทางธุรกิจการค้า หากตกลงกันไม่ได้ ก็ต้องพึ่งอำนาจศาลต่อไปครับ

2. บริษัทฯ ค้างจ่ายเงินเดือนเป็นระยะเวลานานพอสมควรค่ะ แต่ทางบริษัทฯ ได้นำส่ง ภ.ง.ด.1 และประกันสังคม ทุกเดือน

    (1) ในกรณีเช่นนี้ ทางบริษัทฯ ต้องบันทึกพนักงานเป็นเจ้าหนี้เงินให้กู้ยืม ไม่ใช่เงินเดือนค้างจ่าย เพราะตามหลักฐานของทางราชการถือว่า บริษัทฯ ได้จ่ายเงินเดือนให้แก่พนักงานแล้ว

    (2) บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องนำส่ง ภ.ง.ด.1ก ตามปกติ เพราะถือว่าได้จ่ายเงินเดือนให้แก่พนักงานแล้ว

    (3) บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่พนักงาน

    (4) ในส่วนพนักงาน ถ้าได้รับหนังสือรับรองการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร (ยอดเงินเดือน ภาษีและประกันสังคม) ทางพนักงานสามารถยื่นแบบเสียภาษี 90/91 ได้ตามปกติ



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ