ประเด็นการบันทึกบัญชีและการจ่ายเงินเดือนย้อนหลังตามข้อเท็จจริงที่ให้มา มีความซับซ้อนในแง่ของ "เกณฑ์สิทธิ" (Accrual Basis) ของบริษัท และ "เกณฑ์เงินสด" (Cash Basis) ของบุคคลธรรมดา ซึ่งมีแนวทางพิจารณาตามหลักกฎหมายภาษีอากรดังนี้ 1. รายจ่ายเพื่อคำนวณกำไรสุทธิทางภาษีในปี 2569 ในกรณีที่บริษัทฯ บันทึกกลับรายการค่าใช้จ่ายเงินเดือนและค่าใช้จ่ายค้างจ่ายที่ได้ write-off ไปในปี 2567 และจ่ายเงินจริงในปี 2569 ค่าใช้จ่ายดังกล่าวสามารถถือเป็นรายจ่ายเพื่อคำนวณกำไรสุทธิทางภาษีเงินได้นิติบุคคลในปี 2569 ได้หรือไม่
คำตอบ ไม่ได้ ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร การคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องใช้ "เกณฑ์สิทธิ" หลักการ: รายจ่ายที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้จะยังไม่มีการชำระเงิน ก็ให้ถือเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น - ผลกระทบ: ค่าใช้จ่ายเงินเดือนปี 2567 เป็นภาระผูกพันที่เกิดขึ้นในปี 2567 ดังนั้น จึงเป็นรายจ่ายที่ถูกต้องของปี 2567 เท่านั้น เมื่อมีการกลับรายการ (Write-off) ออกไป และจะนำกลับมาบันทึกเป็นรายจ่ายใหม่ในปี 2569 จะไม่สามารถใช้เป็นรายจ่ายทางภาษีของปี 2569 ได้ เพราะไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการประกอบกิจการในปี 2569
ข้อแนะนำ: หากบริษัทต้องการใช้รายจ่ายนี้ บริษัทต้องทำการ "ปรับปรุงงบการเงินย้อนหลัง" (หากมีนัยสำคัญตามมาตรฐานบัญชี) และยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 เพิ่มเติมของปี 2567 เพื่อปรับปรุงกำไรสุทธิให้ถูกต้อง 2. ปีภาษีของเงินได้สำหรับผู้บริหาร เงินได้จากการจ่ายเงินเดือนดังกล่าวในปี 2569 ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของผู้บริหารในปีภาษี 2569 หรือยังคงถือเป็นเงินได้ของปี 2567 ซึ่งเป็นปีที่มีการบันทึกบัญชีและนำส่งภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไปแล้ว
คำตอบ ในทางภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ถือเป็นเงินได้ของ ปี 2569 สำหรับบุคคลธรรมดา ซึ่งตามนิยามศัพท์คำว่า “เงินได้พึงประเมิน” ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับเงินเดือนค่าจ้าง ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร นั้น ท่านให้ยึดถือตามวันที่ที่บริษัทฯ ได้จ่ายเงินได้จริง ใช้ "เกณฑ์เงินสด" - แม้บริษัทจะบันทึกบัญชีค้างจ่ายไว้ตั้งแต่ปี 2567 แต่ตราบใดที่ผู้บริหารยังไม่ได้รับเงิน (หรือมีอำนาจเหนือเงินนั้น เช่น การโอนเข้าบัญชี) ภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดายังไม่เกิด
- ดังนั้น เมื่อมีการจ่ายเงินจริงในปี 2569 ผู้บริหาร (นาย A) ต้องนำเงินเดือนจำนวนนี้ไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในแบบ ภ.ง.ด.90/91 ของ ปีภาษี 2569
หรือว่าในปี 2567 ผู้บริหาร (นาย A) ได้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในแบบ ภ.ง.ด.90/91 ไปแล้วในปี 2567 แล้ว หรือว่ายังไม่ได้นำส่งคะ อาจจะมีผลต่อการแก้ปัญหาต่อไปคะ - หากนำส่งภาษีทั้งภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.90/91 ไปแล้วในปี 2567 เสมือนว่าบริษัทได้จ่ายเงินเดือนให้แล้ว ในกรณีเช่นนี้ ทางบริษัทฯ ต้องบันทึกพนักงานเป็นเจ้าหนี้เงินให้กู้ยืม เพราะตามหลักฐานของทางราชการถือว่า บริษัทฯ ได้จ่ายเงินเดือนให้แก่พนักงานแล้ว หากเป็นกรณีนี้ก็ให้ปรับยื่นปรุงแบบ ภ.ง.ด.50 เพิ่มเติมของปี 2567 เพื่อปรับปรุงกำไรสุทธิให้ถูกต้อง (ให้รับรู้รายจ่ายเงินเดือน คู่กับเจ้าหนี้เงินให้กู้ยืม ในปี 2567)
3. หน้าที่การหักภาษี ณ ที่จ่าย (WHT) บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากการจ่ายเงินเดือนในปี 2569 อีกครั้งหรือไม่ หรือสามารถถือว่าการหักและนำส่งภาษีในปี 2567 เป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องแล้ว
คำตอบ บริษัท มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งอีกครั้ง ในปี 2569 เมื่อมีการจ่ายเงิน - ตามมาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากร หน้าที่การหักภาษี ณ ที่จ่าย เกิดขึ้น "เมื่อจ่ายเงิน" * การที่บริษัทนำส่งภาษีไว้ในปี 2567 ทั้งที่ยังไม่มีการจ่ายเงินจริง ถือเป็นการนำส่งภาษีโดยไม่มีหน้าที่ตามกฎหมาย (หรือนำส่งไว้เกิน) ก็ให้ยื่นคำร้อง ค.10 เพื่อขอคืนได้ ภายใน 3 ปีนับแต่วันพ้นกำหนด เวลายื่นแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด.1 แต่อาจต้องถูกเรียกตรวจสอบเหตุผลความจำเป็นในการยื่นแบบผิดพลาดไป และเป็นอำนาจเจ้าพนักงานประเมินที่จะสอดส่องความถูกต้องของการเสียภาษีอากรทุกประเภทย้อนหลังได้ด้วย
4. การจัดการภาษีที่นำส่งไว้เกินในปี 2567 ในกรณีที่ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายซ้ำ บริษัทฯ สามารถดำเนินการปรับปรุงหรืออ้างอิงภาษีที่ได้นำส่งไว้ในปี 2567 เพื่อให้สอดคล้องกับการจ่ายเงินจริงในปี 2569 ได้หรือไม่ และต้องดำเนินการในรูปแบบใด
คำตอบ ในกรณีนี้ไม่สามารถนำภาษีที่นำส่งไว้ในปี 2567 มาอ้างอิงเพื่อละเว้นการหักภาษีในปี 2569 ได้โดยตรง เนื่องจากเป็นภาษีคนละปีภาษีและคนละธุรกรรม (ในทางภาษี) สิ่งที่บริษัทควรดำเนินการมีดังนี้ :
- ขอคืนเงินภาษี (สำหรับปี 2567) : บริษัทควรยื่นคำร้องขอคืนภาษีที่นำส่งไว้เกิน (ค.10) ของปี 2567 ภายใน 3 ปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลาพ้นไป โดยอ้างเหตุผลว่ามีการบันทึกรายการผิดพลาดและไม่ได้มีการจ่ายเงินจริง
- ดำเนินการหักและนำส่งใหม่ (สำหรับปี 2569) : เมื่อมีการจ่ายเงินในปี 2569 ให้หักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้า และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.1 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไปตามปกติ
- การออกหนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) : ออกให้นาย A โดยระบุวันที่จ่ายจริงในปี 2569 เพื่อให้นาย A ใช้เป็นหลักฐานในการยื่นภาษีภ.ง.ด.90/91 ปี 2569
ข้อควรระวังการที่บริษัทเคยแจ้งในแบบ ภ.ง.ด.1ก ของปี 2567 ว่ามีการจ่ายเงินไปแล้ว แต่ในงบการเงินมีการกลับรายการ (Write-off) อาจเป็นประเด็นที่สรรพากรให้ความสนใจหากมีการตรวจแนะนำ (Tax Audit) เนื่องจากข้อมูลในแบบแสดงรายการภาษีกับงบการเงินและภ.ง.ด.50 ไม่สอดคล้องกัน กฎหมายที่เกี่ยวข้อง มาตรา 39 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น "เงินได้พึงประเมิน"หมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา 40 และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ ด้วย มาตรา 40 เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน (2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว มาตรา 50 ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามวิธีดังต่อไปนี้ (1) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปีแล้ว คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายตามความในวรรคก่อนไม่ลงตัวเหลือเศษเท่าใด ให้เพิ่มเงินเท่าจำนวนที่เหลือเศษนั้นรวมเข้ากับเงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้น เพื่อให้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปีเท่าจำนวนภาษีที่จะต้องเสียทั้งปี ( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502 ใช้บังคับ 5 พ.ย. 2502 เป็นต้นไป ) มาตรา 56 ให้บุคคลทุกคน เว้นแต่ผู้เยาว์ หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วพร้อมทั้งข้อความอื่น ๆ ภายในเดือนมีนาคม ทุก ๆ ปี ตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อเจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งถ้าบุคคลนั้น (1) ไม่มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน 60,000 บาท (2) ไม่มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเฉพาะตามมาตรา 40 (1) ประเภทเดียวเกิน 120,000 บาท (3) มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน 120,000 บาท หรือ (4) มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเฉพาะตามมาตรา 40 (1) ประเภทเดียวเกิน 220,000 บาท ( พระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 44) พ.ศ. 2560) ในกรณีห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินจำนวนตาม (1) ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นที่ได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วภายในกำหนดเวลาและตามแบบเช่นเดียวกับวรรคก่อน การเสียภาษีในกรณีเช่นนี้ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการรับผิดเสียภาษีในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นจากยอดเงินได้พึงประเมินทั้งสิ้นเสมือนเป็นบุคคลธรรมดาคนเดียวไม่มีการแบ่งแยก ทั้งนี้ ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลแต่ละคนไม่จำต้องยื่นรายการเงินได้สำหรับจำนวนเงินได้พึงประเมินดังกล่าวเพื่อเสียภาษีอีก แต่ถ้าห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นมีภาษีค้างชำระ ให้ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลทุกคนร่วมรับผิดในเงินภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย |
มาตรา 65 เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือกำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี และรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวให้มีกำหนดสิบสองเดือน เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้จะน้อยกว่าสิบสองเดือนก็ได้ คือ (ก) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเริ่มตั้งใหม่จะถือวันเริ่มตั้งถึงวันหนึ่งวันใดเป็นรอบระยะเวลาบัญชีแรกก็ได้ (ข) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอาจยื่นคำร้องต่ออธิบดีขอเปลี่ยนวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ในกรณีเช่นว่านี้ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาต สุดแต่จะเห็นสมควร คำสั่งเช่นว่านั้นต้องแจ้งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้ยื่นคำร้องทราบภายในเวลาอันสมควร และในกรณีที่อธิบดีสั่งอนุญาต ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นถือปฏิบัติตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่อธิบดีกำหนด การคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคหนึ่งให้ใช้เกณฑ์สิทธิ โดยให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และให้นำรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้นแม้จะยังมิได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ในกรณีจำเป็น ผู้มีเงินได้จะขออนุมัติต่ออธิบดีเพื่อเปลี่ยนแปลงเกณฑ์สิทธิ และวิธีการทางบัญชีเพื่อคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคสองก็ได้ และเมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีแล้ว ให้ถือปฏิบัติตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่อธิบดีกำหนดเป็นต้นไป ( พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2527 ใช้บังคับ 1 ม.ค. 2528 เป็นต้นไป ) |
อ้างอิงคำตอบ เรื่อง | การยื่นแบบภงด.1 กรณีจ่ายเงินเดือนทุกวันที่ 5 ของเดือนถัดไป | แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ | วันที่ | วันที่ถาม 05/12/2022 - วันที่ตอบ 15/12/2022 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย | ข้อกฎหมาย | มาตรา 39, มาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร | ปุจฉา | บริษัทฯ มีนโยบายจ่ายเงินเดือนทุกวันที่ 5 ของเดือนถัดไป เช่น เงินเดือนของเดือนพฤศจิกายน จ่ายในวันที่ 5 ธันวาคม คำถามที่จะรบกวนขอคำแนะนำจากอาจารย์ มีดังนี้ค่ะ 1.ทางภาษี – ทางบริษัทฯ ได้ยื่นภาษี ภ.ง.ด.1 ในวันที่ 30/11/2565 โดยยึดตามวันที่คำนวนเงินเดือน ไม่ใช่วันที่จ่ายจริง (ซึ่งดำเนินการแบบนี้มานานมากกว่า 5 ปี แล้วค่ะ)คือ ถูกต้องหรือไม่คะ หากต้องการแก้ไขต้องทำอย่างไร หรือว่าสามารถทำวิธีนี้ได้คะ 2. ทางบัญชี – ทุกๆ สิ้นเดือนก็จะบันทึกบัญชี ตั้งเงินเดือนค้างไว้ และล้างออก ณ วันที่จ่ายเงินจริงในเดือนถัดไปค่ะ | วิสัชนา | กรณีตามข้อเท็จจริง 1. ทางภาษี – ทางบริษัทฯ ได้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 สำหรับเงินการจ่ายเงินเดือนสำหรับเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2565 ในวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 โดยยึดตามวันที่คำนวนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินเดือน ซึ่งตามนิยามศัพท์คำว่า “เงินได้พึงประเมิน” ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับเงินเดือนค่าจ้าง ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร นั้น ท่านให้ยึดถือตามวันที่ที่บริษัทฯ ได้จ่ายเงินได้จริง (ซึ่งแม้จะได้ดำเนินการแบบนี้มานานมากกว่า 5 ปี แล้ว) ก็หาทำใหการปฏิบัติดังกล่าวถูกต้องตามกฎหมายได้ไม่ เช่นนี้ นับแต่ปีแรก บริษัทฯ ได้นำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายล่วงหน้าก่อนวันที่จ่ายเงินได้จริง มาโดยตลอด เช่น แบบ ภ.ง.ด.1 ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 สำหรับเงินเดือนค่าจ้างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2565 ต้องเป็นแบบ ภ.ง.ด.1 สำหรับการจ่ายเงินเดือนค่าจ้างสำหรับเดือนธันวาคม พ.ศ. 2565 และไล่ย้อนกลับไปจนถึงเดือนแรกของการเริ่มดำเนินงาน หากต้องการแก้ไขให้ถูกต้อง โดยบริษัทฯ ยังคงนโยบายการจ่ายเงินเดือนให้แก่พนักงานเหมือนเดิม คือ จ่ายทุกวันที่ 5 ของเดือนถัดไป บริษัทฯ ต้องเข้าไปติดต่อเจ้าพนักงานสรรพากร เพื่อทำการปรับปรุงแบบ ภ.ง.ด.1 ให้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง และสำหรับเดือนธันวาคม พ.ศ. 2565 ให้เริ่มกรอกข้อมูลที่ถูกต้องลงไป ในแบบ ภ.ง.ด.1 โดยยังคงนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และนำส่งเช่นเดิมต่อไป หรือจะเลื่อนการนำส่งไปเป็นต้นเดือน มกราคม พ.ศ. 2566 ให้ถูกต้องตามกฎหมายและสอดคล้องกับแนวปฏิบัติทั่วไป ก็ได้
2. ทางบัญชี – ทุกๆ สิ้นเดือนก็จะบันทึกบัญชี ตั้งเงินเดือนค้างไว้ และล้างออก ณ วันที่จ่ายเงินจริงในเดือนถัดไป ถือว่าปฏิบัติถูกต้องแล้ว
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |
เรื่อง | รับคืนสินค้าที่ซื้อไปนานมากแล้ว / บริษัทฯ ค้างจ่ายเงินเดือนพนักงาน แต่ได้นำส่งภ.ง.ด.1 และประกันสังคมทุกเดือน | แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ | วันที่ | วันที่ถาม 30/08/2024 - วันที่ตอบ 10/09/2024 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้นิติบุคคล | ข้อกฎหมาย | มาตรา 50 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร | ปุจฉา | 1. บริษัท A ติดค้างค่าสินค้ามาเป็นเวลาเนิ่นนานมากและจ่ายค่าสินค้าบ้าง แต่ไม่ได้จ่ายสม่ำเสมอจนทำให้เกิดหนี้ระหว่างกันเป็นเป็นมูลค่าที่สูงมาก ทั้งนี้ กรรมการบริษัท A มีความต้องการคืนสินค้าเพื่อเป็นการลดยอดหนี้คงค้างระหว่างกันให้มากที่สุด แต่มูลหนี้ที่ติดค้างนั้นเริ่มปี 2559 เป็นต้นมา และสิ้นสุดการซื้อขายปี 2563 แต่เนื่องจากสินค้าเป็นสินค้าเฉพาะค่ะ เป็นสินค้าเกี่ยวกับงานเฉพาะด้าน แต่ได้ชี้แจงให้ทางกรรมการบริษัท A ได้รับทราบแล้วค่ะว่าไม่สามารถทำได้ เพราะสินค้าได้จำหน่ายไปเนิ่นนานแล้ว อยากสอบถามและขอคำแนะนำรวมถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วยค่ะว่าทางบริษัทฯ สามารถรับคืนสินค้าจากบริษัท A ได้หรือไม่ค่ะเพื่อจะนำไปชี้แจงให้กับกรรมการบริษัท A ได้รับทราบค่ะ
2. ขอสอบถามและขอชี้แนะแนวทางจากอาจารย์ค่ะ เนื่องจากทางบริษัทฯ ค้างจ่ายเงินเดือนเป็นระยะเวลานานพอสมควรค่ะ แต่ทางบริษัทฯ ได้นำส่ง ภ.ง.ด.1 และประกันสังคมทุกเดือน (1) ในกรณีเช่นนี้ทางบริษัทฯ บันทึกเป็นค้างจ่ายหรือไม่ค่ะ (2) และต้องนำส่ง ภ.ง.ด.1ก ตามปกติหรือไม่ค่ะ (3) ทางบริษัทจะต้องออก 50 ทวิ หรือไม่ค่ะ (4) ในส่วนพนักงานถ้าได้รับ 50 ทวิ (ยอดเงินเดือน ภาษี และประกันสังคม)พนักงานสามารถยื่นแบบเสียภาษี 90/91 ได้ตามปกติหรือไม่ค่ะ | วิสัชนา | 1. กรณีตามข้อเท็จจริง เป็นกรณีที่ทั้งสองฝ่ายต้องตกลงกันตามประเพณีทางธุรกิจการค้า หากตกลงกันไม่ได้ ก็ต้องพึ่งอำนาจศาลต่อไปครับ 2. บริษัทฯ ค้างจ่ายเงินเดือนเป็นระยะเวลานานพอสมควรค่ะ แต่ทางบริษัทฯ ได้นำส่ง ภ.ง.ด.1 และประกันสังคม ทุกเดือน (1) ในกรณีเช่นนี้ ทางบริษัทฯ ต้องบันทึกพนักงานเป็นเจ้าหนี้เงินให้กู้ยืม ไม่ใช่เงินเดือนค้างจ่าย เพราะตามหลักฐานของทางราชการถือว่า บริษัทฯ ได้จ่ายเงินเดือนให้แก่พนักงานแล้ว (2) บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องนำส่ง ภ.ง.ด.1ก ตามปกติ เพราะถือว่าได้จ่ายเงินเดือนให้แก่พนักงานแล้ว (3) บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่พนักงาน (4) ในส่วนพนักงาน ถ้าได้รับหนังสือรับรองการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร (ยอดเงินเดือน ภาษีและประกันสังคม) ทางพนักงานสามารถยื่นแบบเสียภาษี 90/91 ได้ตามปกติ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |
|