การขายแสตมป์ไปรษณีย์ซึ่งเป็นตราไปรษณียากร ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (น) แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากเป็นกิจการขายสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 239) พ.ศ. 2534 และไม่อยู่ในบังคับต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายแต่อย่างใด เพราะฉะนั้น กรณีบริษัทฯ ได้รับชำระค่าฝากส่งไปรษณียภัณฑ์เป็นรายเดือน ตามใบเสร็จรับเงิน ใบแจ้งหนี้ โดยรวมยอดทั้งหมด ตามข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงไม่อยู่ไนบังคับต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (น) แห่งประมวลรัษฎากร และตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 239) พ.ศ. 2534 และผู้จ่ายเงินได้ไม่มีหน้าที่ต้องหัก ภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายแต่อย่างใด
ที่ กค 0722(กม.1)/ภญ/15270 ลงวันที่ 17 กันยายน 2552 เรื่อง ขอให้ทบทวนการตอบข้อหารือภาษีเงินได้นิติบุคคล หัก ณ ที่จ่าย กรณีการชำระค่าฝากส่งไปรษณียภัณฑ์ เรียน กรรมการผู้จดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด อ้างถึง 1. หนังสือที่ ปณท กบ.(วช.)/05 ลงวันที่ 11 เมษายน 2551 2. หนังสือที่ กค 0724(กม.1)/ภญ/23447 ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2550 3. หนังสือที่ กค 0724(กม.07)/022341 ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2547
....ตามหนังสือที่อ้างถึง บริษัทฯ ขอให้ทบทวนการตอบข้อหารือ เรื่อง ภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย กรณีการชำระค่าฝากส่งไปรษณียภัณฑ์ ราย บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งกรมสรรพากร ได้แจ้งให้ บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) ทราบแล้ว โดยปรากฏข้อเท็จจริง ดังนี้
....1. บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) ได้หารือเกี่ยวกับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย กรณีการ ชำระค่าฝากส่งไปรษณียภัณฑ์เป็นรายเดือนให้กับบริษัท ไปรษณีย์ไทยฯ ซึ่งกรมสรรพากรได้แจ้งให้บริษัท ล็อกซเล่ย์ฯ ทราบว่า กรณีบริษัท ล็อกซเล่ย์ฯ ได้ชำระค่าฝากส่งไปรษณียภัณฑ์เป็นรายเดือน ถือเป็นการให้บริการอื่นๆ ตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อบริษัท ล็อกซเล่ย์ฯ เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมิน จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ในอัตราร้อยละ 3.0 ตามขอ 12/1(2) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.104/2544ฯ ลงวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2544 ตามหนังสือที่ กค 0724 (กม.1)/ภญ/23447 ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2550 ....2. บริษัทฯ ได้โต้แย้งแนววินิจฉัยของกรมสรรพากรตามหนังสือที่ กค 0724(กม.1)/ภญ/23447 ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2550 ดังกล่าวข้างต้น โดยเห็นว่า “ตราไปรษณียากร” (Postage Stamp) เป็นสินค้า การที่ลูกค้าชำระค่า “ตราไปรษณียากร” (Postage Stamp) จึงเป็นการชำระค่าสินค้า ซึ่งการซื้อขายสินค้า ไม่อยู่ในบังคับต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 แต่อย่างใด และไม่ใช่การชำระค่าบริการอื่นๆ ที่จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3 ตามข้อ 12 (2) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 ....3. บริษัทฯ จึงได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมกรณีการหารือของบริษัท ล็อกซเล่ย์ฯ โดยมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ดังนี้ ........3.1 กรณีดังกล่าวเป็นการชำระค่าฝากส่งไปรษณียภัณฑ์เป็นเงินเชื่อรายเดือนให้แก่ บริษัทฯ ตามปริมาณการฝากส่งจริงในแต่ละเดือนและตามอัตราค่าฝากส่งตามปกติ โดยผู้ฝากส่งได้มีการตกลงกับ บริษัทฯ ก่อนการฝากส่งโดยยังไม่ต้องชำระค่าไปรษณียากรในขณะฝากส่งไปรษณียภัณฑ์ แต่กำหนดให้ผู้ฝากส่งต้องผนึกตราไปรษณียากฺรในการฝากส่งไปรษณียภัณฑ์ ด้วยการจัดทำข้อความว่า “ชำระค่าบริการเป็นเงินเชื่อ ในใบอนุญาตที่ (เลขที่ใบอนุญาต/พ.ศ.) ขื่อที่ทำการฝากส่ง” อยู่ภายใต้กรอบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 20 X 40 มม. ที่มุมขวาตอนบนด้านจ่าหน้าของสิ่งของที่ฝากส่งแทนการผนึกตราไปรษณียากร ซึ่งถือว่า เป็นตราไปรษณียากร (Postage Stamp) ตามมาตรา 4(9) แห่งพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ. 2477 และบริษัทฯ จะรวบรวมออกใบแจ้งหนี้เรียกเก็บค่าตราไปรษณียากรดังกล่าวตามปริมาณการฝากส่งจริงในแต่ละเดือน และตามอัตราค่าฝากส่งตามปกติ โดยไม่ได้เรียกเก็บค่าบริการอื่นใดเพิ่มเติมอีก .............ทั้งนี้ ตราไปรษณียากร (Postage Stamp) ที่กำหนดตามมาตรา 4(9) แห่งพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ. 2477 แบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้ .............ประเภทที่ 1 ได้แก่ บัตรและดวงตราไปรษณียากรที่บริษัทฯ จัดให้มีขึ้นเพื่อจำหน่าย ให้แก่ ผู้ใช้บริการ .............ประเภทที่ 2 ได้แก่ รอยประทับ รอยพิมพ์ หรือเครื่องหมายใดๆ บนห่อซอง สิ่งของทางไปรษณีย์ ตราไปรษณียากรประเภทนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อจำหน่าย แต่เพื่อใช้ประทับ พิมพ์หรือแสดงเครื่องหมาย แทนการใช้ตราไปรษณียากรประเภทที่ 1 ........3.2 คณะกรรมการกฤษฎีกา ไค้มีความเห็นเกี่ยวกับ “ตราไปรษณียากร” ตามมาตรา 4 (9) แห่งพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ. 2477 ว่า โดยปัจจุบันมีมาตรา 3 (3) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 239) พ.ศ. 2534 .ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ยกเว้น ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการขายสินค้าแสตมป์ไปรษณีย์”และกำหนดให้กิจการขายแสตมป์ไปรษณีย์เป็นกิจการ ขายสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (น) แห่งประมวลรัษฎากร โดยคำว่า “แสตมป์ไปรษณีย์” ซึ่งถือเป็นสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 3 (3) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 239) พ.ศ. 2534 ดังกล่าว หมายถึง “ตราไปรษณียากร” (Postage Stamp) ตามมาตรา 4 (9) แห่งพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ. 2477 บริษัทฯ จึงขอให้ทบทวนการพิจารณาดังกล่าวใหม่อีกครั้งตามหนังสือที่ กค 0724 (กม.1)/ภญ/23447 ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2550 นั้น
....สำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ขอเรียนว่า จากข้อเท็จจริงที่บริษัทฯ ได้ชี้แจงเพิ่มเติมมานั้นเปลี่ยนแปลงไป โดยการดำเนินกิจการไปรษณีย์ของบริษัทฯ อยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ. 2477 และพระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจสิทธิ และประโยชน์ของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด พ.ศ. 2546 ทั้งนี้ ตามมาตรา 609 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งตามหมวด 8 ข้อ 75 ของไปรษณีย์นิเทศ พ.ศ. 2544 ออกตามพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ. 2477 กำหนดว่าบริการไปรษณีย์ คือ บริการที่การสื่อสารแห่งประเทศไทย ดำเนินการรับฝากข่าวสาร เอกสาร และสิ่งของจากบุคคลหนึ่งแล้วนำไปส่งมอบให้แก่บุคคลหนึ่งภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยทางไปรษณีย์หรือวิธีการสื่อสารอื่น รวมบริการต่อเนื่องใกล้เคียงกับกิจการไปรษณีย์ ค่าธรรมเนียมที่ต้องเสียในการส่งไปรษณีย์ชำระโดยตราไปรษณียากร ซึ่งหมายถึงบัตรใดๆ ที่รัฐมนตรีจัดให้มีขึ้นเพื่อใช้เป็นค่าไปรษณียากร หรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ หรือจำนวนเงินที่ต้องเสียในการส่งไปรษณีย์ภัณฑ์ รวมทั้งตราไปรษณียากรสำหรับผนึก หรือตราไปรษณียากร ที่พิมพ์ ดุน หรือแสดงไว้โดยวิธีอื่นบนซองกระดาษห่อ ไปรษณียบัตร หรือสิ่งอื่นๆ ตามมาตรา 4 (8) (9) แห่งพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ. 2477 ดังนั้น ในการให้บริการไปรษณีย์ดังกล่าว สำหรับการขายแสตมป์ไปรษณีย์ซึ่งเป็นตราไปรษณียากร จึงได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (น) แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากเป็นกิจการขายสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 239) พ.ศ. 2534 และไม่อยู่ในบังคับต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายแต่อย่างใด เพราะฉะนั้น กรณีบริษัทฯ ได้รับชำระค่าฝากส่งไปรษณียภัณฑ์เป็นรายเดือน ตามใบเสร็จรับเงิน ใบแจ้งหนี้ โดยรวมยอดทั้งหมด ตามข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงไม่อยู่ไนบังคับต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (น) แห่งประมวลรัษฎากร และตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 239) พ.ศ. 2534 และผู้จ่ายเงินได้ไม่มีหน้าที่ต้องหัก ภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายแต่อย่างใด ....ด้งนั้น จึงยกเลิกหนังสือที่ กค 0724 (กม.1)/ภญ/23447 ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2550 และให้ถือ ปฏิบัติตามหนังสือฉบับนี้แทนต่อไป |