ตามข้อ 3 ของประกาศกรมสรรพากร เรื่อง การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2530 กรมสรรพากรได้ชี้แจงเพื่อให้การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนสอดคล้องกับการคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิตามเงื่อนไขของบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร ดังต่อไปนี้ “ข้อ 1 การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามประมวลรัษฎากร ข้อ 3 ในกรณีผู้ได้รับการส่งเสริมประกอบกิจการทั้งที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล และที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ให้คำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของแต่ละกิจการแยกต่างหากจากกัน แต่ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้นำกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของกิจการ ทั้งที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลและที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลมารวมเข้าด้วยกัน และให้ถือปฏิบัติดังนี้ 3.1 กรณีที่ผลการดำเนินงานรวมมีกำไรสุทธิ (ก) ถ้ามีกำไรสุทธิทั้งสองกิจการ ผู้ได้รับการส่งเสริมต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับกำไรสุทธิจากกิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล (ข) ถ้ามีกำไรสุทธิจากกิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นจำนวนมากกว่าผลขาดทุนสุทธิจากกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ผู้ได้รับการส่งเสริมต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยคำนวณจากจำนวนกำไรสุทธิรวม (ค) ถ้ามีกำไรสุทธิจากกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นจำนวนมากกว่าผลขาดทุนสุทธิจากกิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลผู้ได้รับส่งเสริมไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเต็มจำนวนกำไรสุทธิรวม 3.2 กรณีที่ผลการดำเนินงานรวมไม่มีกำไรสุทธิ ผู้ได้รับการส่งเสริมไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ถึงแม้ว่ากิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจะมีกำไรสุทธิก็ตาม” เนื่องจากประกาศกรมสรรพากรในเรื่องดังกล่าวเป็นกรณีที่กรมสรรพากรกำหนดแนวทางปฏิบัติในการคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน เพื่อให้สอดคล้องกับการคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิตามเงื่อนไขของบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งมีหลายกรณีเป็นการกำหนดแนวทางปฏิบัติขึ้นใหม่ จึงให้ถือว่าประกาศกรมสรรพากรดังกล่าวมีผลใช้บังคับสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุน ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2530 เป็นต้นไป ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 16/2530 เรื่อง คำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ลงวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2530
ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า กรณีบริษัทฯ ได้รับการส่งเสริมการลงทุนประกอบกิจการทั้งที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล และที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ให้คำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของแต่ละกิจการแยกต่างหากจากกัน แต่ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้นำกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของกิจการ ทั้งที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลและที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลมารวมเข้าด้วยกัน และให้ถือปฏิบัติกรณีที่ผลการดำเนินงานรวมมีกำไรสุทธิ ถ้ามีกำไรสุทธิทั้งสองกิจการ บริษัทฯ ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับกำไรสุทธิจากกิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ดังนั้น กรณีบริษัทฯ มีกำไรสุทธิรวม 6.38 ล้านบาท เป็นส่วนของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จำนวน 6,100,000 บาท และเป็นส่วนของที่กิจการไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล (NON B) จำนวน 280,000 บาท โดยกิจการเป็น SME ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 530) พ.ศ. 2554 เช่นนี้ บริษัทฯ ได้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล จากกำไรสุทธิจากรายได้ NON B และในส่วนของกำไรสุทธิจากรายได้ BOI ขอยกเว้นภาษีเงินได้เป็นจำนวนเท่าไรเพื่อเป็นการคำนวณสะสมไม่ให้เกินเงินลงทุน การคำนวณภาษีเงินได้เป็นตามตารางที่ 1 แต่ลดกำไรสุทธิในส่วนที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือเพียง 20,000 บาท ไม่ใช่กำไรสุทธิ 200,000 บาท
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |