Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

การออกใบกำกับภาษีสำหรับการให้บริการทำเล็บในห้างสรรพสินค้า โดยถูกหัก GP/ การยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม กับการหักเครดิตภาษี


เรื่อง การออกใบกำกับภาษีสำหรับการให้บริการทำเล็บในห้างสรรพสินค้า โดยถูกหัก GP/ การยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม กับการหักเครดิตภาษี
แหล่งที่มา Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วันที่ วันที่ถาม 15/04/2024 - วันที่ตอบ 21/04/2024
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย มาตรา 89 (4) แห่งประมวลรัษฎากร
ปุจฉา
1. ขอเรียนถามอาจารย์ เรื่อง การออกเอกสารใบกำกับภาษี ค่ะ 
    บริษัทฯ ให้บริการทำเล็บในห้างสรรพสินค้า เมื่อมีการให้บริการลูกค้าจะจ่ายชำระและเงินจะยังไม่ได้เข้าบริษัทฯ โดยตรง แต่เงินจะต้องนำส่งห้างสรรพสินค้า โดยบริษัทฯ จะทำรายงานสรุปยอดขายในแต่ละวัน และเมื่อถึงสิ้นเดือนทางบริษัทฯ จะวางบิลเรียกเก็บเงินจากห้างสรรพสินค้า และทางห้างจะจ่ายชำระเงินให้บริษัทฯ โดยหักค่า GP 30% จึงขอเรียนสอบถามดังนี้ค่ะ 
    - บริษัทฯ จะออกใบเสร็จให้ห้างด้วยยอดหลังหัก GP30% แล้ว ทำเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่คะ หรือต้องออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีด้วยยอดค่าบริการจริงก่อนหัก GP 30% คะ 
    - บริษัทฯ ต้องรับรู้รายได้ด้วยยอดก่อนหักหรือหลังหัก GP แล้วคะ 
    - จุด Tax point ของบริษัทฯ จะเกิดขึ้นเมื่อให้บริการหรือเมื่อได้รับเงินจากทางห้างสรรพสินค้าคะ   
หมายเหตุ : บริษัทฯ ไม่ได้จ่ายค่าเช่าให้ทางห้างสรรพสินค้า เนื่องจากให้เป็นค่า GP 30% ของรายได้แล้ว

2. ขอเรียนถามอาจารย์เกี่ยวกับการยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนี้ค่ะ  
    - เดือน ส.ค. 2565 มีการยื่นแบบ ภ.พ.30 ภายในกำหนดเวลาไว้ 
ภาษีขาย                  7,525.00  
ภาษีซื้อ                   4,861.44  
ภาษีที่ต้องชำระ          2,663.56  
เครดิตภาษียกมา        -6,369.18  
ภาษีที่ชำระไว้เกิน        -3,705.62  
    - ต่อมาตรวจพบว่า มีการยื่นภาษีขายขาดไปจำนวน 1,811 บาท สามารถนำเครดิตภาษีมาใช้ในแบบยื่นเพิ่มเติม (ภายในกำหนดเวลา) ได้หรือไม่ค่ะ  
ภาษีขายขาด             1,811.00  
ภาษีซื้อ                       -    
ภาษีที่ต้องชำระ          1,811.00  
เครดิตภาษียกมา       -3,705.62  
ภาษีที่ชำระไว้เกิน       -1,894.62     ใช้เป็นยอดเครดิตภาษีในเดือน ก.ย. 2565
วิสัชนา
1. เรื่อง การออกเอกสารใบกำกับภาษีสำหรับการให้บริการทำเล็บ
    บริษัทฯ เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ประกอบกิจการให้บริการทำเล็บในห้างสรรพสินค้า โดยบริษัทฯ ไม่ได้จ่ายค่าเช่าให้ทางห้างสรรพสินค้า เนื่องจากได้จ่ายเป็นค่า (GP: Gross Profit) จำนวน 30% ของรายได้ เมื่อบริษัทฯ ได้ให้บริการแก่ลูกค้าๆ จะจ่ายชำระที่ Cashier ของบริษัทฯ แต่เงินจะยังไม่ได้เข้าบริษัทฯ โดยตรง บริษัทฯ ต้องนำส่งห้างสรรพสินค้า โดยบริษัทฯ จะทำรายงานสรุปยอดขายในแต่ละวัน และเมื่อถึงสิ้นเดือนทางบริษัทฯ จะวางบิลเรียกเก็บเงินจากห้างสรรพสินค้า และทางห้างจะจ่ายชำระเงินให้บริษัทฯ โดยหักค่าบริการใช้พื้นที่ GP 30% นั้น 
    (1) กรณีเช่นนี้ ถือว่าบริษัทฯ ได้ให้บริการแก่ลูกค้าโดยตรง ดังนั้น เมื่อบริษัทฯ ได้รับชำระราคาค่าบริการทำเล็บจากลูกค้า ย่อมเกิดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มทันที โดยบริษัทฯ มีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีอย่างย่อให้แก่ลูกค้า และนำรายได้มารวมคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนภาษีที่ได้รับค่าบริการจากลูกค้า และรับรู้รายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเต็มจำนวนที่ได้รับค่าบริการจากลูกค้า  
    (2) จำนวนเงินค่าบริการที่บริษัทฯ ได้รับในแต่ละวันที่ต้องนำส่งห้างสรรพสินค้าตามข้อตกลง ถือเสมือนเป็นเงินฝาก ห้างสรรพสินค้าพึงต้องออกใบเสร็จรับเงินให้แก่บริษัทฯ เต็มจำนวน และเมื่อบริษัทฯ ได้รับคืนก็ให้ออกใบเสร็จให้ห้างสรรพสินค้าเต็ม หักด้วยยอด GP 30% ซึ่งห้างสรรพสินค้ามีหน้าที่ต้องออกหลักฐานการรับเงินค่าเช่าสถานที่ พร้อมทั้งคืนเงินค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ให้แก่บริษัทฯ ในอัตรา 5% ของค่า GP ซึ่งบริษัทฯ มีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และยื่นแบบ ภ.ง.ด.53 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป และให้นำไปถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของบริษัทฯ ต่อไป 

2. เกี่ยวกับประเด็นการยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม  
    - สำหรับเดือน ส.ค. 2565 มีการยื่นแบบ ภ.พ.30 ภายในกำหนดเวลาไว้ 
ภาษีขาย             7,525.00  
ภาษีซื้อ              4,861.44  
ภาษีที่ต้องชำระ     2,663.56  
เครดิตภาษียกมา   -6,369.18  
ภาษีที่ชำระไว้เกิน   -3,705.62  
    - ต่อมาตรวจพบว่า มีการยื่นภาษีขายขาดไปจำนวน 1,811 บาท ให้บริษัทฯ ดำเนินการดังนี้ 
    (1) ยื่นแบบ ภ.พ.30 สำหรับเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2565 เพิ่มเติม เพื่อชำระเบี้ยปรับ ตามมาตรา 89 (4) แห่งประมวลรัษฎากร กรณีแจ้งภาษีขาดไป โดยกรอกเฉพาะเบี้ยปรับจำนวน 20% ของภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,811 บาท 
    (2) สำหรับเครดิตภาษีที่แจ้งเกินไปจำนวน 1,811 บาท นั้น หากบริษัทฯ นำไปใช้เป็นเครดิตภาษีในเดือนภาษีใด หลังจากเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2565 ก็ให้บริษัทฯ ยื่นแบบ ภ.พ.30 สำหรับเดือนนั้น เพิ่มเติมพร้อมทั้งชำระภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 1,811 บาท และเงินเพิ่มในอัตรา 1.5% ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร   
    บริษัทฯ ไม่สามารถนำเครดิตภาษีมาใช้ในแบบยื่นเพิ่มเติม (ภายในกำหนดเวลา) ตามที่แจ้งข้างต้นได้



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ 

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ