1. กรณีตามข้อเท็จจริงประกอบกิจการมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท ในปี 2565 ตรวจสอบพบเมื่อปิดงบการเงิน ช่วงต้นปี 2566 นั้น ตามมาตรา 89 (1) แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้ผู้ประกอบการที่ประกอบกิจการโดยไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องรับผิดเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมทั้งค่าปรับตามมาตรา 89 (1) แห่งประมวลรัษฎากร อีกสองเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียในเดือนภาษี ตลอดระยะเวลาที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว หรือเป็นเงินหนึ่งพันบาทต่อเดือนภาษีแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า ดังนี้ “มาตรา 89 ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษี หรือบุคคลตามมาตรา 86/13 เสียเบี้ยปรับในกรณีและตามอัตราดังต่อไปนี้ (1) ประกอบกิจการโดยมิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 85 หรือมาตรา 85/1 หรือประกอบกิจการเมื่อถูกสั่งเพิกถอนใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 85/17 แล้ว ให้เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียในเดือนภาษี ตลอดระยะเวลาที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว หรือเป็นเงินหนึ่งพันบาทต่อเดือนภาษีแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า” อย่างไรก็ตาม ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 121/2545 เรื่อง มอบหมายให้สั่งและดำเนินการเกี่ยวกับการพิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับภาษีเงินได้ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ ลงวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2545 อธิบดีกรมสรรพากรได้กำหนดหลักเกณฑ์การการสั่งงดหรือลดเบี้ยปรับ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 81/2542 เรื่อง หลักเกณฑ์การงดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีเงินได้ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 22 มาตรา 26 มาตรา 67 ตรี มาตรา 89 และมาตรา 91/21 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 เป็นไปโดยสะดวกและรวดเร็วอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 38 (7) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่น ดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 2 แห่งประมวลรัษฎากร ข้อ 11 และข้อ 13 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.81/2542 เรื่อง หลักเกณฑ์การงดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 22 มาตรา 26 มาตรา 67 ตรี มาตรา 89 และมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ.2542 อธิบดีกรมสรรพากรได้มีคำสั่ง ดังต่อไปนี้ “ข้อ 2 มอบหมายให้บุคคลดังต่อไปนี้ สั่งงดหรือลดเบี้ยปรับภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 22 มาตรา 26 มาตรา 89 และมาตรา 91/21 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ตามหลักเกณฑ์ทีอธิบดีกรมสรรพากรกำหนด โดยไม่จำกัดจำนวนเบี้ยปรับ (1) ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบภาษีกลาง สำหรับเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร (2) ผู้อำนวยการสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ สำหรับผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ตามที่กรมสรรพากรกำหนด (3) สรรพากรภาค และนักวิชาการภาษี 9 ชช. ที่ปฏิบัติราชการ ณ สำนักงานสรรพากรภาค สำหรับเขตท้องที่สำนักงานสรรพากรภาคนั้น การสั่งและปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากรของนักวิชาการภาษี 9 ชช. ตามวรรคหนึ่ง สรรพากรภาคจะกำหนดหลักเกณฑ์ในการสั่งและปฏิบัติราชการแทนตามความเหมาะสมในแต่ละกรณีก็ได้ (4) สรรพากรพื้นที่ สำหรับเขตท้องที่สำนักงานภาษีสรรพากรพื้นที่นั้น (5) สรรพากรพื้นที่สาขา สำหรับเขตท้องที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขานั้น ข้อ 3 มอบหมายให้เจ้าพนักงานสั่งงดหรือลดเบี้ยปรับภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 22 มาตรา 26 มาตรา89 และมาตรา 91/21(6) แห่งประมวลรัษฎากร ได้ นอกเหนือไปจากหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด สำหรับคำร้องขอ งดหรือลดเบี้ยปรับที่มีจำนวนเบี้ยปรับเต็มอัตราตามกฎหมาย ดังนี้ (1) ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบภาษีกลาง สำหรับเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรไม่เกิน 500,000.- บาท (2) ผู้อำนวยการสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ สำหรับผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ตามที่กรมสรรพากรกำหนด ไม่เกิน 500,000.- บาท (3) สรรพากรภาค และนักวิชาการภาษี 9 ชช. ที่ปฏิบัติราชการ ณ สำนักงานสรรพากรภาค สำหรับเขตท้องที่สำนักงานสรรพากรภาคนั้น ไม่เกิน 300,000.- บาท การสั่งและปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากรของนักวิชาการภาษี 9 ชช. ตามวรรคหนึ่ง สรรพากรภาคจะกำหนดหลักเกณฑ์ในการสั่งและปฏิบัติราชการแทนตามความเหมาะสมในแต่ละกรณีก็ได้ (4) สรรพากรพื้นที่ สำหรับเขตท้องที่สำนักงานภาษีสรรพากรพื้นที่นั้นไม่เกิน 100,000.- บาท ข้อ 4 คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป” ดังนั้น จึงพึงทำคำร้องของดเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดตามตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 121/2545 เรื่อง มอบหมายให้สั่งและดำเนินการเกี่ยวกับการพิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับภาษีเงินได้ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ ลงวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2545 อธิบดีกรมสรรพากรได้กำหนดหลักเกณฑ์การการสั่งงดหรือลดเบี้ยปรับ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 81/2542 เรื่อง หลักเกณฑ์การงดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีเงินได้ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 22 มาตรา 26 มาตรา 67 ตรี มาตรา 89 และมาตรา 91/21 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 ดังกล่าวข้างต้น
2. กรณีบริษัทฯ มีบัญชีผู้ใช้แอพพลิเคชั่น Tik Tok และมีร้านค้าติดต่อขอใช้ช่องทางนี้ในการขายสินค้า และให้ส่วนแบ่งเปอร์เซ็นจากยอดขาย โดยร้านค้าเป็นผู้กำหนดราคาขาย เงื่อนไขการขายเอง แต่ให้บริษัทฯ รับออเดอร์และรับชำระเงินเข้าบัญชีของบริษัทฯ และให้บริษัทฯแจ้งต่อร้านค้าเพื่อแพ็คสินค้าและจัดส่งถึงลูกค้า (สินค้าถูกจัดเก็บที่คลังร้านค้าเอง) เคลียร์ยอดขายทุกสิ้นเดือน โอนคืนยอดขายหักเปอร์เซ็นที่ตกลงจะให้ร้านค้า นั้น บริษัทฯ รับรู้รายได้เฉพาะส่วนแบ่งเปอร์เซ็นตามที่ตกลงกันเป็นค่าบริการการบริหารจัดการ ในฐานะที่เป็น Drop shipper ครับ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์ " |