ตามมาตรา 41 วรรคสอง และวรรคสาม แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติเกี่ยวกับแหล่งเงินได้ในต่างประเทศพอสรุปความได้ ดังนี้ กรณีผู้มีเงินได้ได้รับเงินได้จากแหล่งเงินได้ในต่างประเทศ จะมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย ก็ต่อเมื่อครบองค์ประกอบดังต่อไปนี้ 1. เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วัน ไม่ว่าจะอยู่ติดต่อต่อเนื่องหรือไม่ก็ตาม และ 2. ได้รับเงินไดจากแหล่งเงินได้ในต่างประเทศเนื่องจาก (1) หน้าที่งานที่ทำในต่างประเทศ และ/หรือ (2) ทรัพย์สินในต่างประเทศ และ/หรือ (3) กิจการที่ทำในต่างประเทศ และ 3. นำเงินได้ที่ได้รับจากแหล่งเงินได้ในต่างประเทศตามข้อ 2 เข้ามาในประเทศไทย ภายในปีภาษีเดียวกับปีทีเกิดเงินได้นั้น
ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า กรณีตามข้อเท็จจริง เนื่องจากนางสาว A เป็นคนไทยที่พำนักในประเทศปากีสถานเป็นหลัก อยู่ในไทยน้อยกว่า 180 วัน ได้รับเงินได้จากจัดบริการท่องเที่ยวประเทศปากีสถานให้แก่คนไทย เข้าลักษณะเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (2) – การรับทำงานให้ หรือมาตรา 40 (8) – ธุรกิจการนำเที่ยว แห่งประมวลรัษฎากร อันเป็นแหล่งเงินได้ในประเทศปากีสถาน แม้นางสาว A จะได้รับค่าบริการ ส่วนหนึ่งจากลูกทัวร์คนไทย โดยโอนเงินมัดจำเข้าบัญชีในประเทศไทยของตนเอง ก็ยังไม่ครบองค์ประกอบตามมาตรา 41 วรรคสอง และวรรคสาม แห่งประมวลรัษฎากร จึงถือว่า เงินมัดจำที่ลูกทัวร์โอนเข้าบัญชีในประเทศไทยเป็นเงินได้ที่จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษากร แต่อย่างใด นอกจากนี้ การให้บริการนำเที่ยวของ นางสาว A เกิดขึ้นในประเทศปากีสถานทั้งหมด จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ด้วยแต่อย่างใด
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์ " |