Case study

ค่าใช้จ่ายในการรับรองและค่าอาหารสำหรับผู้สอบบัญชี (Auditor)


เรื่อง ค่าใช้จ่ายในการรับรองและค่าอาหารสำหรับผู้สอบบัญชี (Auditor)
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 09/02/2026
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ข้อกฎหมาย
คำถาม

ขอสอบถามเกี่ยวกับกรณีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นระหว่างที่ Auditor เข้าตรวจสอบบัญชีดังนี้

1. ค่าอาหารกลางวัน : บริษัทจัดเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับ Auditor ระหว่างปฏิบัติงาน ณ บริษัทฯ เพื่อความสะดวกในการทำงานและรักษาความต่อเนื่องในการตรวจสอบบัญชี

2. ค่าอาหารค่ำ (Dinner) : พา Auditor ไปรับประทานอาหารค่ำเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดี

รายจ่ายดังกล่าว บริษัทสามารถรับรู้เป็นค่ารับรองได้หรือไม่ หรือต้องรับรู้รายจ่ายต้องห้าม ทางภาษี

คำตอบ

ตอบการเลี้ยงอาหารกลางวัน และ อาหารค่ำ ผู้สอบบัญชี สามารถรับรู้ได้ 3 แบบ มีผลดีผลเสียดังนี้


แบบ

บริษัทผู้จ่าย

บริษัทสอบบัญชี

ข้อดี

ข้อเสีย / ความเสี่ยง

1

รายจ่ายทางภาษี 

(ค่าสอบบัญชี)

เป็นรายได้ค่าสอบบัญชี

– ไม่ต้องจำกัดเพดานเหมือนค่ารับรอง

– ไม่ต้องรับรู้เป็นรายจ่ายต้องห้ามทางภาษี

– ไม่สอดคล้องข้อเท็จจริง (ค่าอาหารไม่ใช่ค่าบริการสอบบัญชี)

– เสี่ยงถูกสรรพากรปรับเป็นค่ารับรองหรือรายจ่ายต้องห้าม

– ภาษีซื้อ(ถ้ามี) ไม่สามารถนำมาหักจากภาษีขายได้

– ผู้สอบบัญชีต้องรับรู้รายได้ และ ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย



2 

รายจ่ายทางภาษี 

(ค่ารับรอง)

(แนะนำ)

ไม่เป็นรายได้ค่าสอบบัญชี

– สอดคล้องข้อเท็จจริงทางธุรกิจ

– เป็นรายจ่ายที่กฎหมายยอมรับตาม ม.65 ตรี (4) แห่ง ป.ร.ก.และกฎกระทรวง  ฉบับที่ 143

– ผู้สอบบัญชีไม่ต้องรับรู้รายได้

– ความเสี่ยงภาษีต่ำ เป็นแนวปฏิบัติทั่วไป

– อยู่ภายใต้เพดานรายจ่ายค่ารับรอง ส่วนเกินต้องบวกกลับ

– ต้องจัดทำเอกสารประกอบให้ครบถ้วน

3

ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ

(รายจ่ายต้องห้าม)

ไม่เป็นรายได้ค่าสอบบัญชี

– ไม่มีความเสี่ยงภาษีจากการตีความ เนื่องจาก รับรู้เป็นรายจ่ายต้องห้ามทางภาษี

– บริษัทเสียประโยชน์ทางภาษีโดยไม่จำเป็น

– ไม่สะท้อนความเป็นจริงว่ารายจ่ายเกี่ยวข้องกับกิจการ

หมายเหตุ : อย่างไรก็ตาม การรับรู้เป็นรายจ่ายค่ารับรองนั้น ต้องมีกรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้จัดการ หรือผู้ได้รับมอบหมายจากบุคคลดังกล่าวเป็นผู้อนุมัติหรือสั่งจ่ายค่ารับรอง หรือค่าบริการนั้นด้วย และต้องมีใบรับหรือหลักฐานของผู้รับสำหรับเงินที่จ่ายเป็นค่ารับรองด้วย



อ้างอิงข้อกฎหมาย


มาตรา 65 ตรีรายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

(3) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัวการให้โดยเสน่หาหรือการกุศล เว้นแต่

(4) ค่ารับรองหรือค่าบริการส่วนที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยกฎกระทรวง

(13) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ


 

กฎกระทรวง  ฉบับที่ 143 (พ.ศ. 2522)

ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยภาษีเงินได้


ข้อ 1   ค่ารับรองหรือค่าบริการที่จะถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในข้อ 2 ข้อ 3 ข้อ 4 และข้อ 5

ข้อ 2   ค่ารับรองหรือค่าบริการนั้น ต้องเป็นค่ารับรองหรือค่าบริการอันจำเป็นตามธรรมเนียมประเพณีทางธุรกิจทั่วไป และบุคคลซึ่งได้รับการรับรองหรือรับบริการต้องมิใช่ลูกจ้างของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเว้นแต่ลูกจ้างดังกล่าวจะมีหน้าที่เข้าร่วมในการรับรองหรือการบริการนั้นด้วย

ข้อ 3ค่ารับรองหรือค่าบริการ ต้อง

        (1) เป็นค่าใช้จ่ายอันเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการรับรองหรือการบริการที่จะอำนวยประโยชน์แก่กิจการ เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่ม ค่าดูมหรสพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการกีฬา เป็นต้น หรือ

        (2) เป็นค่าสิ่งของที่ให้แก่บุคคลซึ่งได้รับการรับรองหรือรับบริการไม่เกินคนละ 2,000 บาท ในแต่ละคราวที่มีการรับรองหรือการบริการ

ข้อ 4จำนวนเงินค่ารับรองและค่าบริการให้นำมาหักเป็นรายจ่ายได้เท่ากับจำนวนที่ต้องจ่าย แต่รวมกันต้องไม่เกินร้อยละ 0.3 ของจำนวนเงินยอดรายได้หรือยอดขายที่ต้องนำมารวมคำนวณกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายใด ในรอบระยะเวลาบัญชีหรือของจำนวนเงินทุนที่ได้รับชำระแล้วถึงวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า ทั้งนี้รายจ่ายที่จะนำมาหักได้จะต้องมีจำนวนสูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 222 (พ.ศ. 2542) ใช้บังคับสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2542 เป็นต้นไป)

ข้อ 5 ค่ารับรองหรือค่าบริการนั้น ต้องมีกรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้จัดการ หรือผู้ได้รับมอบหมายจากบุคคลดังกล่าวเป็นผู้อนุมัติหรือสั่งจ่ายค่ารับรอง หรือค่าบริการนั้นด้วย และต้องมีใบรับหรือหลักฐานของผู้รับสำหรับเงินที่จ่ายเป็นค่ารับรองหรือเป็นค่าบริการเว้นแต่ในกรณีที่ผู้รับเงินไม่มีหน้าที่ต้องออกใบรับตามประมวลรัษฎากร



อ้างอิงคำตอบ


เรื่อง

เงื่อนไขเกี่ยวกับค่ารับรองหรือค่าบริการ

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 22/07/2021 - วันที่ตอบ 30/07/2021

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 65 ตรี (4) แห่งประมวลรัษฎากร, กฎกระทรวง ฉบับที่ 143 (พ.ศ. 2522)

ปุจฉา

ขอสอบถามเกี่ยวกับกรณีการบันทึกค่ารับรองที่สามารถเป็นรับรู้เป็นค่ารับรองได้ต้องเข้าเกณฑ์อะไรบ้างค่ะ สามารถรับรองคนอื่นที่ไม่ใช่ลูกค้าได้ไหม และกรณีมีการซื้อสุราให้ลูกค้าสามารถลงเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหมค่ะ

วิสัชนา

ตามมาตรา 65 ตรี (4) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 143 (พ.ศ. 2522) ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับค่ารับรองหรือค่าบริการ ที่สามารถนำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลไว้ดังนี้

1.ต้องเป็นค่ารับรองหรือค่าบริการอันจำเป็นตามธรรมเนียมประเพณีทางธุรกิจทั่วไป


2.บุคคลที่รับการรับรองต้องไม่ใช่ลูกจ้างเว้นแต่ลูกจ้างจะมีหน้าที่หรือมีส่วนเข้าร่วมในการรับรองหรือบริการนั้นด้วย มีการกำหนดเงื่อนไขตัวบุคคลที่จะได้รับการเลี้ยงรับรองหรือรับบริการว่า ต้องเป็นบุคคลภายนอกที่มิใช่พนักงานหรือลูกจ้างของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีการรับรองหรือบริการ แต่ก็ยังเปิดช่องไว้ให้พนักงานหรือลูกจ้างที่มีหน้าที่หรือมีส่วนโดยตรงต่อการรับรองหรือบริการก็ให้มีส่วนเข้าร่วมในงานเลี้ยงรับรองหรือบริการนั้นได้


3. ลักษณะของค่ารับรองหรือค่าบริการ

     (1) ค่ารับรองหรือค่าบริการต้องเป็นค่าใช้จ่ายอันเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการรับรองหรือการบริการที่จะอำนวยประโยชน์แก่กิจการ เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่มค่าดูมหรสพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการกีฬา เป็นต้น

     (2) ในกรณีที่เป็นค่าสิ่งของที่ให้แก่บุคคลซึ่งได้รับการรับรองหรือรับบริการ ต้องมีจำนวนไม่เกิน 2,000 บาท/คน/คราวที่มีการรับรองหรือการบริการ

     (3) กรณีที่ค่ารับรองหรือค่าบริการ ตลอดจนค่าสิ่งของที่ให้แก่ผู้ที่ได้รับการรับรองดังกล่าวมีภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีซื้อ ให้นำค่าภาษีซื้อมารวมเป็นรายจ่ายค่ารับรองหรือค่าบริการด้วย

     

4. หลักฐานและการอนุมัติ

     (1) ค่ารับรองหรือค่าบริการต้องมีใบรับ หรือหลักฐานของผู้รับ หรือหลักฐานอื่นในกรณีที่ไม่มีใบรับ อาทิ รายงานการเดินทาง ประกอบการบันทึกรายจ่าย

     (2) ค่ารับรองหรือบริการ ต้องมีการอนุมัติหรือสั่งจ่าย โดยกรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากบุคคลดังกล่าว อันเป็นการควบคุมภายใน เพื่อพิสูจน์แสดงว่ามิใช่รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัวหรือการให้โดยเสน่หา ซึ่งถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม

    

5.จำนวนเงินค่ารับรองหรือค่าบริการที่จะนำมาถือเป็นรายจ่าย ให้เปรียบเทียบจำนวนค่ารับรองหรือค่าบริการที่ผ่านหลักเกณฑ์ข้างต้น (ค่ารับรอบหรือค่าบริการทางบัญชี) กับจำนวนจำนวนเงินค่ารับรองหรือค่าบริการทางภาษีอากร และให้นำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรหรือขาดทุนสุทธิทางภาษีอากรได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 0.3 ของยอดรายได้หรือยอดขายที่ต้องนำมาคำนวณกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายใดๆ ในรอบระยะเวลาบัญชีหรือของเงินทุนชำระแล้วเพียง ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีแล้วแต่อย่างไรจะมากกว่า ทั้งนี้ รายจ่ายที่จะนำมาหักได้จะต้องมีจำนวนสูงสุดไม่เกินสิบล้านบาท

     ยอดรายได้หรือยอดขายที่ต้องนำมาคำนวณกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายใดๆ ในรอบระยะเวลาบัญชี หมายถึง ยอดรายได้หรือยอดขายภายหลังจากที่หักรายการรายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเช่น รายได้เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรตามมาตรา 65 ทวิ (10) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นต้น

 
 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

     บริษัทฯ สามารถรับรองคนอื่นที่ไม่ใช่ลูกค้าได้หากเป็นการรับรองหรือการบริการที่จะอำนวยประโยชน์แก่กิจการ และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับค่ารับรองหรือค่าบริการดังกล่าวข้างต้น

     กรณีบริษัทฯ ซื้อสุราให้ลูกค้า สามารถลงเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีได้ แต่ในทางภาษีหากจะนำมาถือเป็นค่ารับรองหรือค่าบริการต้องพิจารณาว่ามีเหตุผลในการมอบสุราให้แก่ลูกค้า เป็นค่ารับรองฯ เพียงใด เพราะมีสโลแกนของ สสส. ว่า “ให้เหล้าเท่ากับแช่ง” จึงเห็นว่าไม่เหมาะสมที่จะมอบสุราให้ในการรับรอง เว้นแต่ในการเลี้ยงอาหาร ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง


  

ขอขอบคุณข้อมูลจากFB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตามFB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"

หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ