1. ปัจจุบันความตามข้อ 2 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 26/2534 เรื่อง ดอกเบี้ยสำหรับกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ตามมาตรา 91/5 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ได้ถูกนำมาบัญญัติเป็นมาตรา 3 (32) (ก) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ (ฉบับที่ 240) พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 571) พ.ศ. 2556 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555 เป็นต้นไป ดังนี้ “มาตรา 3 ให้ยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับกิจการดังต่อไปนี้ (32) กิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ตามมาตรา 91/2 (5) แห่งประมวลรัษฎากรของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งมิได้ประกอบกิจการตามมาตรา 91/2 (1) (2) และ (3) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับดอกเบี้ยที่ได้รับ เฉพาะกรณีดังต่อไปนี้ (ก) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกันให้กู้ยืมเงินกันเอง "บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน" หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจำนวนตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไป ซึ่งมีความสัมพันธ์กันโดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนอยู่ในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอีกแห่งหนึ่งไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้าของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น เป็นเวลาไม่น้อยกว่าหกเดือนก่อนวันที่มีการกู้ยืม โดยให้นับระยะเวลาของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเดิมอันได้ควบเข้ากัน หรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเดิมผู้โอนกิจการทั้งหมดรวมด้วย (ข) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลฝากเงินไว้กับสถาบันการเงินหรือซื้อตั๋วเงินที่ออกโดยสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน โดยได้รับดอกเบี้ยตามอัตราปกติ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555 เป็นต้นไป” ดังนั้น กรณีตามข้อเท็จจริง บริษัท A ให้บริษัท B กู้ยืมเงิน ซึ่งบริษัททั้ง A และ B เป็นบริษัทในเครือเดียวกัน และบริษัท B มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท A ถือหุ้นอยู่ 95% กรณีดังกล่าวนี้ไม่เข้าลักษณะเป็น “บริษัทในเครือเดียวกัน” ตามมาตรา 3 (32) (ก) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 240) พ.ศ. 2534 แต่อย่างใด เนื่องจากบริษัท A และบริษัท B มิได้ถือหุ้นระหว่างกัน เพียงแต่มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของทั้งสองบริษัทฯ ถือหุ้นในทั้งสองบริษัท บริษัท A จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับดอกเบี้ยเนื่องจากประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ตามมาตรา 91/5 (5) แห่งประมวลรัษฎากร
2. กรณีตามข้อเท็จจริง (1) บริษัทฯ ต้องรับรู้รายได้ เมื่อบริษัทฯ ออก Invoice เรียกเก็บเงินค่า Incentive ไปยัง Supplier และรับรู้ค่าใช้จ่ายเมื่อบริษัท B ออก Invoice (VAT 0%) มาเก็บเงินค่า Incentive กับบริษัทฯ ทั้งจำนวน (2) รายได้ค่า Incentive ที่บริษัทฯ เรียกเก็บไปยัง Supplier ไม่ต้องนำมายื่นแบบ ภ.พ.30 เนื่องจากเป็นรายได้ที่ไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (Out of VAT Scope) กรณีบริษัทออก Invoice charge ไปยัง Supplier (3) ตอนจ่ายเงินให้บริษัท B ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 3% ตามข้อ 12/2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ฯ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |