Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

บุคคลธรรมดามีรายได้ค่านายหน้าจากบริษัทประกันฯ เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี


เรื่อง บุคคลธรรมดามีรายได้ค่านายหน้าจากบริษัทประกันฯ เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี
แหล่งที่มา Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วันที่ วันที่ถาม 05/04/2023 - วันที่ตอบ 14/04/2023
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 115/2545
ปุจฉา
ดิฉันเป็นบุคคลธรรมดามีรายได้ค่านายหน้าจากบริษัทประกันฯ เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ได้มีการจด VAT และนำส่ง VAT ปกติ ก่อนหน้าที่จะจด VAT บริษัทประกันฯ หัก ณ ที่จ่ายค่านายหน้า 10% ตามอัตราก้าวหน้าและยื่น ภ.ง.ด.1 หลังจากรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท จึงได้จด VAT พอจด VAT บริษัทฯ ประกัน หัก ณ ที่จ่ายค่านายหน้า 3% โดยให้เหตุผลว่าเพราะจด VAT แล้ว และยื่น ภ.ง.ด.3 ในแบบ ภ.ง.ด.3 ตรงช่องค่าใช้จ่ายเป็นอื่นๆ 40 จึงขออนุญาตสอบถามอาจารย์ ดังนี้
    1. หลังจากจด VAT แล้วก็ยังเป็นบุคคลธรรมดาอยู่ การที่บริษัทฯประกัน หัก ณ ที่จ่าย 3% เช่นนี้ถูกต้องแล้วหรือไม่
    2. บริษัทฯ ประกันแทบทุกที่ตีความหมายหลังจด VAT แล้ว เป็นค่าบริการเกือบทั้งหมดไม่ใช่ค่านายหน้า เช่นนี้ถูกต้องแล้วหรือไม่ หากไม่ถูกต้องควรชี้แจงบริษัทฯ ประกันอย่างไร ให้หัก ณ ที่จ่าย ให้ถูกต้อง
    3. เป็นบุคคลธรรมดา มีรายได้ค่านายหน้า สามารถนำอะไรมาเป็นค่าใช้จ่ายได้บ้าง
    4. หากรายได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาท ต้องการออกจากระบบ VAT ได้หรือไม่ แล้วถ้าปีใดรายได้ถึงค่อยกลับมาจดใหม่
วิสัชนา
1. กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับเงินได้ค่านายหน้าของ “ตัวแทนประกันชีวิต” ไว้ตาม คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 115/2545 เรื่อง การเสียภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับกิจการตัวแทนประกันชีวิตและนายหน้าประกันชีวิต ดังต่อไปนี้
    “ข้อ 1 ในคำสั่งนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
         (1) คำว่า “บริษัทประกันชีวิต” หมายความว่า บริษัทประกันชีวิตตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต
         (2) คำว่า “ตัวแทน” หมายความว่า ตัวแทนประกันชีวิตตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต และให้หมายความรวมถึงบุคคลซึ่งทำหน้าที่งานลักษณะทำนองเดียวกับ ตัวแทนประกันชีวิตให้แก่บุคคลใด ๆ
         (3) คำว่า “นายหน้า” หมายความว่า นายหน้าประกันชีวิตตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต และหมายความรวมถึงบุคคลที่ทำหน้าที่งานลักษณะทำนองเดียวกับนายหน้าประกันชีวิตให้แก่บุคคลใด ๆ 
         (4) คำว่า “หัวหน้าตัวแทน” หมายความว่า บุคคลซึ่งมีข้อตกลงหรือข้อผูกพันกับบริษัทประกันชีวิตให้ทำหน้าที่ในฐานะผู้นำกลุ่มซึ่งมีหน้าที่ให้คำแนะนำ ให้ความช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา หรือด้วยประการอื่นใด แก่ตัวแทนที่อยู่ในกลุ่มหรืออยู่ในทีมหรือในลักษณะทำนองเดียวกับกลุ่ม หรือทีม ไม่ว่าจะเรียกว่าเป็นผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่ม หัวหน้าเขต หรือหัวหน้าภาค หรือเรียกเป็นอย่างอื่นในลักษณะทำนองเดียวกัน โดยจะได้รับค่าตอบแทนจากบริษัทประกันชีวิต 
         (5) คำว่า “ค่าตอบแทน” หมายความว่า เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่นที่คำนวณได้เป็นเงิน รวมทั้งค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเรียกว่าเป็นค่าบำเหน็จ ค่าธรรมเนียม ส่วนลด รางวัล โบนัส หรือเรียกเป็นอย่างอื่นที่ตัวแทนหรือนายหน้าหรือหัวหน้าตัวแทนได้รับเนื่องจากการเป็นตัวแทนหรือนายหน้าหรือหัวหน้าตัวแทน
         ตัวอย่าง
         (ก) ตัวแทนหรือนายหน้าหรือหัวหน้าตัวแทนได้รับประโยชน์จากการที่บริษัทประกันชีวิตได้ให้ไปท่องเที่ยวในต่างประเทศ หรือไปสัมมนาที่ต่างประเทศ มูลค่าของประโยชน์ที่ตัวแทนหรือนายหน้าหรือหัวหน้าตัวแทนได้รับจากการไปท่องเที่ยวหรือสัมมนาในต่างประเทศ ดังกล่าว ถือเป็นค่าตอบแทนที่ตัวแทนหรือนายหน้าหรือหัวหน้าตัวแทนได้รับจากบริษัทประกันชีวิตที่ต้องนำมารวมคำนวณเสียภาษีด้วย 
         (ข) บริษัทประกันชีวิตมีนโยบายให้รางวัลแก่ตัวแทนประกันชีวิต หรือนายหน้าประกันชีวิตหรือหัวหน้าตัวแทน ที่ทำผลงานได้ดีเด่น หรือทำรายได้ได้ตามเป้า ตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทประกันชีวิตกำหนดไว้ โดยให้รางวัลเป็นเงินหรือทรัพย์สิน รางวัลดังกล่าวย่อมถือเป็นค่า ตอบแทนของตัวแทนหรือนายหน้าหรือหัวหน้าตัวแทนที่ได้รับจากบริษัทประกันชีวิต ซึ่งต้องนำมารวมคำนวณเสียภาษีด้วย 
     ข้อ 2 ตัวแทนหรือนายหน้าหรือหัวหน้าตัวแทน มีหน้าที่ต้องเสียภาษีดังนี้
         2.1 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีตัวแทนหรือนายหน้าหรือหัวหน้า ตัวแทน ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา
              (1) ค่าตอบแทนที่ตัวแทนหรือนายหน้าหรือหัวหน้าตัวแทน ได้รับจากบริษัทประกันชีวิตหรือบุคคลใด ๆ เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2) แห่งประมวลรัษฎากร โดยในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้มีสิทธิหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้อย่างเดียวในอัตราร้อยละ 40 ของค่าตอบแทนที่ได้รับ แต่ไม่เกิน 60,000 บาท และในกรณีที่ตัวแทนหรือนายหน้าหรือหัวหน้าตัวแทนได้รับเงินได้ตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร จากนายจ้างอื่นด้วย ให้หักค่าใช้จ่ายสำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 (1) และมาตรา 40(2) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นการเหมาได้อย่างเดียวในอัตราร้อยละ 40 ของเงินได้ที่ได้รับ แต่รวมกันต้องไม่เกิน 60,000 บาท
                   ตัวแทนหรือนายหน้าหรือหัวหน้าตัวแทนซึ่งมีเงินได้ตามวรรคหนึ่ง ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดจาก ปีภาษีที่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 56 แห่งประมวลรัษฎากร (ทั้งนี้ ในกรณีผู้มีเงินได้เป็นฝ่ายภริยา ไม่ว่าจะได้อยู่ร่วมกันกับสามีตลอดปีภาษีในปีที่มีเงินได้ ให้ถือปฏิบัติ ตามมาตรา 57 ฉ แห่งประมวลรัษฎากร – ผู้เขียน)
              (2) กรณีตัวแทนหรือนายหน้าหรือหัวหน้าตัวแทนมีหลักฐานในการประกอบกิจการให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า ได้ประกอบกิจการในรูปแบบของการทำธุรกิจและสามารถพิสูจน์รายจ่ายในการประกอบกิจการได้ ซึ่งต้องมีลักษณะการประกอบกิจการดังนี้
                   (ก) ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนและ
                   (ข) ได้จัดตั้งเป็นสำนักงานในการประกอบกิจการ โดยมีอาคารสำนักงานเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง หรือเช่าจากบุคคลอื่น โดยมีหลักฐาน เช่น หลักฐานการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ สัญญาเช่าสำนักงาน และ
                   (ค) มีการลงทุนด้วยการจัดหาเครื่องมือเครื่องใช้ มีค่าใช้จ่ายสำนักงาน และ
                   (ง) มีการจ้างลูกจ้างหรือพนักงานในการประกอบกิจการ โดยมีหลักฐานตามสัญญาจ้างแรงงาน หลักฐานการจ่ายเงินเข้ากองทุนประกันสังคมตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และหลักฐานการแสดงการหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่ง ในกรณีการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย ไม่มีภาษีที่ต้องหัก ณ ที่จ่ายและนำส่ง จะต้องมีหลักฐานเกี่ยวกับการยื่นรายการเกี่ยวกับค่าจ้างแรงงานตามแบบ ภ.ง.ด.1 ก.
                   (จ) มีค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการ เช่น ค่ารับรอง หรือค่าบริการเพื่อประโยชน์ในการติดต่องานกับลูกค้า และ 
                   (ฉ) มีหนังสือรับรองจากบริษัทประกันชีวิต ว่าไม่มีการจ่ายเงินชดเชยหรือออกค่าใช้จ่ายแทนให้
                   ค่าตอบแทนที่ตัวแทนหรือนายหน้าหรือหัวหน้าตัวแทน ได้รับจากบริษัทประกันชีวิตในการประกอบกิจการตามวรรคหนึ่ง เข้าลักษณะเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 ( 8 ) แห่งประมวลรัษฎากร และในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามความจำเป็นและสมควร โดยให้นำมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี มาใช้บังคับโดยอนุโลม ทั้งนี้ หากตัวแทนหรือนายหน้าหรือหัวหน้าตัวแทนไม่สามารถพิสูจน์รายจ่ายและไม่มีหลักฐานในการประกอบกิจการตามวรรคหนึ่ง เงินค่าตอบแทนที่ได้รับจากบริษัทประกันชีวิตเข้าลักษณะเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร
                   ตัวแทนหรือนายหน้าหรือหัวหน้าตัวแทนซึ่งมีเงินได้ตามวรรคสองต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและชำระภาษี ดังนี้
                   (ก) ค่าตอบแทนที่ได้รับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน ให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาพร้อมกับชำระภาษีภายในเดือนกันยายนของทุกปีภาษี ทั้งนี้ ตามมาตรา 56 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร
                   (ข) ค่าตอบแทนที่ได้รับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม ให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาพร้อมกับชำระภาษีภายในเดือนมีนาคมของปี ถัดไป โดยให้นำภาษีที่ชำระไว้แล้วตาม (ก) มาเป็นเครดิตหักออกจากภาษีที่ต้องชำระได้ ทั้งนี้ (ในกรณีผู้มีเงินได้เป็นฝ่ายภริยา ไม่ว่าจะได้ด้อยู่ร่วมกันกับสามีตลอดปีภาษีในปีที่มีเงินได้ ให้ถือปฏิบัติตามมาตรา 57 ฉ แห่งประมวลรัษฎากร – ผู้เขียน)
              (3) ตัวแทนหรือนายหน้าหรือหัวหน้าตัวแทนซึ่งได้มีการรวมกับบุคคลอื่นในลักษณะเป็นกลุ่มหรือทีมหรือในลักษณะทำนองเดียวกันในการหาผู้เอาประกันชีวิต โดยตัวแทนหรือนายหน้าหรือหัวหน้าตัวแทนต้องได้รับค่าตอบแทนในการทำหน้าที่เป็นตัวแทนหรือ นายหน้าเพียงคนเดียว แต่ปรากฏหลักฐานว่าให้มีการรับเงินค่าตอบแทนในชื่อบุคคลอื่น ไม่ว่าบุคคลอื่นจะได้รับค่าตอบแทนจริงหรือไม่ ให้ถือว่าค่าตอบแทนดังกล่าวเป็นเงินได้ของตัวแทนหรือนายหน้าหรือหัวหน้าตัวแทนนั้นทั้งจำนวน
...
     ข้อ 4 การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามข้อ 3 ให้ผู้จ่ายคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ดังนี้
            (1) กรณีจ่ายค่าตอบแทนที่เข้าลักษณะเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ตามข้อ 2.1 (1) ให้แก่ตัวแทนหรือนายหน้าหรือหัวหน้าตัวแทนซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา จะต้องคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้
                 (ก) กรณีการจ่ายค่าตอบแทนที่สามารถคำนวณหาจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย (ต่อปี) ได้ ให้คำนวณหาจำนวนค่าตอบแทนเสมือนว่าได้จ่ายทั้งปี โดยให้นำค่าตอบแทนที่จ่ายแต่ละคราวคูณด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายในปีภาษีนั้น ได้จำนวนเท่าใดให้นำค่าตอบแทนเสมือนจ่ายทั้งปีนั้น มาคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร กล่าวคือ นำมาหัก ค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน และคำนวณภาษีตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดา ได้จำนวนภาษีทั้งสิ้นเท่าใด ให้นำมาหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายทั้งปี ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใด ให้หักเป็นเงินภาษีหัก ณ ที่จ่าย ในแต่ละคราวที่จ่ายเงิน
                       กรณีมีการเปลี่ยนแปลงจำนวนค่าตอบแทนที่จ่ายระหว่างปีให้คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายใหม่ทุกคราว ตามวิธีการตามวรรคหนึ่ง
                       กรณีมีการจ่ายเงินพิเศษเป็นครั้งคราวระหว่างปี เช่น รางวัล โบนัส หรือประโยชน์จากการได้ไปสัมมนาหรือท่องเที่ยว ให้นำเงินพิเศษนั้นคูณด้วยจำนวนคราว ที่จะต้องจ่าย (ต่อปี) เพื่อหาจำนวนเงินพิเศษเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี และให้นำมารวมเข้ากับ ค่าตอบแทนที่จ่ายตามปกติที่คำนวณได้เสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี แล้วคำนวณภาษีใหม่ ตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร กล่าวคือ นำมาหักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน และคำนวณภาษี ตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดา เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้นำภาษีที่คำนวณจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามปกติทั้งปี (ก่อนจ่ายเงินพิเศษ) หักออกได้ผลลัพธ์เป็นเงินภาษีที่หัก ณ ที่จ่าย สำหรับเงินพิเศษซึ่งจ่ายเป็นครั้งคราวนั้น แล้วให้นำมารวมกับภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย สำหรับเงินที่จ่ายตามปกติในคราวนั้น ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นเงินภาษีที่ต้องหัก ณ ที่จ่ายทั้งสิ้น ในคราวที่มีการจ่ายเงินพิเศษนั้น
                 (ข) กรณีการจ่ายค่าตอบแทนที่ไม่สามารถคำนวณหาจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย (ต่อปี) ให้คำนวณภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายแต่ละคราวตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีนำส่งไว้เท่านั้น หากคำนวณแล้วไม่มีเงินภาษีที่ต้องเสียก็ไม่ต้องหัก ในปีเดียวกันนี้ถ้ามีการจ่ายค่าตอบแทนให้ผู้รับรายเดียวกันนี้อีก ให้นำค่าตอบแทนที่จ่ายในครั้งแรกมารวมกับค่าตอบแทนที่จ่ายในครั้งที่สองแล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร เช่นเดียวกับการคำนวณครั้งแรก หากคำนวณแล้ว ไม่มีภาษีที่ต้องเสียก็ไม่ต้องหัก ถ้าได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้นำเงินภาษีที่หักและนำส่งไว้แล้ว (ถ้ามี) มาเครดิตออก เหลือเท่าใดจึงหักเป็นเงินภาษีและนำส่งไว้เท่านั้น ถ้ามีการจ่ายค่าตอบแทนในครั้งที่สามและครั้งต่อ ๆ ไป ก็ให้คำนวณตามวิธีดังกล่าวนี้ทุกครั้งไป
            (2) กรณีจ่ายค่าตอบแทนที่เข้าลักษณะเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 ( 8 ) แห่งประมวลรัษฎากร ตามข้อ 2.1 (2) ให้แก่ตัวแทนหรือนายหน้าหรือหัวหน้าตัวแทนซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา และผู้จ่ายเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ตามข้อ 12/1 (1) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 เรื่อง สั่งให้ ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 104/2544 ฯลงวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2544
            (3) กรณีจ่ายค่าตอบแทนให้แก่นายหน้าซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ นิติบุคคล และผู้จ่ายเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น ให้ผู้จ่ายหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ตามข้อ 12/1 (2) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 104/2544 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2544”
    เกี่ยวกับการแปลงประเภทเงินได้พึงประเมิน กรณีเงินได้จากการรับทำงานให้ตามมาตรา 40 (2) เป็นเงินได้ตามมาตรา 40 ( 8 ) แห่งประมวลรัษฎากร นั้น กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติไว้นานแล้ว ในลักษณะเดียวกับข้อ 2 (2) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 115/2545 ดังกล่าวข้างต้น

2. การที่กรมสรรพกรวางแนวทางปฏิบัติให้ตัวแทนประภันชีวิต มีลิทธิเลือกรับรู้เงินได้พึงประเมินค่านายหน้าจากเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ( 8 ) แห่งประมวลรัษฎากร ก็ด้วยความปรารถนาดี เนื่องจากเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร มีสิทธิหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้เพียงสถานเดียวในอัตรา 50% ของเงินได้แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งค่านายหน้าจำนวนมากๆ เกินกว่า 1.8 ล้านบาท ก็จะหักค่าใช้จ่ายได้เพียง 100,000 บาทเท่านั้น 
    แต่การยอมให้เลือกรับรู้เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ( 8 ) แห่งประมวลรัษฎากร ก็เพื่อที่จะยอมให้หักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร หรือค่าใช้จ่ายจริงตามหลักฐานการจ่ายที่พิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้รับ อาทิ ค่าใช้จ่ายในการฝีกอบรม เงินเดือนค่าจ้างบุคลากร ค่ารับรอง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่น ที่ย่อมสามารถหักค่าใช้จ่ายได้มากกว่า 100,000 บาท 
    อย่างไรก็ตาม เมื่อต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ย่อมทำให้รายได้ค่านายหน้าลดจำนวนลงไปเป็นค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7/107 ของค่านายหน้า เช่น ค่านายหน้าจำนวน 1,070,000 บาท คิดเป็นค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 1,070,000*7/107 = 70,000 บาท และต้องออกใบกำกับภาษีให้แก่บริษัทประกันชีวิต 
    บริษัทประกันชีวิต ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 3% ของยอดค่านายหน้าจำนวน 1,000,000 บาท ไม่ใช่จากจำนวน 1,070,000 บาท ซึ่งอาจมีปัญหากับเจ้าพนักงานสรรพากรได้ 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า 
    1. หลังจากจด VAT แล้วก็ยังเป็นบุคคลธรรมดาอยู่ การที่บริษัทฯประกัน หัก ณ ที่จ่าย 3% เช่นนี้ เป็นการอนุโลมให้ตัวแทนประกันชีวิตเลือกรับรู้เงินได้พึงประเมินจากเงินได้เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ตามแนวทางปฏิบัติของกรมสรรพากร ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 115/2545 ฯ ดังกล่าวข้างต้อน จะถูกต้องหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการทำความเข้าใจระหว่างกัน 
    2. บริษัทประกันแทบทุกบริษัทที่ตีความหมายหลังจด VAT แล้วเป็นค่าบริการตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ก็เพื่อที่จะให้ตัวแทนในฐานะผู้มีเงินได้ มีสิทธิหักค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เพราะหากยังคงเป็นเงินได้พึงประเมินค่านายหน้าตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ก็จะหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้เพียง 100,000 บาทเท่านั้น ผลดีตกอยู่กับตัวแทนประกันชีวิต มากกว่า ความปรารถนาดีเช่นนี้ หากมองว่าไม่ถูกต้อง ก็จะทำให้ตัวแทนเสียผลประโยชน์ 
    3. เป็นบุคคลธรรมดา มีรายได้ค่านายหน้า สามารถนำอะไรมาเป็นค่าใช้จ่ายได้มากมาย อาทิ 
        - ค่าเช่าสำนักงาน 
        - ค่ารับรอง 
        - ค่าเงินเดือนพนักงาน 
        - ค่าสึกหรอค่าเสื่อมราคาทรัพย์สิน เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้สำนักงาน 
        - ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์ เช่น ค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคารถยนต์ ค่าน้ำมันรถยนต์ ค่าซ่อมรถยนต์ 
        - ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดในสำนักงาน (ถ้ามี) 
        - ค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี) 
    4. หากในปีภาษีต่อๆ มามีเงินได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาท ยังไม่สามารถขอถอนทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ จนกว่าจะมีรายได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาท ติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี  การขอออกจากระบบ VAT ต้องเลิกประกอบกิจการการเป็นตัวแทนฯ  เท่านั้น



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ 

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์ "

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ