Case study

การหักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิตของภรรยาและบุตร


เรื่อง การหักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิตของภรรยาและบุตร
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 09/01/2026
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ข้อกฎหมาย
คำถาม

ขอสอบถามกรณีกรรมการบริษัทเป็นชาวไต้หวัน มีรับเงินเดือน จากบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งในไทย อยู่ในไทยเกิน 180 วัน โดยมีภรรยา(ภรรยาไม่มีเงินได้) และบุตรอยู่ในไทย โดยจะนำมาหักลดหย่อน และมีการจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิตให้ภรรยาและบุตร สำหรับค่าเบี้ยประกันที่จ่ายให้ภรรยาและบุตรสามารนำมาหักลดหย่อนได้หรือไม่คะ

คำตอบ

สำหรับกรณีกรรมการบริษัทชาวไต้หวันที่มีถิ่นที่อยู่ในไทย (อยู่เกิน 180 วัน) และมีเงินได้จากการทำงานในไทย ถือเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย โดยมีเงื่อนไขการหักลดหย่อนเกี่ยวกับประกันชีวิตสำหรับครอบครัวดังนี้

ค่าเบี้ยประกันชีวิต

ในส่วนของ "เบี้ยประกันชีวิต" ที่จ่ายให้ภรรยาและบุตร มีหลักเกณฑ์ทางภาษีที่แตกต่างกัน ดังนี้ :

1) เบี้ยประกันชีวิตของภรรยา

สามารถนำมาหักลดหย่อนได้ตามจริง สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ:

  1. ความเป็นสามีภรรยา : ต้องอยู่กินกันตลอดปีภาษี (จดทะเบียนสมรส) อย่างเช่น ถ้านาย A กับนางสาว B แต่งงานกันเดือนมิถุนายน 2567 จะไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีของปี 2567 ได้ แต่จะนำไปลดหย่อนภาษีในปีถัดไป โดยที่ทั้งคู่จะต้องมีฐานะสามีภรรยาครบทั้งปี
  2. รายได้ของภรรยา : ภรรยาต้องไม่มีเงินได้เลยตลอดปีภาษีนั้น
  3. เงื่อนไขกรมธรรม์ : ต้องเป็นกรมธรรม์ที่มีความคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป และทำกับบริษัทประกันชีวิตในประเทศไทย

2) เบี้ยประกันชีวิตของบุตร

"ไม่สามารถ" นำมาหักลดหย่อนภาษีได้ ตามมาตรา 47(1)(ง) แห่งประมวลรัษฎากร อนุญาตให้หักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตได้เฉพาะของ "ตนเอง" และ "คู่สมรส (ที่ไม่มีเงินได้)" เท่านั้น ไม่รวมถึงเบี้ยประกันชีวิตที่จ่ายให้บุตร 


สรุปตารางการลดหย่อน

รายการลดหย่อน

หักลดหย่อนได้หรือไม่

เงื่อนไข/จำนวนเงิน

ค่าลดหย่อนภรรยา

 

ได้

 

60,000 บาท

 

ค่าลดหย่อนบุตร

 
 

ได้

 

30,000 บาท/คน

 

เบี้ยประกันชีวิตภรรยา

 
 

ได้

 

ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท

 

เบี้ยประกันชีวิตบุตร

 
 

ไม่ได้

 

-


ข้อแนะนำเพิ่มเติม :
 สำหรับกรรมการชาวต่างชาติ อาจจะต้องเตรียมเอกสารแปลเป็นภาษาไทยหรืออังกฤษในส่วนของใบสำคัญการสมรส และสูติบัตรของบุตร เพื่อใช้ประกอบการยื่นภาษีในกรณีที่สรรพากรเรียกตรวจสอบด้วย


อ้างอิงกฎหมาย

“ร้อยเรื่องลดหย่อนปีภาษี 2560 หมวดค่าลดหย่อนประกันชีวิต/ประกันชีวิตแบบบำนาญ/ประกันสุขภาพ

3. ชื่อเรื่อง :  ชาวต่างชาติมาทำงานในไทยหักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิตได้
 
คำถาม :   ชาวต่างชาติมาทำงานในไทยจะสามารถหักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิตได้หรือไม่
 
คำตอบ :ได้ ตามเงื่อนไข คือต้องมีกำหนดเวลาเอาประกัน 10 ปี ขึ้นไป และทำประกันชีวิตไว้กับผู้ประกอบกิจการรับประกันชีวิตในราชอาณาจักร ตามมาตรา 47(1)(ง) แห่งประมวลรัษฎากร

4. ชื่อเรื่อง :   สมรสระหว่างปี คู่สมรสไม่มีเงินได้ แต่มีเบี้ยประกันชีวิตนำมาหักลดหย่อนไม่ได้
 
คำถาม :   นาย ก มีเงินได้จากการขายของ สมรสระหว่างปี คู่สมรสไม่มีเงินได้ แต่มีเบี้ยประกันชีวิตที่ทำก่อนสมรส นาย ก สามารถนำค่าเบี้ยประกันชีวิตของคู่สมรสมาหักลดหย่อนได้หรือไม่
 
คำตอบ :ปีที่ทำการสมรส นำค่าเบี้ยประกันชีวิตของคู่สมรสมาหักลดหย่อนไม่ได้ เนื่องจากความเป็นสามีภริยามิได้มีอยู่ตลอดปีภาษี แต่ปีถัดไปสามารถนำมาหักลดหย่อนได้เท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท เนื่องจากความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ตามมาตรา 47(1)(ง) แห่งประมวลรัษฎากร

5.ชื่อเรื่อง :  กรมธรรม์ประกันชีวิตของบุตรและบิดามารดา นำมาหักลดหย่อนไม่ได้
 
คำถาม :    นาย ก  ได้ทำประกันชีวิตให้บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะและบิดาสามารถนำเบี้ยประกันชีวิตดังกล่าวมาหักลดหย่อนได้หรือไม่
 
คำตอบ :เบี้ยประกันชีวิตของบุตรและบิดา ไม่สามารถนำมาหักลดหย่อนได้เนื่องจาก ตามมาตรา 47(1)(ง)แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้หักลดหย่อนเบี้ยประกันที่ผู้มีเงินได้ได้จ่ายไปสำหรับการประกันชีวิตของผู้มีเงินได้เท่านั้น


มาตรา 47  เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ให้หักลดหย่อนได้อีก ดังต่อไปนี้

(ง) เบี้ยประกันภัยที่ผู้มีเงินได้จ่ายไปในปีภาษีสำหรับการประกันชีวิตของผู้มีเงินได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท ทั้งนี้ เฉพาะในกรณีที่กรมธรรม์ประกันชีวิตมีกำหนดเวลาตั้งแต่สิบปีขึ้นไป และการประกันชีวิตนั้นได้เอาประกันไว้กับผู้รับประกันภัยที่ประกอบกิจการประกันชีวิตในราชอาณาจักร  
( ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (ฉบับที่ 37) พ.ศ. 2534 ใช้บังคับ 1 ม.ค. 2534 เป็นต้นไป )   
                   ในกรณีสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้มีการประกันชีวิต และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้หักลดหย่อนได้ด้วยสำหรับเบี้ยประกันที่จ่ายสำหรับการประกันชีวิตของสามีหรือภริยานั้นตามเกณฑ์ในวรรคหนึ่ง
                   ( พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2516 ใช้บังคับปีภาษี 2517 เป็นต้นไป )
                   ( 
ดูกฎกระทรวง (ฉบับที่ 126) พ.ศ. 2509 ข้อ 2 (61) )

กฎกระทรวง
 
ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509)
 
ออกตามความในประมวลรัษฎากร
 
ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร

  "(61) เงินได้เท่าที่ผู้มีเงินได้จ่ายเป็นเบี้ยประกันภัยในปีภาษี สำหรับการประกันชีวิตของผู้มีเงินได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง เฉพาะส่วนที่เกินหนึ่งหมื่นบาทแต่ไม่เกินเก้าหมื่นบาท โดยกรมธรรม์ประกันชีวิตต้องมีกำหนดเวลาตั้งแต่สิบปีขึ้นไป และการประกันชีวิตนั้นได้เอาประกันไว้กับผู้รับประกันภัยที่ประกอบกิจการประกันชีวิตในราชอาณาจักร ทั้งนี้ สำหรับเบี้ยประกันภัย ที่ได้จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป และให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่อธิบดีกำหนด"
 
(ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 172) ใช้บังคับ 1 มกราคม 2551 เป็นต้นไป)
                                "หากเบี้ยประกันภัยที่จ่ายตามวรรคหนึ่ง เป็นเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญที่จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553 เป็นต้นไป ให้เงินได้ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้เพิ่มขึ้นอีก ในอัตราร้อยละสิบห้าของเงินได้พึงประเมินแต่ไม่เกินสองแสนบาท ทั้งนี้ เมื่อรวมคำนวณกับเงินได้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้สำหรับกรณีที่ผู้มีเงินได้จ่ายเป็นเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตาม (35) หรือเงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการตาม (43) หรือเงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนตาม (54) แล้วแต่กรณีหรือเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ตาม (55) แล้ว ต้องไม่เกินห้าแสนบาท ในปีภาษีเดียวกัน
                                การได้รับยกเว้นตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด
 (แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 279 (พ.ศ. 2554) ใช้บังคับวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2554 เป็นต้นไป)
 
(ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 194) ใช้บังคับ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป)

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร
 เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 172)

เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข เพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินได้
 เท่าที่ได้จ่ายเป็นเบี้ยประกันชีวิตของผู้มีเงินได้ตามข้อ 2(61) แห่งกฎกระทรวง
 ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร

ข้อ 2 การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นเบี้ยประกันชีวิตของผู้มีเงินได้ เฉพาะกรณีที่กรมธรรม์ประกันชีวิตมีกำหนดเวลาตั้งแต่สิบปีขึ้นไป และเป็นการประกันชีวิตที่ได้เอาประกันไว้กับผู้รับประกันภัยที่ประกอบกิจการประกันชีวิตในราชอาณาจักร ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

                                          (1) กรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีความคุ้มครองอื่นเพิ่มเติม ค่าเบี้ยประกันภัยที่จ่ายสำหรับความคุ้มครองอื่นเพิ่มเติมดังกล่าว ไม่สามารถยกเว้นภาษีสำหรับเบี้ยประกันภัยดังกล่าวได้
                                           (2) กรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีการรับเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนคืนในระหว่างอายุกรมธรรม์ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขดังนี้
                                                (ก) กรณีได้รับเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนคืนทุกปี จะต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของเบี้ยประกันชีวิตรายปี หรือ
                                                (ข) กรณีได้รับเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนคืนตามช่วงระยะเวลาที่ผู้รับประกันภัยกำหนดนอกจาก (ก) เช่น ราย 2 ปี 3 ปี หรือ 5 ปี เป็นต้น จะต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของเบี้ยประกันชีวิตสะสมของแต่ละช่วงระยะเวลาที่ผู้รับประกันภัยกำหนดให้มีการจ่ายเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนคืน หรือ
                                                (ค) กรณีได้รับเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนคืนที่ไม่เป็นไปตาม (ก) หรือ (ข) ผลรวมของเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนสะสมตั้งแต่ปีแรกถึงปีที่มีการจ่ายเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนคืน ต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของเบี้ยประกันชีวิตสะสมทั้งหมดในช่วงระยะเวลาดังกล่าว

ทั้งนี้ เงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนคืนตาม (ก) และหรือ (ข) และหรือ (ค) ไม่รวมเงินปันผลตามกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ได้รับตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันชีวิต หรือเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนที่จ่ายเมื่อสิ้นสุดการจ่ายเบี้ยประกันชีวิตแล้ว แต่ผู้เอาประกันภัยยังคงได้รับความคุ้มครองตามระยะเวลาที่กำหนดในสัญญาประกันชีวิต หรือเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนที่จ่ายเมื่อสิ้นสุดอายุกรมธรรม์

ความใน (1) และ (2) ให้ใช้บังคับสำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ได้เริ่มทำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2552 เป็นต้นไป


ข้อ 3การได้รับยกเว้นภาษีตามประกาศนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

                                          (1) ให้ได้รับยกเว้นภาษีตลอดปีภาษี ไม่ว่ากรณีที่จะได้รับยกเว้นภาษีนั้นจะมีอยู่ตลอดปีภาษีหรือไม่
                                           (2) กรณีสามีหรือภริยามีเงินได้ฝ่ายเดียว ให้ยกเว้นภาษีให้แก่สามีหรือภริยาซึ่งเป็นฝ่ายผู้มีเงินได้เต็มจำนวนตามที่จ่ายจริงเฉพาะส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 90,000 บาท
 ในกรณีสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้มีการประกันชีวิตและความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี สามีหรือภริยาซึ่งเป็นฝ่ายผู้มีเงินได้มีสิทธิหักลดหย่อน สำหรับเบี้ยประกันชีวิตของสามี
 หรือภริยาฝ่ายที่ไม่มีเงินได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท ตามมาตรา 47(1)(ง) แห่งประมวลรัษฎากร
                                           "(3) กรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้

                                               (ก) ถ้าต่างฝ่ายต่างยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในปีภาษีที่ล่วงมาตามวรรคหนึ่งของมาตรา 57 ฉ แห่งประมวลรัษฎากร ให้ต่างฝ่ายต่างได้รับยกเว้นภาษีตามจำนวนที่จ่ายจริง เฉพาะส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 90,000 บาท ซึ่งไม่เกินเงินได้พึงประเมินของแต่ละคนหลังจากหักค่าใช้จ่าย ตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว
                                                (ข) ถ้าต่างฝ่ายต่างยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินเฉพาะส่วนที่เป็นเงินได้พึงประเมินตาม 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร โดยไม่ถือเป็นเงินได้ของอีกฝ่ายหนึ่งตามวรรคสามของมาตรา 57 ฉ แห่งประมวลรัษฎากร ให้ต่างฝ่ายต่างได้รับยกเว้นภาษีตามจำนวนที่จ่ายจริง เฉพาะส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 90,000 บาท ซึ่งไม่เกินเงินได้พึงประเมินของแต่ละคนหลังจากหักค่าใช้จ่าย ตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว
                                                (ค) ถ้าสามีภริยาตกลงยื่นรายการและเสียภาษีรวมกัน โดยถือเอาเงินได้พึงประเมินของตนเป็นเงินได้ของสามีหรือภริยาอีกฝ่ายหนึ่งตามวรรคสามของมาตรา 57 ฉ แห่งประมวลรัษฎากร ให้ผู้มีเงินได้ได้รับยกเว้นภาษีตามจำนวนที่จ่ายจริง เฉพาะส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 90,000 บาท และได้รับยกเว้นภาษีส่วนของสามีหรือภริยาได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง เฉพาะส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 90,000 บาท ซึ่งไม่เกินเงินได้พึงประเมินของแต่ละคนหลังจากหักค่าใช้จ่าย ตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว
 (แก้ไขโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 235)ฯ ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เป็นต้นไป)


อ้างอิงคำตอบ

เรื่อง

ลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิตคู่สมรส กรณีคู่สมรสไม่มีเงินได้ และอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษี ต้องกรอกรายการอย่างไร 

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

10/01/2021

เลขที่หนังสือ


ประเภทภาษี


ข้อกฎหมาย


ข้อหารือ

ลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิตคู่สมรส กรณีคู่สมรสไม่มีเงินได้ และอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษี ต้องกรอกรายการอย่างไร

แนววินิจฉัย

กรณียื่นแบบฯ ภ.ง.ด.90/91 ทางอินเทอร์เน็ต สามารถกรอกรายการลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิตแยกของผู้มีเงินได้ เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 100,000 บาท และของคู่สมรสไม่มีเงินได้ เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 10,000 บาท

เลขตู้



หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ