Case study

กรรมการมีกี่ประเภท เเละมีภาระภาษีอย่างไร (ความแตกต่างของ กรรมการโดยตำเเหน่ง และ กรรมการ อิสระ)


เรื่อง กรรมการมีกี่ประเภท เเละมีภาระภาษีอย่างไร (ความแตกต่างของ กรรมการโดยตำเเหน่ง และ กรรมการ อิสระ)
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 22/02/2025
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ข้อกฎหมาย
คำถาม

กรรมการมีกี่ประเภท เเละมีภาระภาษีอย่างไร

คำตอบ

กรรมการ (แยกตามที่มาของกรรมการ) แบ่งได้  2 ประเภท  คือ


ประเภท ที่ 1 กรรมการโดยตำแหน่ง

- คือ พนักงานที่เป็นลูกจ้างของบริษัท แต่รับตำแหน่งกรรมการ มักจะพบในตำแหน่ง C Level ลงมา เช่น CEO CFO เป็นต้น 
- กรรมการโดยตำแหน่ง ยังคงทำหน้าที่เหมือนลูกจ้าง แต่มีหน้าที่ปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย ให้บริษัทสำเร็จตามวัตถุประสงค์
- เงินได้ที่ได้รับ 

     1)   อยู่ในรูปแบบของเงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส ไม่ได้รับเบี้ยประชุม 

     2)   ถือเป็นงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1   คือ เงินได้ตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร เงินได้จากการจ้างแรงงาน

     3)   บริษัทผู้จ่ายเงินได้จากการจ้างแรงงาน ต้อง หักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50(1)   โดยให้นำเงินเดือน x 12 (กรณีทำงานตลอดทั้งปี) และ ให้บริษัทนำส่งภาษีด้วยแบบภาษี ภ.ง.ด.1 

     4)   กรรมการ ผู้รับเงินได้จากการจ้างแรงงาน  คำนวณภาษีตามมาตรา 48(1)  และ นำส่งภาษีด้วยแบบ ภ.ง.ด.91 

- การให้บริการตามสัญญาจ้างแรงงาน ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81(1)  (ฐ)  แห่งประมวลรัษฎากร



ประเภท ที่ 2 กรรมการอิสระ

-  คือ กรรมการที่ได้รับแต่งตั้ง มักพบในบริษัทมหาชน ตลาดหลักทรัพย์ หรือ อาจไม่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ 
-  กรรมการอิสระ ไม่ต้องทำหน้าที่เหมือนลูกจ้าง   ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการ หรือเป็น กรรมการตรวจสอบ (Audit Committee)  เป็นต้น  ซึ่งจะมีหน้าที่ในการกำหนดทิศทาง กำหนดนโยบาย ประเมินผล หรือ กระทำกิจกรรมบางอย่างเท่านั้น    
-  เงินได้ที่ได้รับ 

      1)  ไม่ได้รับเป็นเงินเดือนประจำ แต่จะได้รับเบี้ยประชุม หรือ โบนัส   (ไม่ว่าจะเป็นได้รับครั้งเดียวหรือเฉลี่ยรับรายเดือน)

      2)  ถือว่ามีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 2  คือ เงินได้ตามมาตรา 40(2) แห่งประมวลรัษฎากร เงินได้จากการรับทำงานให้

      3)  บริษัทผู้จ่ายเงินได้จากการรับทำงานให้ ต้อง หักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50(1)  แต่ไม่ต้องนำเงินได้ 12   ให้คำนวณแบบยอดสะสม เช่น มกราคมได้รับ 1 ครั้ง ให้คำนวณแค่ 1 ครั้ง และเดือนใดได้เพิ่ม ให้นำมาสะสมยอดรวมกับของมกราคม เป็นต้น  (ไม่ต้อง x 12) และ ให้บริษัทนำส่งภาษีด้วยแบบภาษี ภ.ง.ด.1 

      4) กรรมการอิสระ ผู้รับเงินได้การรับทำงานให้  คำนวณภาษีตามมาตรา 48(1)  และ นำส่งภาษีด้วยแบบ ภ.ง.ด.90

-  เบี้ยประชุม โบนัส ของ กรรมการอิสระ ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตาม   ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 205  ระบุว่า เงินได้จากกรรมการนี้ไม่ถือเป็นการให้บริการตามมาตรา 77/1(10) ดังนั้นกรรมการจึงไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 


มาตรา 40เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด
 
   (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน
 (ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.7/2528)(ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.23/2533) (ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.56/2538)(ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.115/2545)(ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.120/2545)


    
(2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว



มาตรา 50ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามวิธีดังต่อไปนี้

      (1) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปีแล้ว คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น
 
      ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายตามความในวรรคก่อนไม่ลงตัวเหลือเศษเท่าใด ให้เพิ่มเงินเท่าจำนวนที่เหลือเศษนั้นรวมเข้ากับเงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้น เพื่อให้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปีเท่าจำนวนภาษีที่จะต้องเสียทั้งปี
       ( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502 ใช้บังคับ 5 พ.ย. 2502 เป็นต้นไป )
      ( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) )
       (ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.16/2530)      (ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.96/2543)
       (ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.115/2545)       (ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.120/2545)

      ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานซึ่งได้คำนวณจ่ายจากระยะเวลาที่ทำงานและได้จ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ให้คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (5) เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น

     ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) นอกจากที่ระบุไว้ในวรรคสามที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้




มาตรา 81ให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
 
 (1) การขายสินค้าที่มิใช่การส่งออก หรือการให้บริการดังต่อไปนี้

(ฐ) การให้บริการตามสัญญาจ้างแรงงาน




ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร
เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 205)
 
เรื่อง การกำหนดการกระทำที่ไม่ถือว่าเป็นการให้บริการ ตามมาตรา 77/1 (10) (ค) แห่งประมวลรัษฎากร

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 77/1 (10) (ค) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534 อธิบดีกรมสรรพากร โดยอนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำหนดการกระทำที่ไม่ถือว่าเป็นการให้บริการไว้ ดังต่อไปนี้

การปฏิบัติงานในฐานะกรรมการบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด กรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามที่กฎหมายกำหนด และกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งโดยราชการ



มาตรา 77/1ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

(10) “บริการ” หมายความว่า การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า และให้หมายความรวมถึงการใช้บริการของตนเองไม่ว่าประการใด ๆ แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึง

มาตรา 77/2การกระทำกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามบทบัญญัติในหมวดนี้
 (1) การขายสินค้าหรือ
การให้บริการโดยผู้ประกอบการ




หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ